หุ้นไทยปีนีไปต่อ50%เตือน"อินไซด์"แตกพาร์


ผู้จัดการรายวัน(14 มกราคม 2547)



กลับสู่หน้าหลัก

"ก้องเกียรติ" คาดหุ้นไทยปีนี้ยังไปได้ต่ออีก 40-50% จากปีที่แล้ว ขณะที่กำไร บจ.คาดโตอีกประมาณ 20% แต่นักลงทุนมีโอกาส ฟันกำไรจากหุ้นใหม่น้อยลง ขณะที่ บลจ.กสิกรไทย-บล.กรุงศรีอยุธยา แนะกลุ่มหุ้นน่าลงทุน บริษัทรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ธนาคาร ขณะที่ "กิตติรัตน์" ตำหนิผู้บริหาร บจ.ที่ใช้อินไซด์แตกพาร์ล่อแมลงเม่าติดกับ เตือนนักลงทุนระวังข่าวทำนองนี้ แต่ "โสภาวดี" ยันยังต้องคงมาตรการนี้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องหุ้น บจ.ที่ราคาแพงเกินไป

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้ จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า เป็นเรื่องไม่สมควรที่ผู้บริหารบางบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ใช้ข้อมูลภายในแสวงหาผลประโยชน์ เช่น การเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้น (พาร์) ใช้สร้างราคา แต่การจะพิจารณารายละเอียดที่จะใช้ตัดสินความผิดเรื่องความอินไซด์ เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก นักลงทุนจึงควรจะทำความเข้าใจเรื่อง การเปลี่ยนแปลงมูลค่าพาร์ โดยตลาดหลักทรัพย์จะแจ้งให้ทุกบริษัทเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียด

ด้านนางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการตลท. และประธานศูนย์ระดมทุนตลาด หลักทรัพย์ใหม่ เปิดเผยว่า การที่ บจ.หลายๆ บริษัท เปลี่ยนแปลงมูลค่าพาร์ เป็นเรื่องที่แต่ละบริษัทต้องพิจารณา เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้หุ้นที่ซื้อขายในกระดาน แต่บางบริษัทก็ใช้เรื่องการเปลี่ยนแปลงมูลค่าพาร์ เป็นเครื่องมือสร้างราคา

อย่างไรก็ตาม บาง บจ.ก็เป็นเรื่องที่สมควร ต้องเปลี่ยนแปลงมูลค่าพาร์ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง เนื่องจากราคาหุ้นแพงเกินไป ฉะนั้น นักลงทุนจึง ต้องพิจารณาข้อมูลข่าวสาร และพื้นฐานบริษัทก่อนลงทุน แม้การเปลี่ยนแปลงมูลค่าพาร์จะสร้าง ราคาหุ้น สร้างแรงจูงใจนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไร แต่ตลาดหลักทรัพย์คงไม่มีการยกเลิกมาตรการนี้

"ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงมูลค่าพาร์ มีผลต่อจิตวิทยาการลงทุนมาก เพราะ นักลงทุนเชื่อว่า เมื่อเปลี่ยนแปลงมูลค่าพาร์แล้ว ราคาหุ้นที่ซื้อขายในกระดานจะถูกลง จึงเข้ามาไล่ซื้อหุ้นในกระดานก่อนจะทำการเปลี่ยนแปลงพาร์ จึงอยากให้นักลงทุนดูพื้นฐานของบริษัทมาก ว่าราคาหุ้นในกระดาน" นางสาวโสภาวดีกล่าว

ด้านนายเจษฎาวัฒน์ เพรียบจริยวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานวาณิชธนกิจ บล.เคจีไอ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงมูลค่าพาร์ บจ.ถือว่าเพิ่มสภาพคล่องซื้อขายหุ้น และกำลังซื้อ ให้หุ้นในกระดาน แต่บางครั้งหลายบริษัทก็ใช้ข้อมูลภายใน (อินไซด์) ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น แรง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง

