Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน25 พฤศจิกายน 2546
ดัชนีการลงทุนกระเตื้องหนุนศก.ปี47พุ่ง7.5%             
 


   
search resources

ธนาคารแห่งประเทศไทย
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์
จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช
สมชัย จิตสุธน
Stock Exchange




ทีดีอาร์ไอคาดเศรษฐกิจปี 47 โตสูงสุด 7.5% ต่ำสุด 4.5% เพราะการลงทุน เริ่มส่งสัญญาณชัดเจน ระบุดอกเบี้ยปีหน้าปรับสูงขึ้น อาจกระทบต่อประชาชนที่ซื้อบ้าน แพงเกินตัว เตือนหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจอนาคต ด้านเลขาฯสสช. มองต่างมุมดอกเบี้ยปีหน้าไม่ขยับ เหตุสภาพคล่องยังล้น เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ชี้อสังหาฯร้อนเป็นเรื่องปกติ ราคายังไม่หวือหวามาก

นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)เปิดเผยว่า ในปีนี้มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวมากกว่า 6% โดยส่งออกเป็นพลังสำคัญโดยเฉพาะการ ส่งออกในตลาดอาเซียนและจีนที่ขยายตัวสูง และเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ยกเว้นจีนแล้วไทยมีแนวโน้มได้ส่วนแบ่งตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลกระทบจากสงครามกับโรคซาร์สค่อนข้างน้อย รัฐบาลเกินดุลมากขึ้นราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์และราคาหุ้น

สำหรับสินเชื่อธนาคารพาณิชย์มีการขยาย ตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสินเชื่อเคหะและสินเชื่อบุคคล โดย 7 ไตรมาสที่ผ่านมาสินเชื่อบ้านมีปริมาณเงินเพิ่มขึ้นถึง 150,000 ล้านบาท การลงทุนภาคเอกชนเริ่มสัญญาณชัดเจนว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นทั้งยานยนต์ แผงวงจรไฟฟ้า อาหารทะเลกระป๋อง สินค้าเกษตรมีราคาสูงขึ้น รายได้ท่องเที่ยวฟื้นตัวดีขึ้น อัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 65-70% อย่างไรก็ตาม การที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้นยังไม่พบว่ามีปัญหาที่ส่งผลต่อเสถียรภาพแต่อย่างใด

นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ ประธาน ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณชัดเจนว่าสภาพคล่องในระบบสถาบันการเงินลดลง จึงมีแนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยจะขยับขึ้น ทั้งนี้ ทีดีอาร์ไอได้คาดการณ์เศรษฐกิจปีหน้าไว้ 3 กรณีคือกรณีฐานขยายตัว 6.3% กรณีสูง 7.5% กรณีต่ำ 4.5% โดยภาคอุตสาหกรรมจะขายตัวเด่น โดยมีปัจจัยบวกคือความได้เปรียบในหลายอุตสาหกรรม อาทิ เกษตร ยานยนต์ อาหาร ท่องเที่ยว แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมาซึ่งหากเศรษฐกิจมีการสดุดอาจทำให้เกิดปัญหาได้ ปัญหาอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อภาระหนี้สินของประชาชนและการผ่อนชำระที่อยู่อาศัย

ส่วนปัจจัยเสี่ยงภายนอกคือปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก เพราะขณะนี้สหรัฐฯมีการขาดดุลสูงถึง 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนประเทศที่ได้ดุลส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคอาเซียนรวมกันแล้วกว่า 1.7% ล้านล้าน เหรียญสหรัฐ ซึ่งเรื่องนี้อาเซียนบวก 3 น่าจะมีการหารือกันถึงการสร้างสมดุลให้กับเศรษฐกิจโลก แต่ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน และถ้าสหรัฐมีปัญหาและกระทบความเชื่อมั่นต่อเงินดอลลาร์เศรษฐกิจโลกจะมีปัญหาอย่างมาก เพราะตอนนี้หลายประเทศเก็บเงินดอลลาร์ไว้เป็นทุนสำรองมาก เช่น จีน 400,000 ล้านดอลลาร์ ญี่ปุ่น 600,000 ล้านดอลลาร์ ไทย 40,000 ล้านดอลลาร์

เตือนประชาชนซื้อบ้านแพงเกินตัว

นายฉลองภพ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาล ตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจขยายตัว 8% ในปีหน้าและ 10% ในปี 45 ว่า หากรัฐบาลมีการดูความสมดุล ของเศรษฐกิจอย่างระมัดระวังไม่ให้เกิดปัญหาฟองสะบู่และมีการเดก็งกำไรมากก็คงไม่ส่งผลให้เกิดปัญหา แต่การที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงต่อเนื่องก็มีความเสี่ยง และอยากเตือนคนซื้อบ้านไม่ควรซื้อบ้านราคาแพงเกินไปเพราะอาจเกิดปัญหาเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม การขึ้นของอัตราดอกเบี้ยคงไม่สูงเหมือนในอดีตเพราะขณะนี้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวจะเป็นกลไกช่วยสร้างความสมดุลระหว่างดอกเบี้ยในประเทศกับต่างประเทศ

