หลังจากใช้เวลาเกือบ 5 ปี ตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาที่สะสมอยู่ภายใน
รวมถึงหาแนวทางในการทำธุรกิจต่อไปในอนาคต ในที่สุด ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร
ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ก็สามารถค้นพบแนวทางการทำธุรกิจที่ชัดเจน สำหรับธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของไทยแห่งนี้ออกมาได้แล้วคือการเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินเต็มรูปแบบ
(Universal Banking)
ดร.วิชิต พร้อมกับคุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ถือฤกษ์ในช่วงบ่ายของวันที่
24 ตุลาคม 2546 ภายใต้สายฝนที่ตกกระหน่ำอย่างรุนแรง ประกาศแนวทางนี้ต่อหน้าสื่อมวลชนนับร้อย
พร้อมกับดึงตัวผู้บริหารกิจการในเครือ ทั้ง ม.ล.ชโยทิต กฤดากร กรรมการผู้จัดการ
บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ และอดิศร เสริมชัยวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์
มาร่วมในการแถลงด้วย
ในการแถลงได้มีการระบุไว้ว่าหลังจากนี้ไปกลุ่มธุรกิจในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ทั้งหมด
จะถูกเรียกขานใหม่เป็น "กลุ่มไทยพาณิชย์"
การเป็น Universal Banking ของกลุ่มไทยพาณิชย์ หมายถึงการบูรณาการทางธุรกิจร่วมกันระหว่างธนาคาร
ซึ่งเป็นบริษัทแม่ และบริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน
ซึ่งเป็นบริษัทลูก ให้กลุ่มนี้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่เข้มแข็ง และมีการให้บริการอย่างครบวงจร
(Full Financial Service Group)
"เป็นการปรับกลยุทธ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล (World Class) และเป็นแนวทางเดียวกับกลุ่มสถาบันการเงินใหญ่ของโลกกำลังดำเนินการอยู่"
ดร.วิชิต กล่าว
กลุ่มไทยพาณิชย์ถือเป็นกลุ่มการเงินกลุ่มแรกที่ประกาศตัวอย่างเป็นทางการ
ว่าจะเป็น Universal Banking ในขณะที่ก่อนหน้านี้ ธนาคารใหญ่ๆ อย่างกรุงไทยเคยปฏิเสธแนวทางนี้
แต่เปลี่ยนไปมุ่งเน้นการเป็นธนาคารที่อำนวยความสะดวก (Convenien Bank) ซึ่งหารายได้จากค่าธรรมเนียมแทน
เพราะเห็นว่า "ขนาด" ของสถาบันการเงินในไทย ยังไม่สามารถทำได้
ส่วนธนาคารกรุงเทพและกสิกรไทย แม้ได้ดำเนินการจัดวางกลุ่มธุรกิจในเครือในลักษณะที่เป็นการปูรากฐานไปสู่การเป็น
Universal Banking มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ทั้ง 2 แห่งยังไม่มีใครกล้าออกมาประกาศตัวอย่างเป็นทางการ
เหมือนกับธนาคารไทยพาณิชย์
รายละเอียดและทิศทางของการเป็น Universal Banking ของกลุ่มไทยพาณิชย์ "ผู้จัดการ"
จะพยายามค้นคว้ามานำเสนอในลำดับต่อไป