Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ สิงหาคม 2538








 
นิตยสารผู้จัดการ สิงหาคม 2538
สมรภูมิเคเบิลทีวีภูธร เมื่อเบี้ยตัวเล็กต้องเล่นเกมใหญ่             
โดย วรสิทธิ ใจงาม
 

 
Charts & Figures

บริษัทเคเบิลทีวีที่ขออนุญาตกรมประชาสัมพันธ์
ผู้ยื่นขอสัมปทานเคเบิลทีวี จาก อ.ส.ม.ท.


   
search resources

News & Media




เคเบิลทีวีภูธรกำลังถึงจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อไอบีซี-ไทยสกาย และเคเบิลทีวีรายอื่น ๆ กำลังรุกเข้าสู่พื้นที่ที่พวกเขายึดกุมมากว่า 10 ปี รวมทั้งเงื่อนไขจากกรมประชาสัมพันธ์ ก็ยิ่งกดดัน พวกเขามากยิ่งขึ้น ทางออกของเบี้ยตัวเล็กเหล่านี้บนเกมหมากรุกที่กำลังกลายเป็นธุรกิจระดับชาติจะเป็น เช่นไร? ปี 2532 หลายคนโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ได้รู้จักคำว่า "เคเบิลทีวี" จากการให้บริการของบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลบรอดคาสติ้งหรือไอบีซีในเครือชินวัตร และบริษัท สยามบรอดคาสติ้ง หรือไทยสกาย ที่ได้รับสัมปทานจากองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) โดยเรียกบริการเป็นทางการว่า ทีวีระบบบอกรับสมาชิก (PAY TV) สัญญาณที่ส่งเป็นระบบไมโครเวฟ (คลื่นความถี่ต่ำ) ที่ ผู้รับหรือสมาชิกต้องสมัครเป็นสมาชิกก่อนเพื่อจะได้จานตะแกรงกว้างประมาณ 1 ข้อศอกเป็นตัวรับสัญญาณรายการเข้าเครื่องทีวีต่อไป ตรงนี้หลายคนเลยเข้าใจว่า นี่เป็นการเข้าสู่ยุคเคเบิลทีวีเมืองไทยแล้ว แต่หากเราลองขับรถออกจากกรุงเทพฯ ไปสักหน่อย แล้วถามชาวบ้านไม่ว่าจะเป็น บ้านบึง, พัทยา, บางละมุง หรือเขตตำบลในจังหวัดชลบุรี หรือแถบตัวเมืองนครสวรรค์และอีกหลายท้องถิ่น เขาจะตอบเลยว่ารู้จักมาตั้งแต่ปี 2525 หรือ 2526 แล้วที่เขาตอบได้อย่างมั่นใจก็เพราะว่าที่บ้านพวกเขาใช้บริการเคเบิลทีวีเหล่านี้อยู่แล้ว โดยระยะแรกยังเรียกว่า "ทีวีตามสาย" กันอยู่เนื่องจากเป็นการเอาสัญญาณทีวีปกติทั้ง 5 ช่องที่ชาวบ้านไม่สามารถตั้งเสารับได้ หรือรับได้ก็ไม่ชัดเจนเพราะภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวยมาส่งเข้าผ่านสายเคเบิลแกนร่วม หรือสายโคแอกเชี่ยนเข้ามาถึงบ้านสมาชิก ดู ๆ ไปเหมือนกับว่าธุรกิจนี้ทำไม่ยากใช้เงินลงทุนครั้งแรกประมาณ 5 ล้านก็พอ ที่จะให้บริการได้ เพราะเพียงมีเครื่องวิดีโอหลาย ๆ เครื่อง จานรับสัญญาณดาวเทียมเสารับสัญญาณทีวีปกติที่ คุณภาพสูง และก็เครื่องขยายสัญญาณเพื่อส่งสัญญาณไปตามสายโคแอกเชี่ยน ไม่ต้องผลิตรายการเองให้ยุ่งยาก