1 ปี กับศุภชัย เจียรวนนท์

โดย ไพเราะ เลิศวิราม
นิตยสารผู้จัดการ( มกราคม 2547)



กลับสู่หน้าหลัก

ตลอดการสัมภาษณ์พิเศษ 2 ครั้ง ระหว่าง "ผู้จัดการ" กับศุภชัย เจียรวนนท์ จากการติดตามอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงกระบวนการทางความคิดและแรงผลักดันของการขับเคลื่อนองค์กร ไปสู่มิติเป้าหมายใหม่ของธุรกิจที่ไม่ใช่แค่การขายคู่สายโทรศัพท์อีกต่อไป

นัดหมายในเดือนตุลาคม 2545 มีขึ้นที่ห้องสมุด บนชั้น 31 อาคารเทเลคอมทาวเวอร์ ที่มีไว้รองรับผู้บริหาร ย่อมไม่ใช่ "ผู้จัดการ" เท่านั้นแต่ผู้บริหารของทีเอและ แขกรับเชิญ ก็ใช้ห้องนี้รับประทานอาหารในแบบ Exclusive lunch นี้มาบ้างแล้ว

นอกจากนิตยสารจากไทย และต่างประเทศ นับ 100 ฉบับ ที่อยู่บนแผงบริเวณมุมสุดของห้อง บริเวณพื้นมุมห้องทั้ง 2 ด้านของฝั่งกระจกที่หันออกนอกตึก มีช้างหยกสีเขียวชูงวงขนาดจิ๋ววางประดับอยู่ ได้รับคำอธิบายจากศุภชัยว่า

"ช้างหยก ดูดซับพลังงานเข้ามาในตึก ในไทยช้างจัดเป็นสัตว์สิริมงคล ถ้าเป็นจีนอาจเป็นสิงโตหรือกิเลน เป็นสัญลักษณ์ที่ดี การชูงวงก็เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ที่จะดูดเอาพลังงานที่ดีเข้ามา"

บทสนทนาในวันนั้นจึงเริ่มกันที่ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ย เป็นอิทธิพลความเชื่อ ในฝั่งของเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะกับธนินท์ เจีวรวนนท์ ผู้เป็นบิดา ที่ศุภชัยได้นำมาใช้ในบริษัทที่ได้ชื่อว่าล้ำสมัยที่สุด

"ฮวงจุ้ยเป็นศาสตร์ของพลังงานที่ดึงมาใช้ได้ มีศาสตร์ที่ว่า เอาธาตุอะไรมาวางให้ระบบพลังงานสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น"

ที่มาของโลโกทีเอ ที่ใช้ทุกวันนี้ก็ถูกเปลี่ยนจากสีน้ำเงินและแดง มาใช้สีน้ำตาลและทอง ตามคำแนะนำของ "ซินแส" เมื่อครั้งที่ต้องเจรจาการประนอมหนี้ 83,000 ล้านบาท

"เวลานั้นเราก็เอาหมดทั้ง technical และ spirit พอดีมีคนมาทักว่าโลโกเดิมที่ใช้มาตั้งแต่แรกไม่ดี สีน้ำเงินเป็นน้ำ แดงเป็นไฟ กลายเป็นฟ้าน้ำไปดับไฟ ส่วนสีน้ำตาลเป็นตัวแทนของดิน มีสีทองด้านบน ความหมายคือ ดินจะเกื้อกูลทอง"

การนำความเชื่อในแบบตะวันออกเชื่อมโยงเข้ากับระบบบริหารจัดการของฟากตะวันตก ที่นอกจากสร้างขวัญกำลังใจให้กับพนักงาน ยังเป็นความลงตัวระหว่างทีเอและออเร้นจ์ พันธมิตรจากฝั่งอังกฤษที่มีความเชื่อไม่แตกต่างกันนัก

หลังบทสนทนาเริ่มขึ้นได้ไม่นาน พนักงานบริกรของทีเอที่ถูกฝึกมาอย่างดี นำจานผัดไทยที่สั่งมาจากร้านอาหารในอาคารฟอร์จูน ตรงกันข้ามกับตึกเทเลคอมเอเซีย ซึ่งเป็นของเครือ ซี.พี. มาเสิร์ฟบนโต๊ะอาหารให้กับผู้ร่วมสนทนาทุกคนเป็น CEO Lunch ดำเนินไปพร้อมๆ กับบทสนทนาที่เข้าสู่เรื่องราวของธุรกิจ

ช่วงเวลานั้น ศุภชัยดำรงตำแหน่ง CEO ในทีเอ ออเร้นจ์ มาจนเกือบครบ 1 ปี และกำลังจะเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับการทำงานในทีเอ เพราะได้อภิรักษ์ โกษะโยธิน มาเป็น CEO คนใหม่ในทีเอ ออเร้นจ์