"การเปลี่ยนแปลงมูลค่าพาร์ เป็นเรื่องที่บริษัทสามารถทำได้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นในกระดาน แต่บริษัทจดทะเบียนเอง เวลาทำ ก็จะต้องทำให้เงียบ ไม่ใช่ให้นักลงทุนจำนวนน้อยรับทราบข้อมูลและใช้ข่าวอินไซด์มาใช้สร้างราคา ทำให้นักลงทุนรายย่อยที่ไม่ทราบข่าวเข้ามาเก็งกำไรตาม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการเสียหายจากการลงทุน" นายเจษฎาวัฒน์กล่าว

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บล.แอสเซท พลัส (ASSET) กล่าววานนี้ (13 ม.ค.) ถึงแนวโน้มหุ้นไทยปี 2547 ว่าหุ้นที่มาร์เกตแคปใหญ่ คาดจะกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีก ครั้ง โดยราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ปีนี้อีก 40-50% จากปีที่แล้ว

ต่างจากหุ้นขนาดเล็ก ซึ่งราคาปรับตัวแล้วค่อนข้างมาก จนคาดไม่อาจขึ้นสูงได้อีกมากนักปีนี้ โดยหุ้นที่แนวโน้มปรับตัวขึ้นได้อีก จะเป็น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง พลังงาน สื่อสาร ธนาคารพาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ บางตัว

เขากล่าวต่อว่า การลงทุนตลาดหุ้นไทยปีนี้ จะยากกว่าปีก่อน เพราะปีนี้ ราคาขึ้นจากฐานที่ค่อนข้างสูงเทียบต้นปีที่แล้ว โดยหุ้นจองอาจไม่ทำกำไรสูงเหมือนที่ผ่านมา รวมทั้งการลงทุนหุ้นต่างๆ จะไม่สามารถทำกำไร 3-4 เท่าเหมือนปีที่แล้ว เนื่องจากจะมีบริษัทใหม่ๆ ระดมทุนในตลาดหุ้นจำนวนมาก เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ ภาษีจาก 30% เหลือ 25%

ก.ย. 2547 จึงมีโอกาสที่จะเกิดการแย่งเงิน ระหว่างบริษัทที่จะเร่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่งผลนักลงทุนอาจต้องเทขายหุ้นในกระดาน เพื่อซื้อหุ้นจอง

ด้านผลดำเนินบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้ คาดว่าจะยังคงกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 25% จากปีที่แล้ว เพราะเศรษฐกิจไทยโดยรวมยังโตต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เห็นได้จากการกระจายโครงการ ต่างๆ ไม่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมนักลงทุนต้องเปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นลงทุนโดยอาศัยข่าวลือ หรือข่าวบจ.หลุดพ้นจากกลุ่มฟื้นฟูกิจการ เป็นการลงทุนที่ดูผลประกอบการ บจ.นั้นๆ เป็นสำคัญ

ด้านนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยปีนี้ ยังเติบโตตามการขยายตัวเศรษฐกิจไทยที่มีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตจากการลงทุนภาครัฐบาล โดยเฉพาะการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ลงทุนระบบสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นเงินถึง 2 ล้านล้านบาทใน 6 ปีข้างหน้า ตั้งแต่ปี 2547

ทั้งนี้ การลงทุนที่จะมีบทบาทต่อการขยายตัวเศรษฐกิจมาก คือการลงทุนปี 2548 ที่คาดมีเงินลงทุน 150,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้ ที่จะลงทุนประมาณ 50,000 ล้านบาท ดังนั้น ปี 2548 หากเศรษฐกิจไทยเติบโตยั่งยืน จะทำให้ราคาหลักทรัพย์ในตลาดฯ เติบโตยั่งยืนต่อด้วย อย่าง ไรก็ตาม การลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากปีหน้า จะทำให้บริษัทต้องระดมทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบอัตราดอกเบี้ยในระบบตลาดเงินไทยให้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะดอกเบี้ยพันธบัตรระยะปานกลางและยาว ซึ่งอาจมีผลกระทบตลาดหุ้น

