บรรดานักการตลาดของไทย มั่นใจผลพลอยได้ของไทยหลังจากจบเอเปกมีมหาศาล ต่างชาติทั้งที่เป็นคู่ค้ากับไทยและที่ยังไม่เป็น
จะขนเงินมาลงทุนมากขึ้น เพราะมั่นใจศักยภาพของไทย รวมถึงความปลอดภัยทั้งด้านการเมือง
การทหาร การลงทุน ชี้ทุ่มพันล้านจัดประชุมถือว่าคุ้มแต่ต้องมองระยะยาว
ผศ.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ นักกลยุทธ์และที่ปรึกษาการตลาดในหลายองค์กร กล่าวกับ
"ผู้จัดการรายวัน" ว่า การจัดประชุมสุดยอดผู้นำเอเปกที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
เมื่อวันที่ 20-21 ต.ค.ที่ผ่านมา และดำเนินการผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการจัดงานนี้หลายด้าน
โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนแล้วก็คือ การค้าระหว่างประเทศทั้งการนำเข้าและส่งออกใน
20 เขตเศรษฐกิจที่เป็นสมาชิกเอเปกจะมีทิศทางดีขึ้น
ในแง่ภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่ได้แสดงศักยภาพหลายด้านให้ต่างประเทศได้เห็น แต่ที่โดดเด่นที่สุด
คือสินค้าโอทอป อาหาร และการท่องเที่ยว ซึ่งจุดเด่นด้านนี้ได้ถูกเผยแพร่ให้ทั่วโลกได้รับทราบแล้วจากกองทัพผู้สื่อข่าวที่ติดตามผู้นำแต่ละประเทศมารายงานข่าวกว่า
2,000 คน
การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอเปกของไทย หากมองในแง่การตลาดแล้ว ด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์งานและประเทศ
ถือว่าไทยดำเนินการได้อย่างดีเยี่ยม เพราะภาพการจัดงานได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ซึ่งถือว่าคุ้มมาก
และยังมีแรงเหวี่ยงต่อมายังธุรกิจที่เป็นจุดเด่นของไทยที่สามารถทำมาต่อยอดทางธุรกิจได้อีก
ชูกลยุทธ์ความเป็นไทยผสานสากล
ผศ.ธีรพันธ์ กล่าวต่อว่า รูปแบบการจัดงานประชุมเอเปกครั้งนี้ เป็นการผสมผสานกลยุทธ์การตลาดด้านความเป็นไทยและความเป็นสากลได้อย่างดีเยี่ยม
จากการจัดเตรียมทุกอย่างได้อย่างลงตัว เช่น การโปรโมตสินค้าโอทอป ด้วยการจัดแสดงโชว์สินค้าโอทอปที่ศูนย์ประชุมไบเทค การนำเสนอผ้าไหมไทย ด้วยการให้ผู้นำเขตเศรษฐกิจทั้งหมดสวมเสื้อผ้าไหมไทยในวันสุดท้ายของการประชุม ถือเป็นพรีเซ็นเตอร์ระดับโลก
ที่ใช้เงินมหาศาลขนาดไหนก็ไม่สามารถทำได้
ส่วนการโปรโมตการนวดแผนโบราณของไทย ก็จัดให้เป็นกิจกรรมหนึ่งของการเยี่ยมชมของคณะคู่สมรสผู้นำเอเปก
การแนะนำรถตุ๊กตุ๊ก ที่เปรียบเสมือนรถประจำชาติของไทยก็จัดให้เป็นพาหนะของผู้นำเอเปก
ระหว่างการเดินทางไปชมกระบวนพยุห-ยาตราชลมารค การโปรโมตเมืองแฟชั่นของเอเชีย ก็จัดแฟชั่นโชว์ผ้าไทย
ด้วยการนำนางแบบจาก 21 เขตเศรษฐกิจมาเดินโชว์ให้ภริยาผู้นำได้รับชม
โดยภาพทั้งหมดได้ถูกเผยแพร่ผ่านการนำเสนอข่าวของผู้สื่อข่าวต่างประเทศไปทั่วโลกแล้ว
หากมองเชิงกลยุทธ์การตลาดจะเป็นลักษณะ Customer Oriented ที่เจาะเข้าหาลูกค้าเฉพาะกลุ่ม
แบ่งกิจกรรมตามความชื่นชอบของแต่ละราย ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับกลยุทธ์ CRM (Customer
Relationship Management) ที่เจ้าของสินค้านิยมทำกับลูกค้าในขณะนี้
รูปแบบการจัดประชุมเอเปกที่ประเทศไทยดำเนินการขึ้น กิจกรรมของผู้นำเอเปกจะเน้นไปที่การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นหลัก
เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน แต่ก็ได้โชว์ความเป็นประเทศที่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีในโลกยุคใหม่ด้วย
เช่น การประชุมข้ามประเทศกับประธานฮิวเลตต์ แพคการ์ด หรือเอชพี จากสหรัฐฯกับผู้ประชุมซีอีโอ
ซัมมิต ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
สิ่งที่รัฐบาลไทยมอบให้กับผู้นำเขตเศรษฐกิจ ที่มาร่วมประชุมเอเปก คือการสร้างความสัมพันธ์
ระหว่างบุคคลให้เกิดขึ้นก่อน เพื่อเป็นประตูไปสู่การเจรจาธุรกิจในอนาคต เพราะเมื่อเกิดความ
รู้สึกดีๆ ต่อกันแล้ว การเจรจาเรื่องต่างๆ ก็จะง่ายขึ้น ซึ่งบนพื้นฐานการทำธุรกิจระหว่างประเทศ
ไทยคงไม่ได้เปรียบไปทุกเรื่อง แต่เรื่องที่อาจจะยุ่งยากและเป็นปัญหาก็จะง่ายขึ้น
เอเปกสร้างแบรนด์ประเทศไทย
"หากเปรียบประเทศไทยเป็นแบรนด์สินค้าใด สินค้าหนึ่ง การประชุมเอเปกที่ผ่านมาถือเป็น
การสร้างแบรนด์ได้อย่างประสบความสำเร็จ โดยจุดเด่นด้านต่างๆของประเทศได้ถูกนำเสนอสู่สายตาชาวโลกไปแทบทุกอย่าง
โดยไม่ต้องเสียเวลาไปเดินสายโรดโชว์ในต่างประเทศ เพื่อแนะนำประเทศไทยทีละสินค้า
โดยเฉพาะสินค้าโอทอป ที่อนาคตจะกลายเป็นสินค้าประจำชาติไทย" ผศ.ธีรพันธ์ กล่าว
ทั้งนี้ การวางตำแหน่งแบรนด์ประเทศไทยในตลาดโลกจะเป็นแบรนด์ที่มีความแตกต่าง
มีอารยธรรมประวัติศาสตร์เป็นของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้หัวโบราณจนสุดโต่ง โดยมีความทันสมัยแฝงอยู่ในตัวเอง
โดยยึดหลักที่ว่า Global Vision Local Touch หรือเรียกว่ามีวิสัยทัศน์ระดับโลก
แต่สามารถปฏิบัติได้ในประเทศ
"ชลิต" มั่นใจส่งออกไทยพุ่ง
นายชลิต ลิมปนะเวช อาจารย์ภาควิชาการสื่อสารตลาด คณะบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
เปิดเผย"ผู้จัดการรายวัน"ว่า หลังจากที่ประเทศไทยมีการจัดประชุมเอเปก โดยได้ทุ่มงบจัดงานประมาณกว่า
1,000 ล้านบาท เชื่อว่าการลงทุนดังกล่าวจะได้แง่ของการสร้างภาพลักษณ์ของไทยให้เป็นรู้จักมากขึ้น
ซึ่งก็เหมือนกับการสร้างแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งให้สามารถแจ้งเกิดได้
ส่วนผลประโยชน์ที่จะได้รับนั้นในแง่ของการทำตลาด คือการส่งออกจะได้รับการตอบรับจากกลุ่มประเทศสมาชิกมากขึ้น
เช่น สินค้าเกษตร การเปิดครัวไทยทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลพยายามสนับสนุนโดยหลังจากการประชุมทำให้ผู้นำรู้จักและลิ้มรสชาติของอาหารไทยมากขึ้น
เสื้อผ้าสำเร็จรูป และอุปกรณ์รถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่าและสามารถทำได้ทัดเทียมกับต่างประเทศ
ในขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว จะเป็นตลาดที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด และเป็นกลไกขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจทุกอย่างไปพร้อมๆกัน
ไม่ว่าจะเป็น การเกษตร เสื้อผ้า อาหาร
ส่วนจุดที่รัฐบาลไทยจะต้องเร่งพัฒนาเพื่อรองรับผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับนั้น
ก็คือ การพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้มีศักยภาพมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น และพัฒนาสินค้าให้มีมาตรฐาน
