ชาวปารีสมีธรรมชาติอย่างหนึ่งคือยังฝังใจรักสิ่งเก่าแก่อย่าง Brasserie
Lipp (ซึ่งเป็นบาร์เล็กๆ จำหน่ายเครื่องดื่มและอาหารราคาถูก) เหมือนเมื่อหนึ่งศตวรรษที่แล้วอย่างไม่เสื่อมคลาย
แต่ในเวลาเดียวกัน ปารีสก็ได้ชื่อว่าเป็นนครหลวงแห่งความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ "เขต 10" (โปรดดูแผนผังประกอบ) ซึ่งเคยซบเซามานานจึงเริ่มฟื้นคืนชีวิตตามการเปลี่ยน
แปลงที่เป็นนิรันดร์ดังกล่าว พื้นที่เขต 10 กินอาณาเขตจากคลอง Canal Saint-Martin
ไปถึงแหล่งชุมชนของชนชั้นแรงงาน ที่อยู่ระหว่างถนน rue d'Hauteville และ
rue du Faubourg Saint-Denis โดยปัจจุบันบรรดาศิลปิน นักออกแบบ และสไตลิสต์
พากันเข้าปักหลักจับจองอสังหาริมทรัพย์ริมฝั่งคลอง Saint-Martin กันแน่นขนัด
ขณะที่ rue du Faubourg Saint-Denis ก็กลายเป็นถนนสายที่ช่างผมชาวแอฟริกันเข้าไปเปิดร้านเสริมสวยมากมาย
"พื้นที่ของเขต 10 นี้เพิ่งจะบูมในเรื่องแฟชั่นเมื่อไม่นานมานี้เอง" Nicolas
Libert แห่งบริษัทนายหน้าค้าที่ดิน Ateliers, Lofts et Associes ตั้งข้อสังเกต
"พวกที่อยู่ในวงการครีเอทีฟตื่นเต้นกันมาก เพราะยังมีพื้นที่ที่ยังไม่ถูกจับจองและเหมาะสำหรับอุตสาหกรรมแขนงนี้อีกมากมาย
โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ใจกลางของเขตถือเป็นทำเลทองของพวกที่ต้องการใช้บ้านเป็นที่ทำงานเลยทีเดียว"
ช่วงกลางศตวรรษที่ 18 พื้นที่ส่วนใหญ่ของเขตนี้ใช้เป็นแปลงปลูกผักและคอกม้าหลวง
เมื่อล่วงเข้ากลางศตวรรษที่ 19 ปารีสต้องขยายเขตเมืองออกไปเพราะประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทำให้เขต 10 กลายเป็นแหล่งพำนักของชนชั้นกลางนับพันครอบครัว ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่
2 ราคาอสังหาริมทรัพย์ตกต่ำลงมาก ทำให้กิจการธุรกิจขนาดย่อมมากมาย สามารถซื้ออพาร์ตเมนต์บริเวณ
นี้ไว้ครอบครอง แต่ปัจจุบันเมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์ในปารีสถีบตัวสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ
10 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เจ้าของธุรกิจขนาดย่อมซึ่งมีอายุมากขึ้นตัดสินใจทิ้งถิ่น
เพราะเกษียณตัวเองหรือไม่ก็ย้ายออกไปอยู่บริเวณชานเมือง ซึ่งที่ดินมีราคาถูกกว่ามาก
ทิ้งอพาร์ตเมนต์ตามแบบฉบับของ Parisian ซึ่งมีสไตล์คลาสสิกเป็นที่ต้องการของคนในวงการครีเอทีฟไว้เบื้องหลัง
ลักษณะเด่นของอพาร์ตเมนต์ดังกล่าวคือ มีเพดานแบบ moulded ceilings, พื้นปูปาร์เก้,
เตาผิงทำด้วยหินอ่อน และหน้าต่างทรงสูงแบบฝรั่งเศส (โปรดดูภาพประกอบ)