สำหรับหุ้นที่แนะนำให้ลงทุน คือหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ เช่น บริษัทรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ธนาคาร เพราะเศรษฐกิจที่ดีจะทำให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อดีขึ้น ดังนั้น ตลาดหุ้นที่ยังเติบโต หากนักลงทุนเลือกหุ้นปัจจัยพื้นฐานดี จะทำให้ได้รับประโยชน์

"ปี 47 เศรษฐกิจก็ยังขยายตัวดี แต่ในปี 48 มีโอกาสที่จะขยายตัวได้มากกว่า เพราะการลงทุน จะเกิดให้เห็นจริงในปีหน้า ซึ่งดอกเบี้ยก็อาจปรับ ตัวเพิ่มขึ้นได้ แต่ในอดีต บางครั้งหุ้นสามารถที่จะเพิ่มขึ้นได้พร้อมกับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น จนกว่าจะถึงจุดหนึ่งที่ดอกเบี้ยเพิ่มสูงมาก จนทำให้อัตราผลตอบแทนน่าสนใจมากกว่าการลง ทุนในตลาดหุ้น จึงจะทำให้มีผลกระทบต่อราคาหุ้น" นายปิยะสวัสดิ์กล่าว

เขากล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยดี ทำให้ผลประกอบ การ บจ.เพิ่มขึ้นโดยดูจากสัดส่วนราคาหุ้นต่อกำไร (PE) ที่ยังไม่สูงเกินไป ปัจจัยสำคัญ คือการไหล เข้าเงินทุนจากต่างประเทศที่ยังมีต่อเนื่อง ทั้งการเข้ามาลงทุนโดยตรง และลงทุนผ่านกองทุนหุ้น

นายสมบัติ นราวุฒิชัย รองกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรีอยุธยา กล่าวว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้จะมีโอกาส ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อประมาณ 10-15% ของปีที่ผ่านมา โดยน่าจะปรับตัวขึ้นที่ 920 จุด

อย่างไรก็ตาม เขายังมองว่า ดัชนีมีโอกาสจะปรับฐานระยะสั้น ซึ่งไม่น่าจะเกิน ก.พ. เนื่อง จากช่วงปลายปีที่ผ่านมา ดัชนีปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยช่วงต้นปีปรับเพิ่มขึ้นเกือบจะถึงเป้าหมายที่นักวิเคราะห์หลายๆ ค่ายมองไว้ ทำให้ดัชนีอาจปรับฐานประมาณ 50-100 จุด

อย่างไรก็ตาม เขายังคงมองว่า หลังจากดัชนีปรับฐานแล้ว แนวโน้มระยะยาว ดัชนียังมีโอกาสเพิ่มขึ้นต่อ จากปัจจัยพื้นฐานในประเทศ ได้แก่ เศรษฐกิจที่ขยายต่อเนื่อง การเลือกตั้งครั้งใหม่ในไทยปี 2548 น่าจะสร้างความคึกคักให้ตลาดหุ้น

คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนเข้ามาในระบบมากขึ้น อีกทั้งรัฐบาลยังเก็บภาษีได้มากกว่าช่วงที่ผ่านมา มองว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้น่าจะปรับเพิ่มอีกกว่า 20% จากปีที่แล้ว รวมทั้งการลงทุนภาครัฐและเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลกระทบความผันผวนตลาดหุ้น ได้แก่ เหตุ การณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ก่อการร้ายในประเทศสำคัญๆ ทิศทางดอกเบี้ย การเปลี่ยนแปลงค่าเงิน ที่อาจรุนแรง มาตรการตัดตอนความร้อนแรงภาค ธุรกิจ และมาตรการควบคุมเก็งกำไรตลาดหลัก-ทรัพย์ที่อาจออกเป็นระยะ

เขามองว่าหุ้นกลุ่มน่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มที่อยู่ อาศัย นิคมอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง เช่น ปูนซีเมนต์ ปิโตรเคมี โทรศัพท์เคลื่อนที่ ธนาคารพาณิชย์ และธุรกิจโฆษณา พร้อมแนะนำหุ้นใหญ่ รายตัวที่ยังน่าลงทุน ได้แก่ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) อะโรเมติก (ATC) อมตะ (AMATA) แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.