หลายพื้นที่ที่ไม่สามารถรับสัญญาณฟรีทีวีได้ชัดเจนไม่ว่าจะตามหมู่บ้าน ชุมชน ตำบล หรืออำเภอ จึงเกิดธุรกิจเคเบิลทีวีขึ้นอย่างเป็นเอกเทศไม่ขึ้นกับใครนอกจากความต้องการดูทีวีของคนพื้นที่ เป็นธุรกิจเล็กที่เติบโตเป็นดอกเห็ดนับแต่นั้นมา ทีวีตามสายหรือเคเบิลทีวีในท้องถิ่น จึงเป็นการเกิดเพื่อสนองความต้องการอยากดูทีวีปกติช่อง 3-5-7-9-11 เท่านั้น ก่อนจากนั้นก็แต่งเติมด้วยหนังจากวิดีโอของซีวีดี, ไรท์พิคเจอร์ และของค่ายอื่นใส่เข้าไปอีกช่องหนึ่ง บางพื้นที่ให้บริการ 6 ช่องเป็นช่องทีวีปกติ 4 ช่อง, ช่องหนังจีน และช่องหนังฝรั่งอย่างละหนึ่งช่อง บางพื้นที่ก็ให้บริการแค่รายการทีวีปกติเท่านั้น แรกเริ่มเดิมทีก็ใช่ว่าจะราบรื่นนัก "ฉลาด วรฉัตร" เจ้าพ่อเคเบิลทีวีท้องถิ่นเล่าให้ฟังว่า กว่าจะเกิดได้ต้องต่อสู้กันนานเช่น โดนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตัดสาย เพราะสายเคเบิลทีวีไปพาดผ่านสายไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต, โดนศูนย์วิดีโอแจ้งจับว่าละเมิดลิขสิทธิ์ หรือแจ้งว่าเป็นธุรกิจเถื่อน เพราะขณะนั้นยังไม่มีการอนุญาตจากรัฐแต่ฉลาดและพรรคพวก ก็ยืนหยัดอยู่ได้จนปัจจุบัน การแข่งขันบริการเป็นอยู่ในลักษณะพี่ ๆ น้อง ๆ ไม่มีกระทบกระทั่งรุนแรงเหมือนไอบีซีกับไทยสกาย เพราะเคเบิลทีวีท้องถิ่นแต่ละคนก็กุมพื้นที่ของตัวเอง เป็นการครองพื้นที่กันไปในระยะช่วง 3-5 กิโลเมตรเท่านั้น มีบางพื้นที่เท่านั้นที่เป็นการแข่งขันที่รุนแรง เช่นพัทยาและจันทบุรี เป็นการแข่งขันในเรื่องการตัดราคาค่าสมาชิกกันอย่างเดียว เนื่องจากรายการที่ส่งเหมือนกัน หลังจากนั้นไม่นานแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัดก็เหลือผู้ให้บริการแค่รายเดียว เพราะไม่สามารถแบกรับภาระการขาดทุนได้ ดิเรก ศุภวิวรรธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทซีทีวี เคเบิลทีวี จำกัด จันทบุรี และอุปนายกสมาคมเคเบิลทีวี (ประเทศไทย) ผู้ซึ่งหันหลังให้กิจการปลูกพืชไร่ในจังหวัดตราด มาทำเคเบิลทีวีในจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่าในช่วง 5 ปีแรก นับแต่ปี 2526 ธุรกิจนี้ค่อนข้างไปได้ดี แทบจะไม่ต้องไปหา ลูกค้า เพราะมีความต้องการในเกือบทุกพื้นที่ที่สัญญาณทีวีไปไม่ถึง ปัญหาขณะนั้นคือการให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ไกลออกไปจะทำอย่างไร สายเคเบิลจะหาซื้อได้ที่ไหนในราคาที่เหมาะสม เป็นต้น ซีทีวีของดิเรกมี 6 ช่อง เป็นการรับจากฟรีทีวี 4 ช่อง คือช่อง 