ปัจจุบันธุรกิจในเครือกลุ่ม PSA ถูกศาลสั่งให้ล้มละลายไปแล้ว 3 บริษัทหลักๆของกลุ่มคือ
บริษัทพีเอสเอ, บริษัทควันตั้ม ซิสเต็มส์และบริษัทสยามราษฎร์ รวมทั้งตัว
พร กับ วนิดา สิทธิอำนวย ก็ถูกศาลสั่งไปแล้วทั้งสองคนเช่นกัน
รวมยอดบรรดาเจ้าหน้าที่ยื่นขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินในคดีล้มละลายทั้ง
5 รายการร่วมร้อยราย เป็นยอดหนี้จำนวนสูงถึง 6,585 ล้านบาท(รวมยอดหนี้ที่เกิดจากการค้ำประกันระหว่างลูกหนี้ด้วยกันเองเข้าไปด้วย
ซึ่งอาจเป็นจำนวนที่ซ้ำกับมูลหนี้เดิมที่มีอยู่แล้ว)โดยมีเจ้าหนี้ที่ขอยื่นรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของบริษัทสยามราษฎร์และ
วนิดา สิทธิอำนวย จำนวน 51 รายเป็นเงินสูงถึง 2,763 ล้านบาท
เจ้าหนี้จากกองทรัพย์ของ พร สิทธิอำนวย จำนวน 18 รายมียอดหนี้รวมกันจำนวน
1,428 ล้านบาท ยื่นขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของบริษัทควันตั้มซิสเต็มส์จำนวน
6 ราย ยอดหนี้ 124 ล้านบาท และยื่นขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของบริษัทพีเอสเอ
จำนวน 18 รายทียอดหนี้รวมกันทั้งสิ้นจำนวน 2,360 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามถ้ารวมกองทรัพย์สินของผู้ล้มละลายทั้ง 5 รายโดยตัดหนี้ค้ำประกันที่เกิดการซ้ำซ้อนกันอยู่
(เฉพาะที่ค้นพบ) ประมาณ 1,000 ล้านบาทออกไปแล้วก็จะเหลือยอดหนี้ทั้งสิ้น
5,505 ล้านบาท และถ้าตัดยอดที่กู้กันเองระหว่างกิจการในเครืออีกประมาณ 4,000
ล้านบาทออกไปอีกก็จะเหลือยอดหนี้จริงๆเพียง 1,287 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่กองทรัพย์สินที่บรรดาเจาหนี้ทั้งหลายรวบรวมไดทั้งหมดนั้นมีมูลค่าปัจจุบันอยู่ประมาณ
3,000 ล้านบาท
นั่นหมายความว่าถ้าทรัพย์สินที่รวบรวมได้นี้ ไม่ถูกโอนถ่ายเทออกไปในลักษณะที่รีบด่วน
หรือไม่ถูกยึดมาใช้วิธีการขายแบบขายทอดตลาดแล้วว่ากันว่าเขาจะมีเงินเหลือจากการชำระหนี้
อีกไม่น้อยทีเดียว
ซึ่งยังไมพูดถึงว่าบรรดาทรัพย์สินที่เป็นพวกที่ดินนั้นถูกพัฒนาให้ราคามันดีขึ้นเสียก่อนอีกต่างหาก
ปัญหาว่าเงินจำนวน 4,000 กว่าล้านบาทที่กู้กันเองกระหว่างบริษัทในเครือนั้นมันหายไปไหน
โดยเฉพาะยอดเงินที่บริษัทพีเอสเอ กับพร สิทธิอำนวย มีทรัพย์สินที่เป็นตัวตนอยู่เลย
จะมีบ้างก็แต่วนิดา สิทธิอำนวยเท่านั้นเองที่มีที่ดีดินอยู่ที่ภูเก็ตอยู่
2 แปลง และที่ดินที่เป็นบ้านพักของเธอเองกับที่ดินเป็นที่ดินเปล่า ๆ อยู่ในย่านคลองประเวศน์
พระโขนง จำนวนหนึ่งเท่านั้นเอง
จนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่า พร กับวนิดา ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศใดกันแน่
ข่าวลืมที่กล่าวว่าพรมีธุรกิจระดับพันล้านอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และวนิดามีกิจการขนาดใหญ่โตอยู่ที่ออสเตรเลียได้เริ่มจางหายไป
เมื่อไม่มีใครมีหลักฐานยืนยันชัดเจน
