"ไทยธนาคาร"รุกธุรกิจเฉพาะตั้งเป้าปีหน้าปล่อยกู้เพิ่ม11%


ผู้จัดการรายวัน(26 ธันวาคม 2546)



กลับสู่หน้าหลัก

ไทยธนาคารไม่รอผลการควบรวมกิจการกับ "ไอเอฟซีที" เดินหน้าทำแผนธุรกิจประกาศความเป็นผู้นำด้านตลาดเงินตลาดทุน เน้นทำธุรกิจเฉพาะด้านตามความถนัด ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ค่าฟีมากกว่า 50% และสินเชื่อโต 10-11% ด้านแผนควบรวมเสนอขอหนี้สินที่รับจ้างบริหารจากกองทุนฟื้นฟูเข้าเป็นหนี้ดีแบงก์และกลับเข้ามาเป็นรายได้ แทนที่จะส่งคืนแบงก์ชาติ

นายพีรศิลป์ ศุภผลศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยธนาคาร เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในปี 2547 ว่า ธนาคารตั้งเป้าขยายสินเชื่อในปีหน้าประมาณ 10-11% เพิ่มขึ้นจากปี 2546 ที่คาดว่าการปล่อยสินเชื่อจะขยายตัวประมาณ 7% โดยธนาคารตั้งเป้ากระจายสินเชื่อในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ธนาคารมีพอร์ตสินเชื่อประเภทอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 13%

สำหรับการปล่อยสินเชื่อของธนาคารในปี 2546 ธนาคารแบ่งออก เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก ในส่วนของธนาคาร มียอดรวมประมาณ 117,000 ล้านบาท เป็นส่วนที่มีรายได้สุทธิที่เป็นกำไร

และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นส่วนที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จ้างให้ธนาคาร บริหาร ที่จะมีอยู่ประมาณ 160,000 ล้านบาท เป็นการว่าจ้างตั้งแต่เริ่มควบรวมสถาบันการเงิน 56 แห่งของธนาคาร ซึ่งจะหมดสัญญาภายใน 2 ปี

ส่วนประเด็นที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้มีการควบรวมธนาคารพาณิชย์ไทยให้เหลือเพียง 4 แห่งนั้น นายพีรศิลป์ กล่าวว่า การควบรวมเป็นแนวโน้มของตลาดโลก ที่ต้องการจะแยกออก เป็นกลุ่มอย่างชัดเจน หากจะดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจรควรที่จะมีฐานที่ใหญ่ ฐานะมั่นคง เครือข่ายทั่วถึง ขณะนี้เท่าที่เห็นก็มีเพียง 4 แห่ง ขณะที่กลุ่มที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจครบวงจรได้ก็ควรที่จะหันมาทำธุรกิจที่ชำนาญเฉพาะด้าน เช่นธนาคารมีความชำนาญทางด้านอินเวสต์เมนต์ แบงกิ้ง หรือด้านบริหารความเสี่ยงบริหารเงิน ก็ทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ถนัด

BT เสนอแผนควบรวมกิจการขอโอนหนี้ที่รับบริหารเข้าแบงก์

ด้านแหล่งข่าวจากธนาคารไทยธนาคาร กล่าวว่า ธนาคารจะเดินหน้าวางแผนดำเนินธุรกิจในปีหน้าโดยไม่จำเป็นที่จะต้องรอการควบรวมกับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ไอเอฟซีที) โดยรายละเอียดจะขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้น โดยในส่วนของธนาคารได้ทำแผนควบรวมกิจการส่งไปยังผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการได้พิจารณาแล้ว ซึ่งทางการได้เห็นด้วยในหลัก การ โดยธนาคารต้องการที่จะให้โอนหนี้สินในส่วนที่ธนาคารได้รับจ้างบริหารจากกองทุนฟื้นฟู 160,000 ล้านบาท เมื่อมีการปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จกลับเป็นหนี้ที่ดีขอให้โอนเข้ามาเป็นส่วนของธนาคาร

