ฮาร์เวิร์ดบิสเนสสคูล ฮาร์เวิร์ดบิสเนสสคูลถือเป็นสถาบันการศึกษาวิชาบริหารธุรกิจระดับ
สูงที่ขึ้นชื่อ เป็นการจัดโปรแกรมการสอนผู้บริหารที่เน้นเอาประสบการณ์ความสำเร็จ
และล้มเหลวทางธุรกิจมาศึกษากันในห้องเรียน
ดร.สุรัตน์ พลาลิขิต ผู้ช่วยผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(ตลท.) ได้มีโอกาสเข้าอบรมที่สถาบันแห่งนี้ในโครงการ Advance Management
Program(AMP) รุ่นที่ 157 ซึ่งในครั้งนี้มีผู้บริหารเข้าร่วมอบรม 180 คน
มาจากสหรัฐอเมริกา 1 ใน 3 โดยมี จำนวน 5 คนที่ไปจากประเทศไทย
การเรียนการสอนที่นี่เป็นการเรียนรู้จากกรณีศึกษาของบริษัทต่างๆ ระหว่างผู้บริหารที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน
ซึ่ง แต่ละกลุ่มจัดไว้ 8 คน นอกจากนี้ก็เป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นกับเพื่อนต่างกลุ่ม แล้วยังมีการกลับเข้าไปแสดงความคิดเห็นโต้ตอบกันไปมาในห้องเรียนอีกครั้งหนึ่ง
ทุกคนมีความเห็น และมีแนวทางที่แตกต่างกัน ไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ไม่มีคำตอบไหนถูก
ไม่มีคำตอบไหนผิด ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับการบริหารธุรกิจจริงๆ และนี่คือระบบการศึกษาของฮาร์
เวิร์ดบิสเนสสคูล
"เขาสอนให้รู้ว่า เราไม่ได้เป็นคนเก่ง สอนให้รู้ว่าไม่มีคำตอบไหนผิด
ไม่มีคำตอบไหนถูกทั้งหมด" ดร.สุรัตน์เล่าประสบการณ์ให้ฟัง
การเรียนเกี่ยวการบริหารกับอินเตอร์เน็ต 50% การแข่งขัน การตลาด 20%
เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกประมาณ 20% การบริหารทั่วไป 10%
การเรียนรู้ที่นี่จะใช้การหยิบยกกรณีศึกษา (case study) มาถกเถียง กัน
ซึ่งกรณีศึกษาถือเป็นคุณค่าหลักหรือ core value ที่ได้มาจากศิษย์เก่า (alumni)
ที่กระจายอยู่ทั่วโลก แตกต่างจากการเรียนจากตำรา ซึ่งจะนำบริษัทใดบริษัทหนึ่งมาให้ความรู้ได้จริงในทางทฤษฎี
แต่ในแง่ความเป็นจริงปัญหาที่แท้จริงอาจจะมองไม่ลึกซึ้งพอ ดังนั้นการนำกรณีศึกษาแล้วนำทฤษฎีมาใช้
จะทำให้ได้ความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีนั้นๆ มากกว่า แม้ทฤษฎีเหล่านั้นมีคุณค่า
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือภาพปัญหาที่แท้จริง
สถาบันการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุปริญญา จนถึงระดับมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา
มีการใช้ระบบการเรียนการสอนอย่างนี้ แต่สถาบันที่ใช้ได้ผลมากที่สุดคือฮาร์เวิร์ดบิสเนสสคูล
กรณีศึกษาจะมีทุกกรณี ตั้งแต่องค์กรที่ล้มเหลว จนถึงองค์กรที่ประสบความสำเร็จ
รวมถึงผลงานการวิจัย ซึ่งจะได้ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากศิษย์เก่า
กรณีศึกษา กับผลงานการวิจัยจะมีความสัมพันธ์กันมาก ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากกรณีศึกษา
แล้วถึงจะทำการวิจัยวิเคราะห์เป็นเรื่องๆ ไป ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีสถาบันการศึกษาไหนที่ใช้ระบบการเรียนการสอนอย่างนี้
นักศึกษาหรือผู้บริหารที่สมัครเข้าคอร์สนี้ จะต้องจ่ายเงินให้กับฮาร์เวิร์ด
10 สัปดาห์ ค่าใช้จ่ายต่อคนประมาณ 1.7 ล้านบาท ฮาร์เวิร์ดตอนนี้จึงร่ำรวยมหาศาล
มีการซื้อที่ดินเป็นจำนวนมาก สถาบันฯ จะเป็นผู้สร้างคนเหล่านี้ให้มีความรู้ความสามารถ
แล้วก็ส่งคนใหม่ๆ เข้ามาเรียนเป็นวงจร
หลักการคือสอนให้รู้ปัญหา และ วิธีการนำปัญหานั้นไปใช้ ซึ่งจะมีกรณีศึกษาว่าด้วยการนำพาบริษัทกลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง
หรือ turn around case ซึ่งผู้บริหารที่เข้ามาดำเนินการแก้ไขบริษัท จะมีบุคลิกและแนวทางในการดำเนินการแตกต่างกัน
บางคนมีความสามารถ ทำให้คนเชื่อถือ บางคนพูดไม่เป็น
ในห้องเรียนจะมีวันหนึ่งที่ฮาร์ เวิร์ดจะเชิญผู้บริหารองค์กรที่เป็นศิษย์เก่ามาพูดให้นักศึกษาใหม่ฟัง
ซึ่งเขาจะนำวิดีโอมาฉายให้ดู เช่นผู้บริหารของบริษัทไนกี้ ไม่มีเทคนิคในการพูดจูงใจคนเลย
ไม่มีบุคลิกของความเป็นผู้นำที่ส่วนใหญ่เข้าใจกันว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถพูดแล้วให้คนเชื่อ
ทำให้เห็นว่าความเป็นผู้นำไม่จำเป็นจะต้องมีบุคลิกที่คนเห็นแล้วเชื่อถือ
แต่อยู่ที่ว่าเขาจะนำพาองค์กรไปทางไหน ที่ไหน เมื่อไหร่ รู้ว่าเป้าหมายที่ต้องการเดินจะถึงตรงไหน
และจะทำอย่างไร โดยการวิเคราะห์ปัญหาทุกด้าน ทั้งด้านการเงิน ด้านพนักงาน
ว่าด้วยวิกฤติเอเชีย
เกี่ยวกับเรื่องวิกฤติเอเชีย นักเศรษฐศาสตร์ของฮาร์เวิร์ดยอมรับกับผู้บริหารที่เข้าอบรม
AMP รุ่น 157 ว่าฮาร์ เวิร์ดมองพลาดในการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ของอาเซียน โดยเขาไม่ได้คิดว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในอาเซียน
เพราะในช่วงนั้นการขยายตัวทาง เศรษฐกิจของเอเชียสูงมาก ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะเกิดการล้มครืนซึ่งยอมรับว่าพลาด
แปลความหมายชัดๆ ว่าไม่มีใครเป็นเทวดา ซึ่งทางฮาร์เวิร์ดได้นำกรณีศึกษาของวิกฤติเศรษฐกิจเอเชีย
ที่เพิ่งจัดทำเสร็จมาสอนเป็นครั้งแรกให้กับผู้บริหารที่เข้าอบรมรุ่น 157
เพื่อให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์จากฮาร์เวิร์ดไม่ได้มองว่าภูมิภาคไหนเป็นอย่างไร แต่จะเจาะลงไปในแต่ละประเทศ
เช่นที่รัสเซีย ยุโรปตะวันออก จีนแดง และที่เรียกกันว่าเอเชียมิราเคิล ด้วยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
ฮาร์เวิร์ดมองว่าการขยายตัวของ เอเชีย ไม่ได้เกิดจากความมหัศจรรย์ใดๆ
ทั้งสิ้น เกิดจากความสามารถของประเทศในเอเชีย สามารถดึงผู้หญิงเข้า มาทำงานได้มากขึ้น
จากเดิมส่วนใหญ่ผู้ชายจะเป็นคนทำงาน และค่าแรงงานต่ำกว่าที่อื่น 2 ปัจจัยนี้นำมาประยุกต์ใช้กับสินค้าส่งออก
สร้างให้ผลผลิตของประเทศคือจีดีพีสูงมาก
ข้อจำกัดของ 2 ปัจจัยข้างต้น เมื่อเวลาผ่านไปค่าแรงมีทิศทางพุ่งสูงขึ้น
ถ้าประสิทธิภาพในการผลิตไม่สูงขึ้นเท่าค่าแรงจะมีปัญหา และประเทศในเอเชียความสามารถในการผลิตต่ำ
ประเทศที่ฮาร์เวิร์ดมองว่าจะสามารถขยายตัวอย่างต่อเนื่องมีประสิทธิ
ภาพคือ ประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย ซึ่งสิงคโปร์มีความสามารถในการผลิตด้านการเงินและบริการสูง
ขณะ ที่มาเลเซียเริ่มดำเนินการในช่วงนี้ จึงมีโอกาสฟื้นตัวได้มากกว่าประเทศในเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้
2 ประเทศข้างต้น แก้ปัญหาที่ถูกจุดจากการให้การศึกษาบุคลากร อบรมคนให้เข้าสู่ภาคการผลิตและการบริการที่มีค่าแรงสูง
เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรืออุตสาหกรรมที่ใช้ทักษะในการผลิตสูง
สอนให้ดูทิศทาง โดยนำปัจจัยการเมือง เศรษฐกิจ และอดีตเป็นอย่างไร และอนาคตจะเป็นอย่างไร
ไม่ได้สอนให้มีการประมาณการว่าเศรษฐ กิจจะโตเป็นกี่เปอร์เซ็นต์
หลังจากที่พลาดไม่ได้มองเห็นว่าเอเชียจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทางฮาร์
เวิร์ดได้มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยเศรษฐกิจในเอเชียขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ จากก่อนหน้านี้ไม่เคยมีศูนย์วิจัยในเอเชียเพื่อศึกษาเศรษฐกิจของเอเชีย
โดยเฉพาะประเทศจีน