มีเพียงบางคนเท่านั้นที่ยืนยันว่าเห็น วนิดา สิทธิอำนวย ปรากฏตัวอยู่ในเมืองซิดนีย์
ออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2531 ที่ผ่านมา แต่เธอแจ้งต่อโนคารี่พับลิตว่าเธอพำนักอยู่ที่
เปตาลิง จายา 47300 กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ส่วนพร สิทธิอำนวยนั้นยังไม่มีใครเห็นเขาอีกเลยตั้งแต่วันที่เขาเดินทางออกนอกประเทศไทยไปแล้ว
"แต่ตัวเลข 4,000 กว่าล้านบาทที่บริษัทในเครือของเขาเองยื่นเข้ามาขอรับชำระหนี้นั้นจะเชื่อมากก็ไม่ได้ว่ามีการกู้เงินจริง
เพราะเขาอาจจะมีวัตถุประสงค์อื่นก็ได้เช่น ถ้ามีเงินเหลือจากเจ้าหนี้บุริมสิทธิอื่นเขาก็มีสิทธิที่จะรับการเฉลี่ยจากเจ้าหนี้ไม่มีบุริมสิทธิไปด้วยตามสัดส่วนและเมื่อดูแล้วก็จะเห็นว่าสัดส่วนของเขามากกว่า
และอีกอย่างถ้ามีการกู้กันจริง ๆ เงินตั้งสามสี่พันล้านมันก็น่าจะมีร่องรอยให้เห็นบ้างว่าเขาเอาไปใช้อะไรบ้าง
ถ้าจะว่าเอาไปลงทุนกับการขุดเจาะน้ำมันอย่างที่ว่าก็ไม่น่าจะมากมายขนาดนั้น
เขาเพิ่งจะลงเมืองเท่านั้นเอง" ตัวแทนเจ้าหนี้รายหนึ่งกล่าวกับ "ผู้จัดการ"
แบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกรณีที่มีการกล่าวกันว่า พร กับ วนิดามีชีวิตที่เสวยสุขอยู่ในต่างประเทศขณะนี้
เพราะจริง ๆ แล้วเขาอาจไม่เหลืออะไรเลยจริง ๆ จนไม่สามารถจะแก้ไขอะไรต่อไปได้อีกแล้วจึงต้องเผ่นหนีออกไปตามระเบียบ
ตัวแทนเข้าหนี้ที่ใกล้ชิดเหตุการณ์กล่าวว่า พร กับวนิดา เริ่มรู้ตัวว่าจะไปไม่รอดแน่
ๆ เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2528 หลังจากที่เขาได้จ้างบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินจากสิงคโปร์
(บริษัทบิสเนส แอดไวส์เซอร์ ไทยแลนด์) เข้ามาช่วยแก้ไขภาระหนี้สินให้แก่เขาแต่ก็ๆไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
จนต้องมีการขายบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ปฐมสยามออกไปให้แก่กลุ่ม AGE (AUSTRALIAN
GUARANTEE COPORATION) ฉะนั้นเรื่องที่จะเจรจากับเจ้าหนี้อื่น ๆ ทั้งหลายก็เลยได้รับผลกระทบกระเทือนตามกันไปด้วย
กลุ่มธุรกิจ PSA ยิ่งแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยมากขึ้น เมื่อธนาคารไทยพาณิชย์เข้ายึดกิจการของบริษัทสยามราษฎร์ลิซซิ่ง
ซึ่งเป็นแขนขาสำคัญของกลุ่มที่ยังพอเป็นแหล่งทำเงินได้บ้าง
กล่าวกันว่านอกจากบริษัทเงินทุนปฐมสยามมีภาระหนี้เสียที่ปล่อยให้แก่ธุรกิจในเครือด้วยกันถึง
600 กว่าล้านแล้ว กลุ่ม PSA ยังประสบการมรสุมอีกหลายลูกที่รุกกระหน่ำจนเอาตัวไม่รอด
เริ่มตั้งแต่การลดค่าเงินบาทของรัฐบาล การนำเงินไปลงทุนในธุรกิจส่งออกก๊าซกับกลุ่มเท็กซัสแปซิฟิค
ซึ่งต่อมาโดนนโยบายห้ามส่งออกก๊าซของรัฐบาล การนำเงินไปลงทุนในธุรกิจสำรวจและขุดเจาะน้ำมัน
ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก แต่ต้องปะสบกับภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกตกต่ำจากบาร์เรลละ