ผลักดันเอสเอ็มอีให้มีศักยภาพที่เข้มแข็ง รวมถึงการสร้างแบรนด์ขึ้นมาเอง มิฉะนั้นงบลงทุนในการจัดประชุมเอเปก
ซึ่งคาดว่ามีประมาณ 1,000 ล้านบาท จะเสียเปล่าและเหมือนกับการสร้างแบรนด์ได้ แต่ศักยภาพของคนไม่มีมาตรฐาน
ขณะที่การทำตลาดกับสหรัฐอเมริกา เชื่อว่าไทยจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษอะไรมากนัก
เนื่องจากประเทศดังกล่าวคงไม่ยอมเสียผลประโยชน์ และหากยอมทางหนึ่งก็จะต้องมาบีบไทยอีกทางหนึ่ง
และไม่ควรมองว่าสหรัฐฯเป็นตลาดใหญ่ ควรกระจายความเสี่ยงลดสัดส่วนการส่งออกจาก 33%
ให้เหลือ 20% ส่วนการทำตลาดที่ไทยจะได้รับประชุมจากเอเปกนั้น น่าจะมาจากประเทศจีน
ญี่ปุ่น เปรู เม็กซิโก มากกว่า ซึ่งเชื่อว่าในปีหน้านี้ไทยจะมีการลงทุนจากประเทศดังกล่าวค่อนข้างมาก
"อภิรักษ์" ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นลงทุนสูง
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม บริษัท ทีเอ ออเร้นจ์ จำกัด
ในฐานะนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นกับ "ผู้จัดการรายวัน"
ถึงผลที่ประเทศไทยจะได้รับภายหลังจบการประชุมเอเปกว่า สิ่งแรกสุดที่ไทยจะได้รับคือ
ความเชื่อมั่นในแง่ของประเทศที่เข้าร่วมประชุมเอเปกครั้งนี้ ธุรกิจของแต่ละประเทศมั่นใจที่จะมาลงทุนในไทยมากขึ้นจากเดิมที่มีการลงทุนอยู่แล้ว
ส่งผลให้เกิดการจ้างงาน การตลาด ในระยะต่อไป
รวมทั้งเรื่องการเจรจาเอฟทีเอ(Free Trade Area ) ที่มีทั้งประเทศที่ปัจจุบันเป็นคู่ค้า
ที่สำคัญของไทยอยู่แล้วเช่น จีน อเมริกา ก็จะมีเพิ่มมากขึ้น หรือประเทศที่ไม่ได้เป็นคู่ค้าที่สำคัญอย่าง
รัสเซีย แคนาดา ก็จะเป็นโอกาสเริ่มต้นที่ดี
เขากล่าวด้วยว่า ธุรกิจของภาคเอกชนคงช่วยได้โดยเฉพาะประเภทธุรกิจ 5 กลุ่มใหญ่ที่รัฐบาลให้การสนับสนุนและเป็นที่สนใจของต่างชาติด้วยคือ
ธุรกิจอาหาร ท่องเที่ยว รถยนต์ แฟชั่น ซอฟต์แวร์ ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะสามารถเติบโตได้ในประเทศคู่ค้าสำคัญ
และประเทศที่ยังไม่ได้เป็นคู่ค้ากัน
สำหรับการลงทุนจัดงานเอเปกครั้งนี้ ที่รัฐบาลใช้งบประมาณไปมากกว่า 1,000 ล้านบาทนั้น
มีความเห็นว่าส่งผลดีต่อประเทศไทยได้แน่นอนคือ เรื่องการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับมากขึ้น
รวมถึงข่าว ที่เกี่ยวกับไทยได้ถูกแพร่หลายมากขึ้น ถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี
ส่วนใหญ่สร้างความประทับใจให้กับคณะผู้มาร่วมประชุม ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีผลต่อเนื่องตามมามาก
ในระยะยาว แม้ว่าจะยังไม่สามารถเห็นผลได้ในเวลานี้ก็ตาม
นอกจากนั้นการประชุมที่ผ่านไปอย่างเรียบร้อย โดยไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรเกิดขึ้น
ทำให้ต่างชาติเห็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีระบบการจัดการที่ดี มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยสูง สามารถจัดงานระดับใหญ่อย่างนี้ได้อย่างดี ทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวการจัดประชุมระดับชาติหรือธุรกิจไมซ์จะได้รับผลดี
เพราะประเทศไทยจะเป็นเป้าหมายใหญ่ต่อไปที่องค์กรต่างๆหรือมหกรรมงานต่างๆ จะเลือกมาจัดที่ไทยมากขึ้น