3-5-7-9 และหนังจีน, หนังต่างประเทศอีกอย่างละช่อง รูปแบบรายการของซีทีวีเหมือนกับสถานีโทรทัศน์ขนาดย่อม ๆ เพราะดิเรกทำข่าวท้องถิ่นเองทั้งหมดใส่เข้าไปช่วง 20.20 น. ด้วย ส่วนในช่องที่รับทีวีปกติก็เป็นการรับสัญญาณมาแล้วยิงออกไปเลย บางครั้งก็เป็นการอัดรายการแล้วเลือกมาลงตามความนิยมของคนในพื้นที่อย่างเหมาะสม ไม่ได้รับสัญญาณมาแล้วยิงออกหมดไปเลยแต่อย่างใด ฉะนั้นโฆษณาจึงไม่ค่อยได้เห็นกันมากนัก นอกจากโฆษณาในระดับท้องถิ่นด้วยกันเอง สำหรับรายได้ที่จะเข้ามาจุนเจือธุรกิจ นอกจากค่าสมาชิก 230 บาทต่อเดือนแล้ว ก็มีการขายเวลาให้กับภาคเอกชน ภาคราชการต่าง ๆ ที่ซื้อเข้ามาเพื่อเสนอกิจกรรมของตนเองในจังหวัดผ่านเคเบิลทีวี ยิ่งช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมาทุกคนที่สมัครผู้แทนล้วนมาใช้บริการกันทั้งหมด ข่าวทุ่มครึ่งจบ ตามด้วยข่าวราชสำนัก จบแล้วตามด้วยข่าวท้องถิ่นที่ผลิตเองตามด้วยหนังจีน ตามด้วยละคร ตามด้วยมิวสิควีดีโอ แล้วก็หนังรอบดึกไปจนเช้าเป็นรายการเฉกเช่นทีวีปกติยังไงยังงั้น เพียงแต่ฉายกันตลอด 24 ชั่วโมงมากกว่าทีวีปกติเท่านั้นเอง กลุ่มคนดูเคเบิลทีวีท้องถิ่นของดิเรกและรายอื่น ๆ ทั่วไป จะคล้ายกันคือแบ่งเป็นช่วงที่คนดูมากที่สุด 18.00-24.00 น. ช่วง 24.00-6.00 น. เป็นกลุ่มที่ทำงานกลางคืนแล้วก็ภาคกลางวัน 6.00-18.00 น. อีกกลุ่มหนึ่ง หนังที่เอามาลงเคเบิลทีวีจะเป็นการเช่าจากศูนย์วิดีโอท้องถิ่นในลักษณะเหมาจ่ายประมาณ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน โดยมีการจ่ายแต่ละม้วนอีกต่างหากตั้งแต่ 20-50 บาทต่อม้วน สำหรับของดิเรก เขาเสียม้วนละ 50 บาท ซึ่งถือแพงที่สุดในวงการ กว่า 10 ปีแห่งการบริการแบบพี่น้อง มีผลกำไรพอสมควร จากยอดสมาชิกในพื้นที่ประมาณ 3,000-5,000 ครัวเรือน หรือ 80% ของคนพื้นที่ ในที่สุดก็ต้องมีจุดเปลี่ยนแปลง อันเนื่องมาจากการรุกเข้ามาของสองค่ายเบิลทีวียักษ์ใหญ่ ที่เพิ่งได้รับอนุมัติจากอ.ส.ม.ท. ก็เพิ่งอนุมัติผู้ให้บริการเคเบิลทีวีรายใหม่เพิ่มอีก 5 ราย อีกประเด็นการพยายามของกรมประชาสัมพันธ์ก็ต้องการให้บริการเคเบิลทีวีทั้งใน กรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอยู่ในขอบเขตของกฎหมายที่ควบคุมได้ ดังนั้นผู้ให้บริการอยู่แล้ว และ ผู้ที่ต้องการเปิดบริการใหม่ต้องมาขออนุญาตกับกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเมื่อได้รับอนุญาตแล้วต้องเสียค่าสัมปทานให้รัฐด้วย ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีที่ได้รับการอนุมัติผ่านกรมประชาสัมพันธ์จะต้องจ่ายค่าสัมปทานช่องละ 