30 กว่าบาทเหลือเพียงบาร์เรลละ 10 กว่าบาทเท่านั้นและการลงทุนสร้างอาคาร
ดิเอ็มเมอรัลด์ ทาวเวอร์ซึ่งว่ากันว่าเป็นอาคารที่ลงทุนสร้างด้วยเงินสูงมาก
เพราะเป็นอาคารที่ดีที่สุดและก็ราคาแพงที่สุดในยุคนั้น แล้วสุดท้ายก็ขายไม่ออก
มีธุรกิจหลายอย่างที่ประสบวิกฤตการณ์ในช่วงนั้นสามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ในปัจจุบัน
ด้วยการแก้ปัญหาของเจ้าของกิจการในวิธีง่าย ๆ กล่าวคือยอมให้ธนาคารเข้าควบคุมและดำเนินกิจการ
เพื่อพยุงฐานะให้พออยู่ได้และก็นั่งรอโอกาสที่วงจรธุรกิจจะกลับคืนมาดีอีกครั้งหนึ่ง
มีตัวอย่างมากมายที่โชคเข้าข้างเขา
ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเหล็ก อย่างกลุ่มนครไทยสตีลเวิร์ค ของ สวัสดิ์ หอรุ่งเรือง
อุตสาหกรรมสิ่งทออย่างกลุ่มไทยเกรียง หรือกลุ่มสวนสยามของไชยวัฒน์ เหลืออมรเลิศ
หรือแม้แต่ธุรกิจอาคารอาคารชุดอย่างสยามคอนโดมิเนียมที่แยกอโศก - รัชดา ที่ปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติ
แต่วันนี้กลับเป็นตัวเงินที่คุณหญิงสุวรรณี พัวไพโรจน์ ขายออกไปในราคาที่ท่วมต้นท่วมดอกที่สะสมกันมาหลายปี
แต่พร สิทธิอำนวยผู้มี MBA จาก HAVARD BUSINESS SCHOOL เขาจ้างบริษัทที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญ
ทางด้านนี้จากสิงคโปร์เข้ามาช่วยคลี่คลายปัญหานี้โดยเฉพาะ ซึ่งก็น่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุดตามหลักการ
แต่ก็ปรากฏว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงที่ไม่สามารถ จะเจรจากับเจ้าหนี้ในเงื่อนไขตามที่บริษัทที่ปรึกษาเสนอให้กลุ่ม
AGC เข้ามาร่วมถือหุ้นส่วนหนึ่ง เพื่อการบริหารจะยังเป็นของกลุ่ม PSA ได้
ส หรับหนี้ที่ค้างขำระก็มีแผนผ่อนชำระเป็นระยะ ๆ แต่ตกลงกันไม่ได้ จนในที่สุดทาง
AGC ต้องเข้ามาซื้อไว้ถึง 80% ร่วมกับทางกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน
ตัวแทนเจ้าหนี้รายหนึ่งกล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่าวิธีการต่อรองแบบ
MBA อาจจะใช้ไม่ค่อยได้ในสังคมไทย ยิ่งการต่อรองในฐานะลูกหนี้แล้วยิ่งใช้ไม่ได้เอาเสียเลย
ขบวนการเข้าช่วงชิงหนี้คืนของบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อการทำงานของบริษัทที่ปรึกษาไม่ประสบผลสำเร็จ
ความพยายามที่จะได้หลักประกันเพิ่มขึ้นจากมูลหนี้ 20 กว่าล้านบาทที่เดิมมีหลักประกันเพียงใบหุ้นของบริษัทสยามราษฎร์เพียง
200,000 หุ้นของธนาคารกรุงศรีอยุธยาเริ่มเข้มข้นมากขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จผล
เพราะหลักประกันที่ พร สิทธิอำนวยนำมาเพิ่มให้นั้นก็ยังคงเป็นหุ้นของบริษัทสยามราษฎร์อีกเช่นเคย
แม้จนถึงเดือนมีนาคม 2529 ก่อนยื่นฟ้องล้มละลาย 3 เดือนธนาคารกรุงศรีจะได้หุ้นเป็นหลักประกันเพิ่มขึ้นเป็น
