Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ สิงหาคม 2538








 
นิตยสารผู้จัดการ สิงหาคม 2538
บริษัทศูนย์วิจัยใบโพธิ์ปะทะรวงข้าวสองบุรุษสองสไตล์ในยุคแข่ง "ข้อมูล"             
 


   
www resources

โฮมเพจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

   
search resources

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, บจก.
ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์
พสุ พานิชศุภผล
พิศาล มโนลีหกุล
Knowledge and Theory




หากเปรียบเทียบความดังของบริษัทศูนย์วิจัยค่ายไทยพาณิชย์กับศูนย์วิจัยกสิกรไทยฝ่ายหลังย่อมดังกว่าเพราะสไตล์การนำเสนอสินค้าแบบหวือหวา โดยเกาะติดสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ผลกระทบจากข่าวลือลดค่าเงินบาท เรื่องซื้อเสียงเลือกตั้ง ที่สื่อมวลชนทุกแขนงต่างนำไปเผยแพร่ ยิ่งผู้บริหารอย่างพิศาล มโนลีหกุล ลูกหม้อเก่าเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ก็ยิ่งมีฤทธิ์เดชแห่งผลงานมาก สลัดคราบเก่า ๆ ในรูปแบบหนังสือสรุปข่าวธุรกิจออกไป กลายมาเป็นการนำเสนอแบบ "เร่งด่วน" ในรูปแฟกซ์เขียนง่ายอ่านสนุก และพลิกโฉมหน้ากระดาษวิชาการให้กลายเป็นข่าวได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะค่อนข้างใช้สำบัดสำนวนมากไปหน่อยก็ตาม แต่ก็เพื่อความหนักแน่นเชิงวิชาการจะได้แปรรูปเป็นอาหารสมองที่อ่านง่ายขึ้น ขณะที่ทางค่ายใบโพธิ์นั้น แม้จะแตกตัวตั้งเป็นบริษัทศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์มาก่อนตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วก็ตาม แต่ก็เน้นการทำงานในแบบตรงกันข้ามโดยทำงานวิจัยเงียบ ๆ มีวัตถุประสงค์ขายข้อมูลให้ภายในเครือธนาคาร การนำเสนอต่อสาธารณชนเน้นรูปเล่มชัดเจนเป็นหลักเป็นฐานทางวิชาการมีกำหนดระยะเวลาเผยแพร่แน่นอน แต่ก็เคยจัดการสัมมนาใหญ่ครั้งหนึ่งเกี่ยวกับเรื่อง "วิกฤตค่าเงินดอลลาร์" ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ที่เป็นดังนี้อาจเป็นเพราะสไตล์การทำงานของดร. พสุ พานิชศุภผล กรรมการผู้จัดการศูนย์ที่เป็นคนใหม่ในวงการสถาบันการเงิน เคยทำงานระดับนโยบายเงินกู้ของกระทรวงการคลัง สมัยยุคนายกรัฐมนตรีชื่ออานันท์ ปันยารชุน ดร.พสุเคยเป็นเลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ คือไพจิตร เอื้อทวีกุล มาแล้ว "ผมอยู่ราชการมาสิบกว่าปี นี่เป็นครั้งแรกที่เริ่มชีวิตทำงานภาคเอกชนแห่งแรกก็ที่ธนาคารไทยพาณิชย์แห่งนี้ ดร.โอฬาร เป็นผู้ชักชวนผมมาเรื่องบริษัทศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์ ดร.โอฬารเห็นว่าถ้าหากสามารถรวมงานวิจัยไว้ในแหล่งเดียวกัน ก็จะมีประสิทธิภาพด้านต้นทุนและสมรรถภาพ" ดร.พสุ พานิชศุภ ผลเล่าให้ฟังถึงที่มา บริษัท ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์และบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ต่างเป็นปรากฎการณ์ทางธุรกิจธนาคาร ที่ต้องขยายฐานข้อมูลทางกว้าง และลึกให้กับบริษัทในเครือธนาคารทั้งหมด ให้ได้ข้อมูลรวดเร็วและถูกต้อง ในยุคทองของ MIS (MANAGEMENT INFORMAITON SYSTEM) ซึ่งถือว่า "ข้อมูลคืออำนาจ" รูปแบบใหม่ของการยกระดับฝ่ายวิชาการหรือกลุ่มวิจัยอุตสาหกรรมแบงก์พาณิชย์ให้เป็น "บริษัท" มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรองรับการแข่งขัน ที่จะต้องมีคลังข้อมูลและหน่วยวิจัยที่มีประสิทธิภาพ และคล่องตัว ในการทำงาน นอกจากนี้ การแยกตัวออกมาตั้งในรูปบริษัทใหม่ในลักษณะ PROFIT CENTER ยังประโยชน์ในแง่การบริหารต้นทุน และมีโครงสร้างเงินเดือนและสวัสดิการที่ให้ผลตอบแทนจูงใจคนเก่งมาทำงานด้วย "คุณบัณฑูรเคยพูดไว้ในลักษณะที่ว่าธุรกิจของศูนย์ข้อมูลกสิกรไทยนี้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เพราะเป็นธุรกิจขายข้อมูล ซึ่งตอนนี้เรายังไม่ขายแต่จะเผยแพร่สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักก่อนแต่ในอนาคตธุรกิจนี้จะขายข้อมูลแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ" เจ้าหน้าที่บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย เล่าให้ฟัง ในระยะแรกกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ของทั้งสองศูนย์วิจัยก็คือ แบงก์และบริษัทในเครือแบงก์ ที่จะนำเอาข้อมูลทั้งระดับมหภาคและจุลภาคจากฝ่ายต่าง ๆ เช่นฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจทั่วไป ฝ่ายวิจัยอุตสาหกรรม ฝ่ายวิจัยการเงิน ฝ่ายวิจัยระหว่างประเทศและการลงทุน และศูนย์ลงทุนต่างประเทศที่คอยให้คำปรึกษา แก่นักลงทุนไทยและเทศ ในด้านการค้นคว้าข้อมูลนั้น นอกจากการจัดเก็บข้อมูลทั่วไปแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังใช้งบลงทุนให้พนักงานไปดูงานต่างประเทศ เพื่อหาข้อมูลภาคสนามมาเขียนวิจัยแนะนำนักลงทุนจริง ๆ เช่น กรณีบริษัท ล็อกซเล่ย์ไปประมูลสร้างเขื่อนในเมืองจีน ทางพนักงานบริษัทศูนย์วิจัยก็จะได้รับงบประมาณไปหาข้อมูลวิจัยเพื่อการตัดสินใจของลูกค้า นอกเหนือจากนั้นยังหาข้อมูลอื่น ๆ ที่น่าสนใจไปด้วย เช่น กฎหมายเกี่ยวกับแบงก์ในจีน เฉกเช่นเดียวกับการทำงานของศูนย์วิจัยค่ายใบโพธิ์ที่พยายามสร้างคลังข้อมูลที่ใช้ประโยชน์ได้สำหรับบริษัทในเครือแบงก์ไทยพาณิชย์ เช่นธนชาติ ธนสยาม และต่อไปในอนาคตก็วาดหวังว่าจะรับงานนอกแบงก์ได้ เพื่อให้บริษัทมีกำไร และเมื่อถึงจุดหนึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างแบงก์ไทยพาณิชย์อาจลดสัดส่วนถือหุ้นลง "ตอนนี้เรามีพนักงานวิจัยกว่า 30 คน แต่ถ้าจะให้ดำเนินการเต็มรูปแบบ คาดว่าต้องเพิ่มอัตราพนักงานมากกว่านี้ ผลงานวิจัยแต่ละเรื่องที่เราผลิตก็หวังผลตอบแทนเช่นเดียวกัน โดยต้องวัดจากแรง นักวิชาการที่ทุ่มลงไปว่าใช้เวลาทำงานมากน้อยเพียงใด เพราะว่าเป็นลักษณะธุรกิจที่ต้องหวังเลี้ยงตัวเองได้และจะเป็นฐานสนับสนุนธุรกิจอื่น ๆ ด้วย" ดร. พสุเล่าให้ฟัง ปัญหาบุคลากรที่ต้องดึงมาจากมหาวิทยาลัยและข้าราชการกลายเป็นเรื่องหายากของทั้งสอง บริษัท แม้จะพยายามใช้แรงจูงใจที่จะดึงคนในแบงก์มาร่วมงานด้วย เช่นกรณีของบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งคนแบงก์รวงข้าวเกิดการเปรียบเทียบด้านสวัสดิการที่ใหม่ได้ไม่จุใจเท่าที่เก่า เพราะสวัสดิการเงินกู้แก่พนักงานแบงก์กสิกรไทยจะได้รับดอกเบี้ยต่ำซื้อบ้านเพียง 4% ขณะที่พนักงานบริษัทศูนย์ข้อมูลกสิกรไทยต้องจ่ายแพงในอัตราดอกเบี้ย 13.25% กรณีกู้เกิน 7 แสนบาทขึ้นไป อย่างไรก็ตาม การลงทุนเพื่ออนาคตที่ชี้ชัดว่าข้อมูลคืออำนาจนั้นได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทใหม่ทั้งสองแห่งนี้ แม้ว่าทั้งสองแบงก์ยักษ์ใหญ่จะต้องควักเงินลงทุนไปไม่ต่ำกว่าหลักร้อยล้าน เพื่อก้าวไกลในยุคทอง MIS ก็ตามที   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us