10ธุรกิจอสังหาฯกำไรพุ่ง ลดต้นทุน-เร่งยอดโอน


ผู้จัดการรายวัน(8 มีนาคม 2547)



กลับสู่หน้าหลัก

ตรวจแถวธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรอบปี 2546 สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มกลับมาแล้ว ชี้ 10 บริษัทพัฒนาอสังหาฯทำกำไรพุ่งเกือบ 1.4 หมื่นล้าน วัดผลจากรายได้และกำไรสุทธิ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ นำโด่งตลอดกาล ด้วยยอดรายได้รวมสูงเป็นประวัติศาสตร์ 20,000 ล้านบาท กำไรสุทธิ 6,190 ล้านบาท ตามด้วยบางกอกแลนด์ ที่ทำรายได้จากการบริหารพื้นที่นิทรรศการและคอนเสิร์ต ขณะที่หลายค่ายหันมาทำตลาดบ้านพร้อมอยู่ระดับ ราคา 2-5 ล้านบาท เหตุพฤติกรรมผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนตามสภาพตลาด

ในระหว่างปี 2545-2546 รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยใช้มาตรการลดหย่อนทางภาษีธุรกิจและภาษีการโอน การดำเนินนโยบายผ่อนปรนทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ขณะที่ภาคสถาบันการเงินหันมาปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลเห็นความสำคัญ ของการฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาฯที่จะมีผลต่อเนื่องกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น วัสดุก่อสร้าง การจ้างงานที่เพิ่มขึ้น และเป็นส่วนในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบผลประกอบการ ของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปี 2546 ปรากฏว่า บริษัทอสังหาฯจำนวน 20 บริษัทมีรายได้รวม 53,806.43 ล้านบาท มีกำไรสุทธิถึง 15,587 ล้านบาท และพิจารณาในกลุ่มบริษัทที่มีรายได้รวมเกิน 500 ล้านบาท มีจำนวน 10 บริษัท ซึ่งรวมแล้วเฉพาะกลุ่มนี้ มีรายได้รวมถึง 45,834.21 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 13,751.99 ล้านบาท เป็นอัตราการเพิ่มที่สูงนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลการดำเนินงานดีขึ้น มาจากการที่ในปีที่ผ่านมาแต่ละบริษัทมียอดโอนที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ก่อนที่มาตรการทางภาษีจะสิ้นสุดในสิ้นปี 2546 การที่ผู้ประกอบการใช้วิธีการก่อสร้างบ้านด้วยระบบพรีแฟบ ทำให้ระยะเวลาการก่อสร้างเร็วขึ้น จำนวนยูนิตที่ผลิตออกมาเพื่อโอนให้กับลูกค้ามีปริมาณมากขึ้นเฉลี่ย 20-30 ยูนิต ซึ่งเป็นการปรับกลยุทธ์มาเป็นบ้านพร้อมอยู่ ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น

โดยบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) LH ติดอันดับหนึ่งของบริษัทที่มีผลการเติบโตทางธุรกิจที่โดดเด่นที่สุด มียอดรายได้รวมสูงถึง 20,581.15 ล้านบาท มีกำไรสุทธิกว่า 6,000 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรเพิ่มขึ้น 2,370.72 ล้านบาท หรือขยายตัวสูงถึง 62.06% แบ่งเป็นยอดขายที่สูงจากปีก่อน 3,567.90 ล้านบาท ขยายตัว 23.62% กำไรจากการขายเงินลงทุน เพิ่ม 300.97 ล้านบาท และมีเงินปันผลและเงินแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมกว่า 430 ล้านบาท (พิจารณาตารางประกอบกำไร 10 บริษัทจัดสรร)

นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ฯ กล่าวว่าในปีนี้จะมีการเปิดตัวเพิ่มอีก 16 โครงการเพื่อรักษาอัตราการเติบโตให้ได้ 15-20% โดยในจำนวนโครงการใหม่นี้ แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 14 โครงการ และคอนโด-มิเนียม 2 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 23,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีสินค้าทั้งสิ้น 41 โครงการ สามารถจัดส่งมอบบ้านให้ลูกค้า 3,800 ยูนิตภายในปี 47 เทียบกับความสามารถในการส่งมอบบ้าน 2,900 ยูนิต ในปีที่ผ่านมา

โดยบริษัทฯได้ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดจากสัดส่วนของสินค้าเดิมที่พัฒนาบ้านเดี่ยวเกือบ 100% มาในปีนี้จะปรับเป็นบ้านเดี่ยว ระดับไม่เกิน 5 ล้านบาท ประมาณ 60% อีก 10% เป็นคอนโดมิเนียม คาดว่าจะมีรายได้เข้ามาในปีนี้ รวมถึงการพัฒนาอีกโครงการบ้านเดี่ยวระดับไม่เกิน 2 ล้านบาท ซึ่งจะพัฒนาด้วยระบบพรีแฟบ เป็นเทคโนโลยีการก่อสร้างที่พัฒนาขึ้นมาเอง มีกำลังผลิตได้ 400 ยูนิตในปีแรก และจะเพิ่มเป็น 800 ยูนิตในปี2548

"ในปีนี้ บริษัทยังเชื่อมั่นว่าตลาดบ้านพร้อมเข้าอยู่ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค โดยปัจจุบัน ผู้บริโภคจะมีการย้ายบ้านเข้าอยู่ในโครงการเร็วขึ้น เฉลี่ย 2 เดือนนับจากวันโอนกรรมสิทธิ์บ้าน แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างแท้จริง" ขณะที่ บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (B-LAND) หลังจากได้ผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินมาตามลำดับ ซึ่งเหลือหนี้ไม่มากโดยมีบางส่วนค้างกับธนาคารออมสิน นายอนันต์ กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริษัท บางกอกแลนด์กล่าวไว้ว่ายังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายและส่งมอบกรรมสิทธิ์ จำนวน 8 โครงการ นอกจากรายได้จากการบริหารศูนย์อเนกประสงค์นานาชาติ (อิมแพค เมืองทองธานี)ซึ่งบริหารโดยบริษัท อิมแพค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ ซึ่งบริษัทถือหุ้นประมาณ 90% จะเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับบริษัท บางกอกแลนด์ เนื่องจากในช่วงนี้จะมีการจัดนิทรรศการต่างๆ เป็นจำนวนมาก จากภาคเอกชนและจากของรัฐบาล ขณะที่เป็นพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการจัดคอนเสิร์ตทั้งของไทยและต่างประเทศ

2 บ.กลุ่มรีแฮปโก้ติดโผท็อปเทน

ในจำนวน 10 บริษัทที่มียอดรายได้รวมและกำไรสุทธิที่สูงสุด ปรากฏว่าบริษัทในกลุ่มแก้ไขการดำเนินงานจำนวน 2 บริษัทมีผลประกอบการที่ดีขึ้น คือบริษัท ไรมอนแลนด์ จำกัด หรือ RAIMON และ บริษัทธนายง จำกัด หรือ TYONG

นายไนเจิล จอห์น คอร์นิค กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด กล่าวว่าผลประกอบการของบริษัทฯดีขึ้นกว่า 20% ในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยมีผลกำไรจำนวน 15 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน บริษัทมีผลขาดทุนประมาณ 239 ล้านบาท ขณะที่กำไรทั้งปีอยู่ที่ 520.73 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่มีกำไรประมาณ 4,439.66 ล้านบาท เป็นกำไรที่เกิดจากกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.