300,000 หุ้น มูลค่าตามราคาพาร์ 30 ล้านบาท แต่ก็ท่ากับไม่มีค่าอะไรโดยเฉพาะที่ดินของบริษัทสยามราษฎร์อย่างอาคารตึกไทยและตึกเอ็มเอมรัลด์นั้นจดทะเบียนจำนอง
อยู่กับธนาคารกรุงเทพหมดแล้ว
"เรารู้ว่าธนาคารกรุงเทพเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่และก็เป็นเจ้าหนี้จำนองของตึกทั้งสอง
ซึ่งมีการเพิ่มวงเงินจำนองสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะไม่เหลืออะไรเลย เราเองจึงจำเป็นต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด"
ตัวแทนเจ้าหนี้จากธนาคารกรุงศรีอยุธยากล่าวถึงการยื่นฟ้องล้มละลายกลุ่ม PSA
เป็นรายแรกก่อนที่จะเกิดสถานการณ์แบบผึ้งแตกรังของบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลาย
ธนาคารกรุงศรีอยุธยายื่นฟ้องเป็นคดีล้มละลายพร้อมกัน 5 ราย ในสำนวนเดียวกันคือบริษัทพีเอสเอบริษัทควันตั้มซิสเต็มส์บริษัทสยามราษฎร์
พร และ วนิดา สิทธิอำนวยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2529
ธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่อีกรายของกลุ่ม PSA ก็ได้รับชำระหนี้ไปอย่างละมุน
ละม่อม โดยการเข้ายึดกิจการบริษัทสยามราษฎร์ ลิซซิ่งแทนการขำระหนี้แม้จะต้องแบกภาระหนี้สินไปด้วย
แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย เพราะสยามราษฎร์ ลิซซิ่งโดยตัวของมันเองสามารถที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นได้
ประกอบกับธนาคารไทยพาณิชย์เองก็ไม่มีธุรกิจลิซซิ่งในเครือมาก่อน การได้สยามราษฎร์ลิซซิ่ง
เข้าไปไว้ในเครือจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
"ส่วนหนี้ที่ยังค้างชำระอีกร้อยกว่าล้าน เรายังมีที่ดินเป็นหลักประกันจำนองอยู่
ซึ่งพอจะคุ้มทุน" คนในธนาคารไทยพาณิชย์กล่าวกับ "ผู้จัดการ"
ด้วยความสบายใจถึงกรณี PSA แม้เจ้าหนี้รายอื่นยังคลางแคลงใจถึงเงื่อนไขการชำระหนี้โดยการโอนหุ้นที่กระทำกันนั้นจะเป็นเหตุให้เพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา
114 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายได้หรือไม่
พระราชบัญญัติล้มละลายมาตรา 114 กำหนดว่า การโอนทรัพย์สินหรือการกระทำใด
ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งลูกหนี้ได้กระทำหรือยินยอมให้กระทำในระหว่างระยะเวลา
3 ปีก่อนที่จะมีการเพิกถอนการโอนหรือการกระทำนั้นได้ เว้นแต่การกระทำนั้นจะกระทำโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน
"เรากระทำโดยสุจริตแน่ เพราะเป็นการบังคับจำนำหุ้นตามกฎหมายแล้วเราก็ซื้อไว้"
แหล่งข่าวคนเดียวกันในธนาคารไทยพาณิชย์กล่าว
สิ่งที่คลางแคลงใจอีกอย่างหนึ่งของบรรดาเจ้าหนี้ในปัจจุบันก็คือมูลหนี้กับวงเงินจำนองตึกไทยกับตึกเอ็มเมอรัลด์ที่กลุ่ม
PSA ทำไว้กับธนาคารกรุงเทพนั้นทำไมมันพอดิบพอดีกันเหลือเกิน และอาจจะถือเอาเป็นเหตุตามมาตรา
114 แห่งพระราชบัญญัติละลายด้วยเช่นกัน
