ภาวะหุ้นขาขึ้น 3 บจ.อสังหาริมทรัพย์กับอีก 1 บจ.วัสดุก่อสร้าง กลับลำยื่นอุทธรณ์
ต่อตลาดหลักทรัพย์ขอเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนรอบใหม่ หลังถูกเพิกถอนเมื่อปลายปี
46 เหตุรายงาน ความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างหนี้ไม่ทัน ด้าน "โสภาวดี"
คาดใช้เวลาพิจารณาไม่เกินเดือน ก.พ.
นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย ประธานศูนย์ระดมทุนและตลาดหลักทรัพย์ใหม่ เปิดเผยว่า
ขณะนี้มีบริษัทจดทะเบียนที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทยได้มีคำสั่งให้สิ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน
จำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท คันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (CNTRY) บริษัท
เพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) (PP) บริษัท รัตนการเคหะ จำกัด (มหาชน) (RR) บริษัท
ศรีวรา เรียลเอสเตท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (S-VARA) ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ของตลาดหลัก-
ทรัพย์ เพื่อขอกลับเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนอีกครั้ง โดยตลาดหลักทรัพย์คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน
เดือน ก.พ. 2547 นี้
การยื่นอุทธรณ์ของบริษัทจดทะเบียนดังกล่าวถือว่าเพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งสาเหตุที่บริษัทเหล่านี้ไม่ต้องการออกจากตลาดหลักทรัพย์
อาจมีสาเหตุหนึ่งมาจากภาวะตลาดที่อยู่ในช่วงขาขึ้นทำให้บริษัทจดทะเบียนต้องการอยู่ในตลาดต่อไป
สำหรับ 4 บริษัทดังกล่าวในจำนวน นี้เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 3
ราย คือ CNTRY ,RR, S-VARA, และเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง
1 ราย คือ PP
แหล่งข่าวจากบริษัท รัตนการเคหะ จำกัด (มหาชน) (RR) เปิดเผยว่า สาเหตุที่บริษัทฯยื่นอุทธรณ์ต่อตลาดหลักทรัพย์เพื่อเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีกครั้ง
เนื่องจากเห็นว่าบริษัทฯยังคงมีคุณสมบัติที่จะเป็นบริษัทจดทะเบียนต่อไปได้ ถึงแม้ว่าปัจจุบันส่วนผู้ถือหุ้นยังคงติดลบ
แต่จากความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างหนี้ จะทำให้ส่วนผู้ถือหุ้นพลิกเป็น บวกได้ภายในต้นปี
2547 นี้
สำหรับข้อมูลที่ต้องยื่นเพิ่มเติมต่อตลาดหลักทรัพย์ฯส่วนใหญ่จะเป็นรายละเอียดและขั้นตอนของแผนฟื้นฟูกิจการ
รวมทั้งเหตุผลที่จะขอกลับเข้ามาจดทะเบียนในตลาดอีกครั้ง
"ที่จริงแผนการปรับโครงสร้างหนี้ของเราใกล้สำเร็จอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ทันการพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์ที่มีมติให้เพิกถอนบริษัทฯออกจากตลาด
ดังนั้น เราจึงยื่นอุทธรณ์ต่อตลาดหลักทรัพย์เพื่อกลับเข้ามาในตลาดหุ้นอีกครั้ง"
แหล่งข่าวกล่าว
ทั้งนี้ คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้มีมติเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.
2546 ให้เพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในหมวด REHABCO หรือกลุ่มที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ
ซึ่งมีคุณสมบัติเข้าข่ายถูกเพิกถอนและไม่สามารถดำเนินการแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนได้
จำนวน 5 บริษัท คือ บริษัท คันทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)(CNTRY) บริษัท เพาเวอร์-พี
จำกัด (มหาชน)(PP) บริษัท รัตนการเคหะ จำกัด (มหาชน) (RR) บริษัท ศรีวรา เรียล
เอสเตท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)(S-VARA) และ บริษัท วงศ์ไพฑูรย์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
(WFC)
โดยกำหนดให้หลักทรัพย์ของบริษัทดังกล่าว สิ้นสภาพจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนตั้งแต่วันที่
26 ธันวาคม 2546 เป็นต้น ซึ่งการพิจารณาเพิกถอนหลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นไปตาม ข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยการเพิถอนหลักทรัพย์จดทะเบียนและแนวทางการดำเนินการเพิกถอนบริษัทในหมวด
REHABCO ที่คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์กำหนด กล่าวคือ คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์จะพิจารณาสั่งเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัทที่อยู่ในหมวด
REHABCO ครบ 2 ปีและมีลักษณะเข้าเหตุใดเหตุหนึ่ง
ดังต่อไปนี้
บริษัทไม่มีทรัพย์สินหลักในการประกอบธุรกิจต่อไปหรือธุรกิจหลักที่มีอยู่ไม่สามารถแสดง
ได้ว่าจะทำให้บริษัทดำรงอยู่ได้ต่อไป, แผนการปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทไม่คำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อยหรือลดมูลค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมเหลือศูนย์,
ผู้บริหารหรือเจ้าหนี้ของบริษัทไม่มีความตั้งใจในการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้,
บริษัทไม่มีความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างหนี้ ที่เหมาะสมและชัดเจน, มีภาระหนี้และภาระผูกพันภายหลังการปรับโครงสร้างหนี้คงเหลือจำนวนมากจนทำให้บริษัทไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้
ทั้งนี้ แนวทางข้างต้นมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2546 และได้กำหนดให้ตลาด
หลักทรัพย์ติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาของบริษัทในหมวด REHABCO โดยให้บริษัทจัดทำรายงานความคืบหน้าในการแก้ไขคุณสมบัติทุก
6 เดือนและเสนอคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์เพื่อพิจารณาสั่งเพิกถอนบริษัทที่ไม่มีความคืบหน้า
ตลาดหลักทรัพย์ได้พิจารณารายงานความคืบหน้าของบริษัทในหมวด REHABCO ทุกบริษัทแล้ว
พบว่า CNTRY, PP, RR, S-VARA และ WFC มีลักษณะเข้าข่ายให้เพิกถอน ตามแนวทางที่คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์กำหนดและไม่อาจดำเนินการแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนได้
โดยบริษัทดังกล่าวไม่มีความคืบหน้า ในการปรับโครงสร้างหนี้หรือมีการปรับโครงสร้าง
หนี้ที่ทำให้ไม่สามารถพิจารณาได้ว่าบริษัทจะดำเนินธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้ ในขณะที่บางแห่งไม่มีสินทรัพย์หลักและไม่มีรายได้ในการดำเนินธุรกิจ
รวมทั้งในบางกรณีมีแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ที่ไม่คำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้นรายย่อย
ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวเข้าข่ายต้องฟื้นฟูกิจการและย้ายเข้าหมวด REHABCO มาเกินกว่า
3 ปีแล้ว
อนึ่ง ในระยะที่ผ่านมาบริษัทในหมวด REHABCO สามารถแก้ไขปัญหาแล้วเสร็จ และย้ายกลับหมวดปกติในปี
2546 เป็นจำนวน 8 บริษัท และบริษัทที่ยังคงอยู่ในหมวด REHABCO และไม่ได้ถูกเพิกถอนในคราวนี้อยู่ระหว่างเร่งแก้ไขฐานะการเงินและผลการดำเนินงานให้ดีขึ้น