ในบรรดาผู้ใหญ่ในแผ่นดินที่มีคนลือว่าเกี่ยวข้องกับชม้อย ทิพย์โส มีอยู่หนึ่งท่านที่อยู่ในสมณเพศซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ
“หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” หรือพระมหาวีระ ถาวโร แห่งวัดจันทาราม (ท่าซุง) จังหวัดปทุมธานี
เผอิญ “ผู้จัดการ” พลิกอ่านนิตยสารรายสัปดาห์ “วิวัฒน์” ที่ได้มีโอกาสไปพบและตั้งปุจฉาเกี่ยวกับแชร์ชม้อย
ซึ่งหลวงพ่อฤาษีลิงดำได้วิสัชนาไว้อย่างน่าสนใจ จึงได้ตัดตอนบางส่วนมาเรียบเรียงเพื่อให้ทราบทัศนะของพระภิกษุที่ลือกันว่า
เป็นหนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ที่มีชีวิตอยู่
ท่านฤาษีลิงดำเล่าให้ฟังว่า รู้จักกับชม้อย ทิพย์โส เมื่อปลายปี 2527 นี้เอง
ไม่ใช่เป็นลูกศิษย์เก่าแก่อย่างที่เป็นข่าว
“ฉันน่ะมีโอกาสรู้จักชม้อยครั้งหนึ่ง ปีที่แล้วตอนกลับมาจากอเมริกาเขามาดักพบที่ดอนเมือง
ถ้าพูดกันตามความจริงก็ก่อนหน้าจะมีเรื่องกันไม่กี่เดือน เขาไปพบ ไปรับที่ดอนเมือง
ฉันมองๆ หน้าแก...อยากจะสัมภาษณ์ อยากจะคุยน่ะว่าทำที่ไหนบ้าง ขายที่ไหนบ้าง
เขาไม่ได้ขายที่กรุงเทพฯ แห่งเดียว ต่างประเทศด้วย” ท่านฤาษีลิงดำเท้าความให้ฟัง
และเล่าต่อให้ฟังว่า ในความเห็นของท่าน ชม้อย ทิพย์โส ไม่มีเจตนาจะโกง
ธุรกิจที่ทำอยู่ก็สามารถดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ไม่สามารถจ่ายเงินให้ลูกแชร์ได้เนื่องจากถูกยับยั้ง
และอธิบายถึงวิธีการทำธุรกิจของชม้อยอย่างละเอียดลออ
“อย่างเขาค้าน้ำมันปิโตรเลียม (เข้าใจว่าหมายถึงซื้อน้ำมันจากการปิโตรเลียม)
นี่เขาได้ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่เขาให้เรา 6.8 เปอร์เซ็นต์ อย่างประจักษ์ สว่างจิตร
มันทำอยู่ก็ได้ 20 เปอร์เซ็นต์ มันบอกว่า หลวงพ่อครับเอาจากปิโตรเลียมนี่เขา
(ชม้อย) ได้แต่กำไรไม่ขาดทุน ผมก็ทำอยู่...อย่างชม้อยนี่เขาให้เราร้อยละ
6.8 ใช่ไหม ค่ารถขนอีกร้อยละ 2.5...ยังไม่เต็ม 10 ใช่ไหม เขาก็ได้ไปเฉยๆ
10 กว่าเปอร์เซ็นต์
อันนี้ต้องจำเอาไว้แม่นๆ เผื่อ “ผู้จัดการ” ปะหน้า ทองฉัตร หงส์ลดารมภ์
ผู้ว่าการปิโตรเลียม จะขอทำธุรกิจแบบนี้บ้าง
หลวงพ่อกรุณาอธิบายต่อไปว่า การค้าขายน้ำมัน หากเป็นน้ำมันจากต่างประเทศจะถูกกว่าน้ำมันของการปิโตรเลียม
(ตอนนี้เข้าใจว่าหมายถึงน้ำมัน “ดีเซล”) แต่หากเป็นน้ำมันสำเร็จรูป (เบนซิน)
ราคาในเมืองไทยถูกกว่าเมืองนอก ชม้อยจึงส่งไปขายในต่างประเทศด้วย เมื่อดูจากสภาพธุรกิจอย่างนี้ท่านจึงเชื่อว่า
ฐานะการเงินของชม้อยไม่ได้ทรุดอย่างที่เป็นข่าว
“...นายทหารอากาศชั้นผู้ใหญ่มาเล่าให้ฉันฟังว่า นายตำรวจสันติบาล เขาไปหา
เขากดให้ชม้อยต้องทำแบบนี้ ให้จ่าย 5 เปอร์เซ็นต์ หรือ 15 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ล้มละลายไปเลย
นอกจากนั้นผลประโยชน์ทั้งหมดตกอยู่กับชม้อยไป นี่แหละใครบีบแกก็ไม่ทราบนะ...ชม้อยเขาก็บอกว่า
ทำไม่ได้ อันนี้ต้องเห็นใจชม้อย เพราะเขาไม่ได้มีเจตนาโกง”
