ปลดพันธนาการ


นิตยสารผู้จัดการ( พฤษภาคม 2547)



กลับสู่หน้าหลัก

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นยุคที่ Allianz เฟื่องฟูสุดขีดในเยอรมนีนั้น สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่แห่งนี้ได้ทุ่มซื้อหุ้นของบริษัทระดับ bluechip มากมายในดัชนี DAX 30 ของเยอรมนี ทั้ง BMW ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ KarstadtQuelle บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ และ Linde ยักษ์ใหญ่ด้านเคมี

แต่ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2001 เป็นต้นมา Allianz ได้เริ่มขายหุ้นของบริษัทต่างๆ ที่ถืออยู่ออกไปเป็นมูลค่ารวมถึง 3 หมื่น 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงหุ้นของบริษัทสาธารณูปโภค RWE และ E.ON และยักษ์ใหญ่เคมีภัณฑ์อย่าง BASF รวมทั้งหุ้นในบริษัทเครื่องสำอางชื่อดังอย่าง Beiersdorf เจ้าของผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงอย่าง Nivea ซึ่งการลดการถือครองหุ้นใน Beiersdorf ลงจาก 47% เหลือ 3.6% (ก่อนจะซื้อกลับมาเป็น 7%) ทำให้ Allianz ได้เงินสดกลับมาถึง 5.4 พันล้านดอลลาร์ และไม่เว้นแม้แต่หุ้นในบริษัท Munich Re Group ซึ่งเป็นพันธมิตรและเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการประกันภัยด้วยกัน ที่ Allianz ได้ลดการถือครองหุ้นลงจาก 33% เหลือ 9%

การปลดพันธนาการจากบริษัทอื่นๆ ทำให้ Allianz นำเงินสดที่ได้มาลงทุนใหม่ในธุรกิจหลัก และสามารถเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินได้ เนื่องจากเท่ากับ Allianz ได้ลดความเสี่ยงในการถือทรัพย์สินที่มีความผันผวนสูงอย่างหุ้นลงไปได้ โดยในขณะนี้ ทรัพย์สินที่อยู่ในรูปหุ้นในบริษัทต่างๆ ของ Allianz มีสัดส่วนเพียง 16% ของบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดของ Allianz เท่านั้น เทียบกับที่เคยมีสัดส่วนถึง 36% ในปี 2000



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.