3 หุ้นเตรียมขายไอพีโอกลางปี47


ผู้จัดการรายวัน(22 เมษายน 2547)



กลับสู่หน้าหลัก

หุ้นใหม่ เตรียมยื่นขอก.ล.ต.ขายหุ้นให้กับประชาชนกลางปีนี้ อินเตอร์ลิ้งค์ เตรียมขายมิถุนายน แย้มรายได้ไตรมาสแรกปีนี้พุ่งสูงกว่ารายได้ทั้งปี 46 กว่า 100% เหตุทยอยรับรู้รายได้วางระบบข่ายสัญญาณในสนามบินสุวรรณภูมิ และ Smart Card บล.นครหลวงไทยส่งกรุ๊ปลิส เข้าตลาดหลักทรัพย์ขาย 10 ล้านหุ้นกลางปีนี้ ขณะที่ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ตั้งบล.ซีมิโก้เป็นที่ปรึกษาทางการเงินแล้ว

นายเจษฎาวัฒน์ เพรียบจริยวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินบริษัทอินเตอร์ ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า คาดว่า บริษัทอินเตอร์ลิ้งค์ จะเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชน ทั่วไปจำนวน 20 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้(พาร์)หุ้นละ 1 บาทโดยจะกระจายหุ้นภายในเดือนมิถุนายนนี้ และหุ้นจะเข้ามาซื้อขายในตลาด หลักทรัพย์ใหม่(MAI) ภายในปลายเดือนเดียวกันซึ่งจะใช้ชื่อย่อในการซื้อขายว่า ICT

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการและกรรมการ ผู้จัดการ บริษัทอินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) เปิดเผย ว่า ผลประกอบการภายในไตรมาส แรกของปี 2547 มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาก โดยมีรายได้มากกว่าปี 2546 ทั้งปีที่อยู่ในระดับ 288.36 ล้านบาทถึง 100% สาเหตุเนื่องจากบริษัททยอยรับรู้รายได้จากโครง การติดตั้งระบบข่ายสายสัญญาณข้อมูลและโทรศัพท์สำหรับระบบเทคโนโลยีและการสื่อสารของสยามบินสุวรรณภูมิซึ่งเป็นเฟสแรก มีมูลค่า 136 ล้านบาท ซึ่งยังมีเฟสที่ 2 และ 3 อีกซึ่งมีมูลค่าโครงการ ประมาณ 300-400 ล้านบาท

โดยบริษัทก็หวังว่าจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้วางระบบและยังทยอยรับรู้รายได้จากงานสัมปทานการจัดทำบัตรเพื่อใช้ในการผ่านพิธีการศุลกากรในรูปแบบ Smart Card มูลค่าโครงการ 45 ล้านบาท

ทั้งนี้ ภายในปี 2546 ที่ผ่านมานั้นบริษัทจะมีรายได้จากธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปกรณ์ข่ายสายสัญญาณคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในปีนี้จะมีรายได้เพิ่มจากธุรกิจวิศวกรรมโดยบริษัทรับเหมาติดตั้งระบบข่ายสายสัญญาณคอมพิวเตอร์และสื่อสารโทรคมนาคมให้แก่โครงการขนาดใหญ่ให้แก่ทั้งภาครัฐและเอกชนและยังมีรายได้จากธุรกิจรับออก แบบรวบรวมระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร แบบครบวงจร

โดยเน้นการรับเหมาประมูลงานของภาครัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ เป็นหลัก ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จะมาจากธุรกิจจัดจำหน่าย 70% ธุรกิจวิศวกรรม 15% และที่เหลือ อีก 15% จะมาจากธุรกิจรับออก แบบรวบรวมระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร แบบครบวงจร

นายสมบัติกล่าวว่า คาดว่าอุตสาหกรรมประเภทวางระบบและอุปกรณ์สายเคเบิลนั้นจะเพิ่มขึ้นประมาณ 17% โดยในส่วนของบริษัทคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ซึ่งมากกว่าอุตสาหกรรมโดยรวม โดยในปี 2546 นี้มีมูลค่าตลาดรวมของธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารอยู่ที่ระดับ 79,720 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะเพิ่มอยู่ที่ระดับประมาณ 90,000-100,000 ล้านบาท