แหม...ถ้าจริงอย่างที่ท่านฤาษีลิงดำท่านว่า ก็ต้องชมเชยชม้อยกันหน่อยล่ะ
ล้มบนฟูกหนาเท่าตึก 10 ชั้น ยังไม่ยอมล้ม เพราะกลัวลูกแชร์จะเดือดร้อน
“...คุณชม้อยไม่เคยพูดเลยว่าจะจ่าย 3 เปอร์เซ็นต์ ที่จริงในช่วงนั้น (ปรากฏตัวที่หอประชุมกองทัพอากาศ)
มีคนถามว่า จะจ่ายเท่าไร คุณชม้อยบอกว่าระหว่างนี้แกมีเงินอยู่ 90 ล้าน...เงินสดของแกนะ
แต่เงินยังอยู่ที่คุณประสิทธิ์ เขาพูดแค่นั้น ไอ้พวกนั้นก็มาหารส่งเดชว่ากี่คัน
จะได้เท่าไร...ประสิทธิ์นี่ชื่อปลอม จะเอาเงินมาให้วันที่ 28 มิถุนา วันที่
1กรกฎา ชม้อยเขาจะจ่าย แต่ชม้อยถูกล็อกตัววันที่ 26 มิถุนา”
หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าให้ฟังถึงสาเหตุข่าวลือ...อันที่จริงไม่ใช่ข่าวลือ
เพราะพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก เป็นผู้พูดเองว่า ชม้อยจะจ่ายแค่ 3 เปอร์เซ็นต์
จึงส่งตัวให้ตำรวจกองปราบจัดการ
ทีมงานที่ไปสัมภาษณ์ได้ตั้งปุจฉาว่า มีคนเดือดร้อนจากแชร์ชม้อยกันมาก บางคนถูกยึดที่ดิน
ยึดบ้าน แบบนี้ชม้อยบาปไหม ท่านฤาษีลิงดำก็วิสัชนาชนิดคนที่ไปทำกรรมกับชม้อย
ทิพย์โส ฟังแล้วคงเสียวกันบ้าง
“ชม้อยเขาไม่ได้มีเจตนาทำแบบนั้น คนอื่นทำเขาต่างหาก คนที่ทำให้ชม้อยชะงักสิต้องรับบาป
เขาพร้อมจ่ายอยู่เสมอ ฉันน่ะเจอเขาอีกครั้งตอนที่มาถวายสังฆทาน เขาก็บอกว่าพร้อม
ฉันว่าถ้าไม่ไปล็อกเขาแบบนั้น ให้เขาจ่ายทุกเดือนเขาไม่พังหรอก เพราะฉะนั้นคนที่บาปก็คือคนที่ทำกรรมให้แม่ชม้อยชะงัก
และฉันว่าผลบาปจะได้รับในชาติปัจจุบันนี้แหละ ไม่ต้องรอชาติหน้า”
แล้วท่านก็ปลอบใจลูกแชร์ทั้งหลายว่า ตอนนี้ต้องรอไปก่อน ถ้าสิ้นเดือนพฤศจิกายนยังไม่จ่าย
เดือนธันวาจ่ายแน่ จ่ายก้อนใหญ่ด้วย พร้อมกับออกตัวว่า “ฉันนึกเอานะ ผิดถูกไม่รู้
นึกเอาเพราะว่าชะตาของชาติพอถึงธันวาจะเริ่มคลายตัวใช่ไหม”
หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าให้ฟังอีกว่า ตัวท่านนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องหรือเล่นแชร์ชม้อย
แต่ก็ไม่วายถูกด่า หรือมีคนโง่ๆ หาว่าท่านเอาไปให้ชม้อยตั้งพันล้านบาท ซึ่งถ้าเป็นจริงอย่างนั้นก็คงดี
เพราะทุกวันนี้ก็มีหนี้อยู่มากมาย
“ปฏิวัติรัฐประหารเรารู้ไม่ได้ ใครจะปฏิวัติรัฐประหารเขาก็ไม่บอก ถ้าถึงวาระมันก็ต้องคลี่คลายตัวเอง...ใครปฏิวัติรัฐประหารไม่เกี่ยวนะ
ให้ชม้อยจ่ายตังค์ก็พอใจไม่ใช่หรือ (หัวเราะ) เอาเป็นว่าสบายใจไว้นิดหนึ่งว่าถึงธันวาจะได้คลายตัว
การปฏิวัติรัฐประหารนั่นอย่าไปสนใจกับเขาเลย ปฏิวัติขี้หมา ปฏิวัติแล้วถ้าทำนี่...คนดีหรือไม่ดีทำมันก็ไม่แน่ใช่ไหม
เอาเป็นแค่ว่าเมื่อชะตาของชาติคลี่คลายตัวจะมีผลในด้านการยิ้ม”
ประโยคสุดท้ายของหลวงพ่อลิงดำตอบกับทีมสัมภาษณ์เมื่อถูกถามว่า ปัญหาของอภิแชร์วงนี้จะเป็นชนวนให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่?
เอ้า..นึง...ส่อง...ซ้าม ยิ้มเอาไว้ลูกแชร์ชม้อย ยิ้มรอเดือนธันวา