"หากสามารถดำเนินการได้ตามที่ธนาคารเสนอ เชื่อว่าธนาคารจะมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากเดิมที่ธนาคารรับจ้างบริหารจะได้เฉลี่ยประมาณ 1% แต่เมื่อโอนเป็นของธนาคารแล้วจะได้ผลตอบแทนประมาณ 5-6% ถือว่าส่วนดังกล่าวสามารถสร้างกำไรได้อย่างมหาศาล โดยหลังจากการควบรวมกิจการแล้วนั้น ธนาคารวางเป้าหมายที่จะดำเนินธุรกิจเฉพาะด้าน ซึ่งมีความถนัดทางด้านการเป็นที่ปรึกษารุกธุรกิจบริหารเงิน และค้าผลิตภัณฑ์ทางการเงิน"

นายปัญญา จรรยารุ่งโรจน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มการ ดำเนินธุรกิจในปี 2547 จะเน้นด้านการบริหารเงิน และการค้าผลิตภัณฑ์การเงิน โดยตลาดตราสาร อนุพันธ์และตลาดตราสารการเงินในประเทศไทย มีโอกาสเติบโตสูงมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลก

ซึ่งเป็นแบบระบบเปิด (Open System) ตลาดการเงินโลกมีความผันผวนอยู่ตลอดเวลาและมีผลเชื่อมโยงมาถึงภาคธุรกิจไทย เครื่องมือการบริหารความเสี่ยงด้านตลาดเงินจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับรองรับต่อความผันผวนดังกล่าว

เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดและแข่งขันในตลาด โลกได้

ประกอบกับการที่ภาวะเศรษฐกิจไทยอยู่ ในช่วงขาขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นดาวรุ่งของเอเชียอีก ประเทศหนึ่ง รวมถึงการใช้กลไกตลาดในการบริหารนโยบายค่าเงินและอัตราดอกเบี้ย ปัจจัยเหล่านี้ทำให้องค์กรภาคธุรกิจไทย ทั้งธุรกิจขนาด ใหญ่ และขนาดกลาง-ขนาดย่อมที่กำลังเติบโต

มีแนวโน้มความต้องการด้านเครื่องมือสำหรับบริหารความเสี่ยงสูงขึ้น ธนาคารมั่นใจว่า สามารถให้บริการแก่ลูกค้าที่ต้องการป้องกันความ เสี่ยงด้านตลาดเงิน โดยธนาคารได้ทำการพัฒนา ออกแบบผลิตภัณฑ์และเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ เพื่อการบริหารความเสี่ยงด้านการตลาด ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละรายมาอย่างต่อเนื่อง

"ธนาคารมั่นใจว่าจะสามารถเป็นผู้นำด้านตลาดเงินและตลาดทุน ด้วยทีมงานที่มีประสบ การณ์และเป็นมืออาชีพกลุ่มลูกค้าที่ธนาคารจะสนับสนุนลูกค้าขนาดกลางและขนาดย่อมเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็น กลุ่มบริษัทเอกชนใหญ่ เพื่อตอบสนองต่อนโยบายของภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี รวมทั้งเร่งพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์การ เงินใหม่ๆ ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าทั้ง FX Option และตราสารอนุพันธ์ที่เชื่อมโยงกับตัวแปรในตลาด ไม่ว่าจะเป็น Index-Linked Note และ Credit-Linked Note"

พร้อมกันนี้ ธนาคารยังมีแผนงานที่จะรุกธุรกิจด้านการบริหารเงิน ตลอดจนตราสารการเงิน ตราสารอนุพันธ์ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้ ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการต่อยอดและเพิ่มอัตรา ผลตอบแทนให้สูงขึ้น โดยได้ตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถเพิ่มรายได้จากธุรกิจดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 50% และจะเพิ่มสัดส่วนจำนวนลูกค้าไม่ต่ำกว่า 20%



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.