25,000 บาทต่อจุด (หรือจังหวัด) ต่อปี ถ้าให้บริการ 6 ช่องก็ต้องจ่าย 150,000 บาท จากที่ไม่เคยจ่ายเลย ทั้งยังต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ ค่าเช่าหนัง ค่าพาดสายตามเสาให้แก่การไฟฟ้าฯ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จิปาถะอีกด้วย เป็นต้นทุนที่บรรดาเคเบิลทีวีภูธรรายเก่าก้นร้อนกันเป็นแถว ๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงทำให้บรรดาเคเบิลทีวีภูธรที่ให้บริการมาแล้วกว่า 10 ปี ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ! ผู้บริหารเคเบิลทีวีภูธรเริ่มรวมตัว ซึ่งเป็นการรวมตัวกันแบบฉุกระหุกพอสมควร ในนามของ "สมาคมเคเบิลทีวี (ประเทศไทย)" เพื่อปกป้อง สานผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างสมาชิกที่ประกอบกิจการเคเบิลทีวีภูธร และเพื่อจะได้มีอำนาจต่อรอง และเรียกร้องหาความยุติธรรมบ้างในกรณีถูกยักษ์ใหญ่กลั่นแกล้ง ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 50 รายแล้ว แผนแรกของสมาคมฯ ที่เป็นมติร่วมกันคือ ปรับระบบการส่งสัญญาณของสมาชิกให้ดีขึ้น ให้สามารถที่จะรับระบบอื่นเข้ามาได้มากขึ้น ต่อจากนั้นสมาชิกของสมาคมก็ปรับแผนอีกขั้นด้วยการตั้งบริษัท ไฮเทคเคเบิลเทเลวิชั่น จำกัด ขึ้นมาเพื่อดำเนินแนวนโยบายรุกและรับคือ เป็นแหล่งรวบรวมติดต่อรายการต่าง ๆ ที่จะมาป้อนให้กับสมาชิก คอยจัดการเรื่องปัญหาลิขสิทธิ์รายการ, การดำเนินการทางกฎหมาย, ดำเนินการเกี่ยวอุปกรณ์เครื่องมือ หรือระบบให้ดีขึ้น, เป็นจุดระดมเงินทุนจากส่วนกลาง หรือจากส่วนภูมิภาคด้วยกันเอง เพื่อการลงทุนและพัฒนากิจการให้ดียิ่งขึ้น นั่นก็คือบริษัทไฮเทคเคเบิลเทเลวิชั่น จะเป็นแขนขาให้กับกลุ่มเคเบิลทีวีภูธรในเรื่องซอฟต์แวร์ หรือรายการนั่นเอง เกษม อินทร์แก้ว เลขาธิการสมาคมเคเบิลทีวี (ประเทศไทย) กล่าวว่า "เนื่องจากเราทราบดีว่าการเข้ามาของยักษ์ใหญ่ทั้งหลายล้วนมีศักยภาพเหนือกว่าทั้งสิ้น ทางเลือกในการทำธุรกิจหลายทางจึงน่าจะเป็นเรื่องที่ดี บริษัท ไฮเทคเคเบิลเทเลวิชั่น เราจดทะเบียนไปแล้ว 20 ล้านบาท ซึ่งก็คาดว่าจะเพิ่มเป็น 100 ล้านบาท และจะเพิ่มผู้ร่วมทุนเป็น 100 ราย มิฉะนั้นจะเล่นเกมใหญ่ไม่ได้ เพื่อเป็นบริษัทมหาชนที่ดำเนินยุทธวิธีทั้งแนวป้องกันและรุกไปข้างหน้าให้กลุ่ม เนื่องจากเห็นว่าหากปล่อยให้สมาชิกทำตลาดและเติบโตด้วยตัวเอง อาจจะไม่ทันกับการแข่งขันในอนาคต