หลังจาก ที่การปรับโครงสร้างหนี้ และการเปลี่ยนแปลง สัดส่วนผู้ถือหุ้นในบริษัทสยามยามาฮ่า
ได้สำเร็จเสร็จสิ้นลงเมื่อไม่นานมานี้ ปัจจุบัน ความพยายาม ที่จะลบภาพเก่าเมื่อครั้งอดีต
กำลังเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง
ตลอดระยะเวลากว่า 2-3 ปีที่สยามยามาฮ่า ต้องเผชิญกับวิกฤติการทางเศรษฐกิจ
พร้อมกับการแบกรับภาระหนี้สิน กว่า 10,000 ล้านบาทนั้น กิจกรรมด้านการตลาดของสยามยามาฮ่าต้องตกอยู่ในระดับ ที่เรียกได้ว่าเงียบเหงาอย่างยิ่ง
กระทั่ง ยามาฮ่า มอเตอร์ จากญี่ปุ่นได้นำเงินเข้ามาช่วย เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก
2,500 ล้านบาท เป็น 4,100 ล้านบาท และครองสัดส่วนการถือหุ้นจาก 28% เป็น
51% เมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งก็คือ การเปลี่ยนแปลงสถานะของสยามยามาฮ่าให้เป็นบริษัทลูกของยามาฮ่า
มอเตอร์ อย่างเต็มตัว โดยมีตัว แทนจากยามาฮ่า มอเตอร์ เข้ามาเป็นผู้ควบคุมการบริหารอย่างเป็นทางการ
ล่าสุด ชื่อของสยามยามาฮ่า ได้กลายเป็นอดีตสำหรับทั้งผู้ใช้รถจักรยานยนต์คนไทย และกลุ่มเคพีเอ็น
ของคุณหญิง พรทิพย์ และเกษม ณรงค์เดช ไปเสียแล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการใหม่เป็นบริษัท
ไทยยามาฮ่า จำกัด เมื่อปลายเดือนกันยายน ที่ผ่านมา
วิบากกรรมของสยามยามาฮ่าในช่วง ที่ผ่านมา นับเนื่องได้ตั้งแต่เมื่อครั้ง
คุณหญิงพรทิพย์ และเกษม ณรงค์เดช ช่วงชิงสยามยามาฮ่า มาจากสยามกลการ ในปี
2537 ภายหลัง จาก ที่ ยามาฮ่า มอเตอร์ ไม่ต่อสัญญาการเป็นผู้แทนจำหน่ายยามาฮ่าในประเทศไทยให้กับสยามยามาฮ่า
ภายใต้โครงสร้างการถือหุ้น ที่มีสยามกลการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทแห่งนี้
การช่วงชิงสยามยามาฮ่า ในห้วงเวลานั้น นับเป็นกรณีความแตกแยกในครอบครัวพรประภา
ที่ได้รับการโจษขาน มากที่สุดเรื่องหนึ่งของสังคม ก่อน ที่กลุ่มเคพีเอ็น ของคุณหญิง
พรทิพย์ และเกษม ณรงค์เดช จะกลายมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในสยามยามาฮ่า ด้วยสัดส่วน
72% พร้อมกับการเป็นผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าในประเทศไทยต่อไป
กลุ่มเคพีเอ็น สามารถครอบครองสายามยามาฮ่าได้เพียง 2 ปีเศษ ก็ต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ
ซึ่งส่งผลให้ภาระหนี้สินของกลุ่มเคพีเอ็นเพิ่มขึ้นในระดับทวีคูณหรืออาจมากถึงระดับไตรคูณจนต้องแบกรับหนี้กว่า
10,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาถัดมา ก่อน ที่จะมีการเจรจาขอความช่วยเหลือจากยามาฮ่า
มอเตอร์ ซึ่งใช้เวลานานกว่า 2 ปี และได้ผลสรุปดัง ที่ปรากฏในปัจจุบัน
โทชิโนริ ซูซูกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไทยยามาฮ่ากล่าวไว้อย่างน่าสนใจ
เมื่อไม่นานมานี้ว่า ยามาฮ่า จะกลับมาผงาดอีกครั้งในตลาดจักรยานยนต์ไทย โดยมีเป้าหมาย ที่จะครองส่วนแบ่ง
25% ในตลาดแห่งนี้ให้ได้ภายในปี 2000 นี้
ความพยายามของ ยามาฮ่า จะสัมฤทธิ์ผลเพียงในอีกไม่นานเราคงได้รู้กัน