ตัวแทนเจ้าหนี้คนหนึ่งกล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่าเรื่องนี้เรากำลังเสาะหาข้อมูลอยู่
เหตุที่ทำให้บรรดาเข้าหนี้สงสัยเช่นนั้นก็เพราะว่า พร สิทธิอำนวย มีพี่ชายแท้
ๆ ชื่อ ปิติ สิทธิอำนวย ผู้บริหารระดับสูง ระดับกรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ในธนาคารกรุงเทพซึ่งเมื่อพรรู้ตัวเองว่าถึงอย่างไรก็ไปไม่รอด
แน่แล้วนั้นอาจจะมีการช่วยเหลือกันเป็นกรณีพิเศษยอมจดทะเบียนจำนองเป็นหลักทรัพย์เพิ่มวงเงินสูงขึ้น
เพื่อให้คุ้มกับหนี้ที่ค้างชำระอยู่ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย
แต่ตัวแทนธนาคารกรุงเทพที่จัดการเรื่องหนี้ของกลุ่ม PSA คนหนึ่งกล่าวว่าเขาดูเรื่องนี้อย่างรอบคอบที่สุดหลักทรัพย์ทั้งสอง
(ตึกไทยกับตึกเอ็มเมอรัลด์) มีการจดทะเบียนจำนองมากตั้งแต่ต้น แม้ระยะหลังจะมีการเพิ่มวงเงินให้สูงขึ้นตามจำนวนหนี้ที่ค้างชำระและขอวงเงินกู้เพิ่มไปบ้างก็ไม่อยู่ในข่ายที่จะขอเพิกถอนได้
ดำรง กฤษณามระ กรรมการผู้อำนวยการธนาคารกรุงเทพกล่าวว่าสำหรับธนาคารกรุงเทพได้รับชำระหนี้ที่คุ้มทุนพอดี
จะขาดทุนก็เพียงดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง
ธนาคารกรุงเทพเป็นเข้าหนี้เงินกู้ประมาณ 500 กว่าล้านบาท มีหลักทรัพย์จำนองเป็นประกัน
3 รายการคือตึกไทยจำนองไว้ 100 กว่าล้านบาท ตึกเอ็มเมอรัลด์จำนองไว้ 300
กว่าล้านบาท และบ้านพักพร้อมที่ดินที่สาธรของพรเองจำนองไว้ 20 ล้านบาท
เรียกได้ว่าธนาคารไทยพาณิชย์กับธนาคารกรุงเทพเป็นเจ้าหนี้ที่ไม่เดือดร้อนในการล้ม
ของกลุ่ม PSA รวมทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนสยาม ซึ่งรับจำนองที่ดินที่เชียงใหม่ไว้หมด
เมื่อนำออกขายทอดตลาดแล้วยังมีเงินเหลือส่งเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลายต่อไปถึง
19 ล้านบาท
ความโกลาหลจึงตกลงแก่เจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือจะมีหลักประกัน
หรือจะมีหลักประกันก็เป็นประเภทใบหุ้นของบริษัทในเครือ โดยเฉพาะใบหุ้นของบริษัทสยามราษฎร์
และตั๋วสัญญาใช้เงิน
จากการสืบค้นของ "ผู้จัดการ" ยังพบข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า พรกับวนิดา
สิทธิอำนวย ได้เตรียมตัวที่จะจากเมืองไทยไปอย่างไม่มีวันกลับมาอีก เมื่อการเจรจาเรื่องการฟื้นฟูบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จะไม่สำเร็จเพียงเล็กน้อยและก่อนที่จะถูกฟ้องล้มละลายเพียงไม่กี่วัน
วนิดาได้ยื่นขอไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงหนึ่งที่เป็นบ้านพักของเธอเองริมคลองประเวศน์ต่อธนาคารไทยพาณิชย์เป็นเงิน
13 ล้านบาท เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2529 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับวันที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยายื่นฟ้องเธอในคดีล้มละลายและในวันเดียวกันนั้นก็ได้นำไปจดจำนองและจดทะเบียนให้เช่าระยะยาว