เขาหวังว่าคงจะช่วยให้กลุ่มสมาชิกสามารถยืนหยัดประกอบธุรกิจได้อย่างมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับยักษ์ใหญ่ ทั้งหลายได้" สำหรับเรื่องหนังวีดีโอซึ่งระยะแรกมีปัญหานั้น ดิเรก อุปนายกสมาคมฯ กล่าวว่า "ผมได้คุยกับซีวีดีและไรท์พิคเจอร์แล้ว เขาให้เราตกลงกับตัวแทนจำหน่ายในจังหวัดกันเอง อย่าทำให้เขาเสียผลประโยชน์ อีกอย่างความเป็นคนไทยที่พูดกันได้ด้วยคืออะลุ้มอล่วยกันไว้ก่อน ซึ่งก็ตกลงกันเมื่อก่อนคือม้วนละ 20-50 บาท แล้วแต่พื้นที่ และขณะนี้เรากำลังเจรจาอย่างเป็นทางการกับทาง ซีวีดี และไรท์พิคเจอร์อีกครั้งหนึ่ง เป็นการเจรจากับบริษัมแม่เลย เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในอนาคต และเพื่อให้สมาชิกไม่ต้องมาพะวงในเรื่องนี้ นี่คือภารกิจในนามบริษัทไฮเทคเคเบิลเทเลวิชั่นของเรา" นอกเหนือจากนั้น ทางกลุ่มยังได้พยายามเจรจาหารายการจากผู้ผลิตรายการรายใหญ่ ในประเทศ ซึ่งเกษมบอกว่า ขณะนี้ก็มีการพูดคุยไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่จริงจัง "คือเราไม่มั่นใจว่าเคเบิลทีวีภูธรที่ขอกัน 20 เจ้านี้ ถึงที่สุดแล้วจะลงเอยกันอย่างไร ซึ่งหากคุยกันได้ ก็คงตกลงกันเรื่องราคาไม่ได้อีก เพราะหนังหรือละครตอนหนึ่งก็หลายหมื่นบาทเข้าไปแล้ว บางเรื่องขายกันตอนละแสน แล้ววัฒนธรรมที่เคยเช่าวีดีโอ 1 ม้วน 50 บาทฉายได้ 120 นาที อย่างไหนจะคุ้มกว่ากัน ฉะนั้นผมว่าเขาต้องจนตรอกจริง ๆ เท่านั้นที่จะซื้อรายการคนไทยด้วยกันเอง ยิ่งบางเจ้าก็ผลิตเองได้ด้วยแม้คุณภาพไม่ดีนัก แต่มันก็เหมาะสมกับตลาดแล้ว" ผู้ผลิตรายการยักษ์ใหญ่ท่านหนึ่งให้ความเห็นไว้ ซึ่งถึงที่สุดแล้ว ไม่เพียงเท่าที่กล่าวมาเท่านั้น หลายคนในวงการเห็นตรงกันว่า เหล่าเคเบิลทีวีภูธรคงต้องหายุทธวิธีเชิงรุกและรับมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้หม้อข้าวของพวกเขาแตก "ความเจนจัดในพื้นที่จะเป็นตัวชี้ขาดของพวกเขาได้อย่างหนึ่ง หากใช้อย่างถูกวิธีและเหมาะสม" "เมื่อถึงเวลานั้น ในฐานะที่เราอยู่ในพื้นที่ เราเข้าใจตลาดได้ดีกว่าใคร ผมว่ายักษ์ใหญ่เขาคงเข้ามาที่ตลาดต่างจังหวัดไม่ง่ายนัก เนื่องจากเขามักทำเป็นระบบใหญ่เป้าหมายทั้งประเทศ นี่จึงทำให้เขาเข้ามาลำบากเพราะลงทุนมาก แต่ผลที่ได้น้อยมาก จะไม่ลงทุนมากก็ไม่ได้ ฉะนั้นช่วงนี้ยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ จึงเป็นเพียงแค่พูดข่มขวัญผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ไปวัน ๆ เท่านั้น" เกษมกล่าว ผู้ประกอบการเคเบิลทีวีภูธรเชื่อว่า การรุกของเคเบิลทีวีจากกรุงเทพฯ อาจจะยังไม่เต็มที่นัก ตราบใดที่เจ้าถิ่นยังครองตลาดอยู่ตั้งกว่า 80% ทั้งนี้นอกเสียจากว่ายักษ์ใหญ่จะจับกลุ่มเป้าหมายผู้ชมที่ตลาดบน เพราะส่วนใหญ่เคเบิลทีวีภูธรเกือบทั้งหมดจะจับตลาดล่างไป ตลาดคนเมืองหลวงหรือตลาดบนจึงเป็นหนทางเดียว แต่อีกนั่นแหละตลาดบนในเขตเมืองต่าง ๆ ก็เป็นตัวเลขที่ ไม่มากอีก ปัญหานี้ทำให้เหล่าเคเบิลทีวีภูธรทั้งหลายมั่นใจในการทำธุรกิจของตนได้โดยไม่ครั่นคร้าม นอกจากนั้น แม้ว่ากรมประชาสัมพันธ์จะอนุมัติให้ผู้ได้รับสัมปทานให้บริการได้ถึง 10 ช่อง แต่ทว่ากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เหล่าบรรดาเคเบิลทีวีภูธรก็ไม่มีใครสนใจที่จะเปิดถึง 10 ช่อง แต่อย่างใด เพราะไม่ใช่ความต้องการของคนพื้นที่ ส่วนใหญ่จึงคงอยู่ระหว่าง 3-6 ช่องเพราะในภูธรไม่มีใครจะมีเวลาดูและเลือกบริโภคข่าวสารได้ทั้งวันเหมือนคนเมืองหลวง อย่างไรก็ตามโอกาสที่เคเบิลทีวีภูธรกับเคเบิลทีวียักษ์ใหญ่จากกรุงเทพฯ จะร่วมกันเป็นพันธมิตรกันจะเป็นไปได้หรือไม่ เกษมกล่าวว่า ที่ผ่านมาเคเบิลทีวียักษ์ใหญ่ต้องการให้พวกเขาเป็นเพียงดีลเลอร์หา สมาชิกเท่านั้น "เขาจะให้เราเป็นเพียงดีลเลอร์หมดเลย โดยให้ผลตอบแทนแค่ 20-25% ของค่าสมาชิก 1 ราย คือให้เราหาสมาชิกเองบริหารงานเอง จ้างบุคลากรเอง หรือถ้าเอารายการของเขามาแพร่ภาพในพื้นที่ เราก็ต้องจ่ายสมมติ 500 บาท ที่มันเป็นเงินกลับมาหาเราแค่ 100 เท่านั้น ไม่ยุติธรรมจึงเป็นไปไม่ได้ และที่เราทำอยู่ก็ได้กำไรอยู่แล้ว เราอยากให้เขารับผิดชอบด้วย หรือร่วมทุนกันในพื้นที่ ซึ่งเขาก็รับไม่ได้ ฉะนั้นก็คงไม่ต้องพูดกัน เราก็ต้องมีศักดิ์ศรีในการควบคุมเกมเหล่านี้ได้บ้างเหมือนกัน" เกษมกล่าวอย่างมีอารมณ์ เกษมกล่าวอีกว่า ในอนาคตบทบาทของบริษัทมหาชนของกลุ่มจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากกลุ่มสมาชิกเห็นพ้องต้องกันให้บริษัทมหาชนเข้าไปถือหุ้นในกลุ่มผู้ให้บริการเคเบิลทีวีภูธรทุกแห่งทุกที่ เพื่อสามารถกำหนดทิศทางตลาด การขยายงานอย่างเป็นปึกแผ่นชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งก็คาดว่าอีก 3 ปีข้างหน้าจะสามารถขยายบริการได้ครบทุกจังหวัด สงครามการต่อสู้ระหว่างเคเบิลทีวีภูธรกับยักษ์ใหญ่จากกรุงเทพฯ กำลังเริ่มต้น การปรับตัวของฝ่ายแรกครั้งนี้จะพร้อมรับมือกับศึกครั้งนี้ได้หรือไม่ และไอบีซีกับไทยสกายจะปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่เหล่านี้รุนแรงเพียงใด หมากรุกเกมนี้เริ่มแล้ว!   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us