อสังหาฯร้อนตามเศรษฐกิจซื้อบ้านเพื่ออยู่ไม่ใช่เก็งกำไร

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่ธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโตเป็นอย่างมากในปัจจุบัน จนสร้างความหวั่นวิตก ต่อหลายฝ่ายที่เป็นห่วงว่าอาจส่งผลกระทบต่อ ระบบเศรษฐกิจนั้นว่า ทาง สศช. พิจารณาข้อมูล แล้วพบว่าขณะนี้ยังไม่รุนแรงมากเกินไปนัก เนื่องจากการซื้อบ้านเป็นการซื้อจากความต้องการของผู้บริโภคเพื่ออยู่อาศัยจริง ไม่ใช่ซื้อเพื่อการเก็งกำไร รวมทั้งราคาบ้านในขณะนี้ไม่มีความผันผวนมากนัก ส่วนการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันก็มีการพิจารณาลูกค้าอย่างเข้มงวดมากขึ้น

สำหรับโครงบ้านเอื้ออาทรนับว่าเป็นโครงการพิเศษ ซึ่งส่งเสริมอุปทานในบ้านของ ผู้บริโภคในระดับกลาง ซึ่งหากไม่มีรัฐบาลให้การสนับสนุนก็ไม่สามารถดำเนินการได้ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อปัญหาการเกิดภาวะฟองสบู่ ส่วนการที่ ธปท. เตรียมจะออกมาตรการควบคุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น ตนเห็นว่า ในขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการมาควบคุมแต่อย่างไร ควรจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เนื่องจากเศรษฐกิจของไทยกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น

นายจักรมณฑ์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้ไม่ได้เป็นห่วงภาคอสังหาฯเนื่องจากความต้องการสร้าง(ดีมานด์)ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดปัญหา เพราะบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่จะมีการประเมินผลก่อนที่จะสร้างบ้าน เพราะเคยได้รับประสบการณ์จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในช่วง ปี 2540 มาแล้ว

สัญญาณที่ส่งให้เกิดความเป็นห่วงภาคอสังหาฯ คือ ถ้าราคาขยับเพิ่มขึ้นมากเกินไปแล้ว แสดงว่าเริ่มมีการเก็งกำไร รวมทั้งให้สังเกตการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เริ่มมีมากขึ้น แต่ตอนนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะการปล่อย สินเชื่อบ้านในตอนนี้ยังเป็นไปตามปกติŽ นายจักรมณฑ์กล่าว

มองต่างมุมดอกเบี้ยปีหน้าทรงตัว

สำหรับกรณีที่สถาบันเพื่อการวิจัย และพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้น นายจักรมณฑ์ กล่าว ตนเห็น ว่า ยังไม่น่าจะเพิ่มขึ้น เพราะเงินในสภาพคล่องในระบบยังมีปริมาณอยู่มาก และเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยในต่างประเทศก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ ซึ่งหากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเป็นไปตามดีมานด์และ ซัปพลายก็ไม่น่าจะมีปัญหาอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามคงไม่ใช่เป็นการปรับเพิ่มขึ้นเพื่อยับยั้งปัญหาภาวะฟองสบู่

ส่วนเรื่องที่หลายฝ่ายคาดว่าดัชนีตลาด หลักทรัพย์มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจนแตะที่ระดับ 800 จุดในปีหน้านั้น มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนจนผลักดันให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายรายที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มีผลกำไรในการ ประกอบการที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้การออกมาตรการเพื่อดูแลการลงทุนในตลาด หลักทรัพย์นั้น เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ตนเห็นว่าการออกมาตรการของภาครัฐควรจะมีความชัดเจน ซึ่งหากไม่ชัดเจนก็อาจสร้างความ สับสนต่อนักลงทุนได้

ทั้งนี้ การขึ้นลงของหุ้นจะไม่มีผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพราะเป็นการซื้อขายเพียงกระดาษเท่านั้น แต่การที่ผู้ประกอบการต่างๆ มีผลประกอบการ ที่ดีก็จะมีผลต่อด้านการลงทุนและการบริโภค และต่อไปอาจจะส่งผลให้จีดีพีเพิ่มขึ้นได้ เพราะประชาชนมีการจับใช้สอยมากขึ้น

"หุ้นขึ้นเท่าไร ก็จะมีผลต่อจีดีพี เพราะหากหุ้นขึ้น คนก็มีการใช้จ่ายกันมากขึ้นรวมทั้ง การเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในปี 2547 อีกประมาณ 100,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จะมีผลต่อการขยายตัวของจีพีดี ก็เป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการขยายตัวของจีดีพีเช่นกัน แต่จะเพิ่มมากขึ้นถึง 8% ตามที่นายกรัฐมนตรีตั้งเป้า ไว้หรือไม่นั้นตนไม่สามารถบอกได้ เป็นเรื่อง ที่ต้องติดตาม"

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us