สำหรับโครงการในอนาคตของ บริษัทนั้นมีแผนที่จะออกผลิต- ภัณฑ์ใหม่ภายใต้ชื่อสายอัจฉริยะของ LINK ที่จะเข้าทดแทนตลาดสายโทรศัพท์ ซึ่งหวังว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 10% และขยายธุรกิจส่งออกสินค้าไปยังประเทศแถบอินโดจีน,จัดตั้งสาขาใน 4 ภาคของประเทศไทย เพื่อกระจายสินค้าและบริการของบริษัทสู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศพร้อมโครงการอินเตอร์ลิ้งค์สัญจรเพื่อรณรงค์การขายไปพร้อมๆ กัน

ในส่วนของงานด้านธุรกิจวิศวกรรมจะมีงานระบบข่ายสายสัญญาณในโครงการจากทั้งภาครัฐและเอกชน ประมาณ 15 โครงการ และงานอื่นๆ ที่เกี่ยว ข้องกับระบบข่ายสายสัญญาณในสนามบินสุวรรณภูมิและธุรกิจด้านสารสนเทศคาดว่าจะเข้าร่วมประมูลโครงการของภาครัฐและของรัฐวิสาหกิจเป็นจำนวน 4 โครงการ รวมเป็นมูลค่าโครงการทั้งสิ้นประมาณ 1,060 ล้านบาท

รายงานข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ นครหลวงไทย จำกัด แจ้งว่า บริษัทได้รับการแต่งตั้งจากบริษัท กรุ๊ปลิส จำกัด ให้เป็นที่ปรึกษา ทางการเงินและผู้รับจัดจำหน่ายในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งจะยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง)ไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และคาดว่าจะสามารถเสนอขายหุ้นและเข้ามาซื้อขายได้ภายในกลางปี 2547 นี้

ทั้งนี้บริษัทกรุ๊ปลิสเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์และให้บริการสินเชื่อเงินสด และบริการสินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล โดยเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2529 ณ สิ้นปี 2546 มีทุนจดทะเบียน 225 ล้านบาทมีทุนที่เรียกชำระแล้ว 175 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้(พาร์)หุ้นละ 5 บาท

โดยบริษัทจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปจำนวน 10 ล้านหุ้น โดยเงินที่ได้รับ จากการระดมทุนจะนำไปขยายธุรกิจและเป็นเงินทุนหมุนเวียน ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2546 ที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวม 260.65 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 47.44 ล้านบาท

ขณะที่สำนักงาน ก.ล.ต.ได้แจ้งว่าได้นับหนึ่งแบบไฟลิ่งหุ้นบริษัทไลท์ติ้ง แอนด์อิควิปเมนท์ ซึ่งจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีบริษัทหลักทรัพย์ ซีมิโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน โดยบริษัทจะเสนอขายหุ้นสามัญจำนวน 6.5 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท คิดเป็น 23.64% ของจำนวนหุ้นที่เรียกชำระแล้ว ซึ่งจะจัดสรรให้แก่ประชาชนทั่วไปจำนวน 6.175 ล้านหุ้น และเสนอขายแก่พนักงาน ของบริษัทจำนวน 325,000 หุ้น ซึ่งเงินที่ได้จากการระดมทุนจะใช้สำหรับการขยายเครือข่ายทางการตลาด

การขยายโรงงานเพื่อผลิตสินค้าใหม่ๆ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ทั้งนี้บริษัทไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ประกอบธุรกิจหลักในอุตสาหกรรมไฟฟ้าแสงสว่าง โดยดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจร การนำเข้า

ตลอดจนการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าแสงสว่างให้แก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศรวมทั้งการให้บริการออกแบบและแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าแสงสว่างต่างๆ บริษัทได้วางเป้าหมายเป็นศูนย์รวมของผลิตภัณฑ์และบริการด้านไฟฟ้าแสงสว่างอย่างครบวงจร

สำหรับผลประกอบการของบริษัทในปี 2545 และ 2546 ที่ผ่านมานั้น บริษัทมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้ 610.34 ล้านบาทและ 791.94 ล้านบาทตามลำดับ ส่วนกำไรสุทธิมีจำนวน 14.71 ล้านบาท และ 23.76 ล้านบาทตามลำดับ

โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทใน 3 อันดับแรกได้แก่กลุ่มทรัพย์ทวยชน ถือหุ้น 40.57% ภายหลังการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปลดลงเหลือ 30.98% กลุ่มบริมาสพร ถือหุ้น 28.76% ภายหลังลดลง 21.96% และกลุ่มสุริยสัตย์ ถือหุ้น 9.53% ภายหลังลดลง 7.28% บริษัทมีนโยบายจ่ายเงิน ปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.