30 ปีแก่นายโซอิชิ คาจิมา เป็นมูลค่า 30 ล้านบาทและค่าเช่าเดือนละ 20,000
บาท
สัญญาเช่าให้สิทธิแก่ผู้เช่าที่จะเช้าดำเนินการกับทรัพย์สินที่เช่า ตลอดทั้งเมื่อครบกำหนด
30 ปีแล้วก็เป็นสิทธิของผู้เช่าแต่ผู้เดียวที่จะเช่าต่อได้ แม้ผู้ให้เช่าไม่ยินยอมก็ตาม
ซึ่งเป็นข้อความที่แปลความหายได้ว่ามันก็คือการขายนั่นเองเพียงแต่กฎหมายห้ามไม่ให้ชาวต่างชาติมีกรรมสิทธ์ในที่ดินก็เลยต้องออกมาในรูปนี้นั่นเอง
แหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลนี้กล่าวว่าเธอคงจะได้เงินจำนวนไม่น้อยจำนวนหนึ่งที่เหลือจากการชำระหนี้ไถ่ถอนจากไทยพาณิชย์ติดกระเป๋าไปใช้จ่ายยังต่างประเทศ
และก่อนหน้านั้นเพียงเล็กน้อยเธอก็ได้ชายที่ดินเนื้อที่ 6 ไร่ที่หาดสุรินทร์
ภูเก็ตให้แก่บุคคลอื่นได้เงินติดกระเป๋าไปหลายสิบล้านบาทเช่นกัน ขณะนี้อยู่ในระหว่างการติดตามของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อยู่ว่าจะเพิกถอนการขายรายนี้ได้หรือไม่
อีกข้อมูลหนึ่งที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเองก็น่าจะรู้ดีกว่าใครอื่นก็คือ
เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2529 วนิดาได้ขายที่ดินจองเธออีกแปลงที่ถนนศรี สุนทรบนเกาะภูเก็ตเนื้อที่
35 ไร่ให้แก่ บริษัทกรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ บริษัทที่บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง
7 ในปัจจุบันนี้นี่เองซึ่งมี ชวนรัตนรักษ์ เป็นประธานกรรมการและก็เป็นคนเดียวกันกับคนที่เป็นประธานกรรมการของธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ตามเอกสารทางทะเบียนระบุว่าซื้อขายกันในราคาเพียง 17 ล้านบาทเท่านั้น แต่คนที่รู้เรื่องภาวะราคาที่ดินที่ภูเก็ตดีคนหนึ่งบอกว่าอยากรู้ราคาจริงต้องเอา
3 คูณเข้าไปอย่างน้อย
เดิมทีเดียว ที่ดินแปลงนี้วนิดาจำนองไว้กับธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นเข้าหนี้รายใหญ่ของกลุ่ม
PSA ตั้งแต่ปี 2528 จึงเป็นเหตุให้บรรดาเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในคดีล้มละลายต่างก็สงสัยรายการซื้อขายนี้จะสามารถเพิกถอนได้หรือไม่
เพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้ส่วนรวมขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการติดตามสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่ม
ส่วนที่ดินเกือบ 1,000 ไร่ที่ปทุมธานี แหล่งข่าวคนเดียวกันก็แจ้งอีกว่าได้มีการโอนขายให้แก่บุคคลอื่นไปก่อนที่จะถูกฟ้องล้มละลายเพียงเล็กน้อยแต่เนื่องจากเป็นที่ดินแปลงใหญ่
ประกอบด้วยโฉนดถึง 60 กว่าใบ จึงอยู่ในระหว่างการสืบค้นของบรรดาเจ้าหนี้ว่าได้มีการขายออกไปให้ใครบ้าง
เพื่อให้ได้ข้อมูลชัดแจ้งมากขึ้นก่อนที่จะขอให้มีการเพิกถอนการขายนั้นเสีย
