Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤศจิกายน 2546








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤศจิกายน 2546
ข่าวร้ายสำหรับคนที่ย้ายไปอยู่ชานเมือง             
 





การย้ายบ้านหนีความแออัดในเมืองไปอยู่ชานเมือง ด้วยหวังว่าจะดีต่อสุขภาพอาจกลายเป็นการหนีเสือปะจระเข้

การย้ายบ้านหนีความแออัดและมลพิษกลางใจเมือง ไปอยู่แถบชานเมืองที่ยังมีสภาพแวดล้อมคล้ายชนบท ดูเหมือนน่าจะทำให้เรามีสุขภาพดีขึ้นทั้งทางกายและใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับบางคนและผลการศึกษาหลายต่อหลายชิ้นในสหรัฐฯ และยุโรป ดูเหมือนจะชี้ว่า การอยู่อาศัยในแถบชานเมืองอาจทำให้คุณอ้วนขึ้นได้

Karen Gatt แม่บ้านวัย 31 ผู้กลุ้มใจกับรูปร่างจ้ำม่ำของตน อุตส่าห์อพยพครอบครัวย้ายจากกลางกรุงเมลเบิร์นไปอยู่ชานเมืองเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ด้วยหวังว่าสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้านใหม่ที่มีสวนสาธารณะหลายแห่งและทางเท้าก็ดูสะอาดเรียบร้อยน่าเดิน จะทำให้ Gatt และครอบครัวได้มีโอกาสออกกำลังกายด้วยการเดินได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Gatt อยู่แต่ในบ้านดูทีวีมากกว่าจะออกไปนอกบ้าน และไปไหนมาไหนโดยรถยนต์ไม่ใช่ด้วยการเดิน น้ำหนักของเธอซึ่งเดิมก็มากอยู่แล้วคือ 118 กิโลกรัม จึงพุ่งพรวดขึ้นเป็น 136 กิโลกรัม และยังได้โรคความดันโลหิตสูงและโรคซึมเศร้าแถมมาอีก

ผังเมืองที่ไร้ระเบียบของย่านชานเมืองคือตัวการสำคัญที่ต้องรับผิดชอบปัญหาโรคอ้วน ที่กำลังแพร่ไปในหมู่ชาวตะวันตกรวมถึงออสเตรเลีย ผลการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Maryland ที่ศึกษาเคาน์ตี้ 448 แห่งในสหรัฐฯ พบว่ามีความสัมพันธ์กันระหว่างอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคอ้วน กับผังเมืองที่ไร้ระเบียบ ซึ่งทำให้บ้านกับที่ทำงานและร้านค้าตั้งอยู่ห่างไกลกันจนไม่สามารถเดินถึงกันได้โดยสะดวก และต้องใช้รถยนต์เท่านั้น ส่งผลให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ชานเมืองขาดการออกกำลังกายในรูปของกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่นการเดินไป ซื้อของในร้านขายของชำใกล้ๆ บ้าน และผลที่ได้ก็คือโรคอ้วน

นอกจากนี้ การที่พ่อแม่กลัวว่าลูกๆ จะไม่ปลอดภัย จึงไม่ยอมปล่อยออกไปเล่นนอกบ้าน เด็กๆ จึงต้องแกร่วอยู่แต่ในบ้านหรือวิ่งเล่นบริเวณหลังบ้าน ซึ่งถูกตัวบ้านที่ใหญ่โตเบียดบังเนื้อที่ไปจนเหลือเพียงน้อยนิดตามความนิยมในการสร้างบ้านสมัยนี้ เด็กๆ ก็เลยพลอยเป็นโรคอ้วนไปด้วย

ผลการวิจัยขององค์การอนามัยโลกพบว่าในอังกฤษและออสเตรเลีย ซึ่งประชาชนนิยมหนีไปซื้อบ้านอยู่ชานเมืองตามอย่างคนอเมริกันนั้น อัตราการเกิดโรคอ้วนเพิ่มขึ้น 3 เท่านับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา แต่ผู้วางผังเมืองเพิ่งเริ่มตระหนักถึงปัญหาโรคอ้วน อย่างไรก็ตามภาคเอกชนเริ่มรวมกลุ่มกันเคลื่อนไหวรณรงค์ให้มีการออกแบบทางสถาปัตยกรรม ที่สนับสนุนให้ประชาชนได้เคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น และสร้างสภาพแวดล้อมในชุมชนที่เอื้อต่อการออกกำลัง รวมทั้งจัดเขตที่เรียกว่า "calm zone" ซึ่งเป็นเขตที่จะกำหนดให้รถต้องแล่นช้าๆ เพื่อให้ปลอดภัยต่อคนเดินถนน ก็จะทำให้คนนิยมเดินกันมากขึ้น ขณะนี้เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ ได้ทรงสร้างเมืองทดลองขึ้นที่ชานเมือง Poundbury ใกล้ๆ กับกรุงลอนดอน โดยมีการวางผังเมืองให้ประชาชนสามารถไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องใช้รถยนต์ และให้รถยนต์แล่นอยู่รอบนอกของเมืองหรือกำหนด ให้แล่นช้าๆ เมื่อผ่านถนนสายหลัก ทำให้นักเรียนสามารถเดินจากบ้านไปโรงเรียน และประชาชนเดินจากบ้านไปที่ทำงานหรือไปสวนสาธารณะได้ ผังเมืองแบบนี้ทำให้ทางเท้าและทางรถจักรยานไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางสัญจรไปมา แต่ยังเป็นสถานที่ออกกำลังกายของประชาชนอีกด้วย

สำหรับ Karen Gatt ซึ่งรอให้นักวางผังเมืองมาแก้ปัญหาโรคอ้วน ให้แก่เธอไม่ไหว เธอจึงได้เริ่มกินอาหารสุขภาพและออกกำลังมากขึ้นด้วยการเดินไปเดินมาในบริเวณหลังบ้านแคบๆ ของเธอนั้นเอง โดยใช้ราวตากผ้าช่วยพยุงตัว ในที่สุด Gatt สามารถลดน้ำหนักจาก 136 กิโลกรัม ลงเหลือเพียง 70 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งเธอได้เขียนเล่าประสบการณ์ของเธอไว้ในหนังสือชื่อ "Clothesline Diet" Gatt กล่าวว่า "คุณต้องไม่ยอมให้การไม่มีทางเท้ามาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลัง"

แปลและเรียบเรียงจาก Newsweek October 6, 2003
โดย เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์
linpeishan@excite.com

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us