แม้ว่าระหว่างนั้นภาพของการสร้างแบรนด์ True จะยังไม่แจ่มชัดมากนักก็ตาม แต่ประสบการณ์ที่ได้รับจากการสร้างแบรนด์ที่ทำอย่างเห็นผลจากออเร้นจ์มีอิทธิพลต่อความคิดในการสร้างแบรนด์ให้กับโทรศัพท์พื้นฐาน อยู่ในห้วงคิดคำนึงของศุภชัยมาโดยตลอด และได้เริ่มลงมือกันไปแล้วภายในทีมงานเล็กๆ

"ต่อไปการสร้างแบรนด์จะเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก เพราะต่อไปคนไม่ได้เลือกใช้โทรศัพท์พื้นฐาน ต่อไปคนจะใช้บริการเนื้อหา และบริการ การสร้างแบรนด์จะเป็นเรื่องที่จำเป็น"

19 กันยายน 2546 Exclusive interview ครั้งนี้มีขึ้นที่ห้องประชุมบนสำนักงานทีเอ ออเร้นจ์ อาคารอื้อจือเหลียง ริมถนนพระราม 4 เป็นช่วงที่แนวคิดของเขาได้ถูกทำเป็นรูปธรรมไปมากแล้ว

เป็นช่วงเวลาของการนัดหมายก่อน หน้าที่ศุภชัยประกาศปรับโครงสร้างด้วยการกลับมานั่งเป็น Co-CEO คู่กับอภิรักษ์ โกษะโยธิน ในทีเอ ออเร้นจ์ ไม่ถึงเดือน (ประกาศโครงสร้างใหม่ 6 ตุลาคม 2546)

วันนั้นศุภชัยมาพร้อมกับอภิรักษ์

เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ประกาศนโยบายรวมศูนย์ซื้อสื่อโฆษณา บทสนทนากับเขาในครั้งนั้นจึงเป็นเรื่องราวการขยายบทบาทเข้าไปดูแลโดยเริ่มจากกลุ่มทีเอ และทีเอ ออเร้นจ์ ก่อนจะขยายผลใช้กับทั้งเครือเจริญโภคภัณฑ์

"แน่นอนว่า ถ้าท่านประธาน (ธนินท์) ไม่เห็นชอบด้วยแล้ว โอกาสคงเปิดยากมาก ท่านเป็นคนที่มองทั้งภาพกว้างในเวลาเดียวกัน" เขาพูดถึงที่มา

บทสนทนาของเขาในวันนั้นยังได้สะท้อนภาพความร่วมมือระหว่างทีเอ และทีเอ ออเร้นจ์ ที่เริ่มจากระดับปฏิบัติ เช่น call center ระบบ billing ที่เลือกใช้เทคโนโลยีเดียวกัน เพื่อเกื้อกูลต่อการร่วมมือกันในอนาคต และภาพเหล่านี้แจ่มชัดมากขึ้นเรื่อยๆ จากการกลับมานั่งเป็น Co-CEO ในทีเอ ออเร้นจ์

"ในด้านการขาย เราได้มีการทดลองไปแล้ว ต่อไปใน shop เราจะสามารถ co-brand ร่วมกันได้ orange shop จะมีบริการของทีเอเข้าไปขาย ส่วน TA shop จะมีออเร้นจ์"

ผลจากการสร้างระบบเกื้อกูลระหว่างทีเอ และออเร้นจ์ ยังขยายผลไปยังเครือเจริญโภคภัณฑ์ เท่ากับเป็นการเพิ่มบทบาทของเขาที่มีต่อเครือเจริญโภคภัณฑ์กว้างขึ้น

"ผมว่าทั้งเครือ ซี.พี. เรามี Outlet มากที่สุดในไทยแล้ว ทั้ง 7-11 TA Orange มันเป็นช่องทางที่ใหญ่มาก"

บุคลิกที่อ่อนน้อมถ่อมตนของศุภชัย ไม่แตกต่างไปจากผู้เป็นบิดา ซึ่งเข้าใจดีเกี่ยวกับอิทธิพลของสื่อมวลชน หากแต่ประสบการณ์ในธุรกิจที่มี model ต่างกัน ทำให้มุมมองที่เห็นถึงความจำเป็นบางอย่างต่างไป โดยเฉพาะบทบาทในการสร้างแบรนด์

ศุภชัยยอมรับบทบาทของผู้เป็นพ่อว่า เป็นเสมือนตัวแทนของแบรนด์ ซี.พี.ที่สามารถสร้างความเชื่อถือ แต่ก็เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต หากแต่ Consumer Product ต้องคิดมากไปกว่านั้น ไม่สามารถใช้ตัวแทนที่เป็นบุคคล แต่ต้องสร้างแบรนด์ของสินค้าหรือบริการด้วยตัวเอง

และนั่นก็คือ ภารกิจที่ศุภชัยต้องทำให้ทุกคนมองเห็นความจำเป็นเหล่านี้ และทำให้บทสนทนาในวันนั้น ไม่ได้ขยายความถึงที่มาที่ไป Brand True มากไปกว่า การขอเวลาในการทำไปอีกระยะหนึ่ง



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.