และก่อนที่จะถึงวันที่ วนิดา สิทธิอำนวย ก็ได้มอบหมายให้คนมาขอแจ้งย้ายออกจากบ้านเลขที่
102 ซอยพระพินิจ ทุ่งมหาเมฆ ระบุภูมิลำเนาที่จะย้ายไปอยู่ว่าเป็นสหรัฐอเมริกาเช่นกัน
ความสับสนวุ่นวายจึงเกิดแก่บรรดาเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันทั้งหลาย
หรือถ้าจะมีหลักประกันก็เป็นประเภทพวกใบหุ้นของบริษัทสยามราษฎร์ และตั๋วสัญญาใช้เงิน
ซึ่งแทบจะเรียกได้ว่ามันเป็นหลักประกันที่แทบจะไม่มีค่าอะไรเลย
หลังจากธนาคารกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้นำในการยื่นฟ้องล้มละลายไปก่อนเพื่อบรรดาเข้าหนี้ทั้งหลายที่กำลังจ้องดูท่าทีอยู่เหมือนผึ้งแตกรัง
บริษัทเงินทุนไทยเซฟวิ่งทรัสต์ก็ยื่นฟ้องตามมาติด ๆ จากมูลหนี้ 30 ล้านบาทโดยมีบริษัท
เอเอฟพี และ พร สิทธิอำนวย เป็นจำเลย ซึ่งต่อมาคดีนี้ศาลสั่งให้พรเป็นบุคคลล้มละลาย
และก็ปรากฏว่ามีผู้มายื่นของรับชำระหนี้ในคดีนี้ 18 รายรวมยอดหนี้ 1,428
ล้านบาท
ต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกไฟแนนซ์ได้ยื่นฟ้องบริษัทควันตั้มซิสเต็มส์
กับบริษัทเอเอฟพี ให้ล้มละลายอีกคดี ซึ่งคดีนึ้ศาลสั่งให้บริษัทควันตั้มซิสเต็มส์ล้มละลาย
มีเจ้าหนี้เข้ามายื่นขอรับชำระหนี้รวม 6 รายเป็นยอดหนี้รวมกันทั้งสิ้น 124
ล้านบาท และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกไฟแนนซ์ก็ได้ยื่นฟ้องบริษัท พีเอสเอ
กับ พร สิทธิอำนวย และสำหรับคดีนี้ศาลสั่งให้พรล้มละลายปรากฏว่ามีเจ้าหนี้มายื่นขอรับชำระหนี้
18 รายมียอดหนี้รวมกันทั้งสิ้น 2,673 ล้านบาท
แต่ถ้าจะนับเฉพาะเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันและตัดเจ้าหนี้ที่เป้ฯบริษัทในเครือกู้ยืมกันเองออกไปแล้วแม้จะเหลือยอดหนี้เพียง
700 กว่าล้านบาทเท่านั้นเองก็ยังเป็นยอดหนี้ที่สูงกว่ามูลค่ากองทรัพย์สินที่เหลือยู่
จากรายการกองทรัพย์สิน จะเห็นว่าทรัพย์สินที่พอมองเห็นเป็นตัวเป็นตน และพอจะนำมาชำระหนี้ได้นั้นมีเพียงรายการเงินสด
63 ล้านบาท พันธบัตรรัฐบาล 8 ล้านกว่าบาท หุ้นที่พรถือไว้ในบริษัทต่าง ๆ
105 ล้านบาทรวมเป็นเงินเพียง 176 ล้านบาทเท่านั้นเอง เมื่อนำไปเทียบกับมูลหนี้
700 ล้านบาทจะมีมูลหนี้ที่ไม่สามารถขำระได้ถึง 524 ล้านบาท
แต่จำนวน 500 กว่าล้านบาทที่พรจะหามาชำระให้หมด เพื่อให้ตัวเองพ้นจากสภาพคำสั่งล้มละลายนั้น
เอกันว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นอะไรเลยแต่เขาจะบอกกับคนทั้งหลายได้อย่างไรว่าเงินที่เขากู้บริษัทในเครือไปเกือบ
4,000 ล้านบาทนั้นมันไปอยู่ที่แห่งใด และมันก็ได้กลายเป็นชนักติดหลังพรอยู่คลอดเวลาว่าเขาอาจถูกดำเนินคดีอาญาเอาได้ง่าย
ๆ ซึ่งมันคงไม่คุ้มกันแน่ ๆ
จึงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า พร สิทธิอำนวย เจ้าของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และน่ากลัวเมื่ออดีต
เขาได้ตายไปแล้วจากสังคมไทย