|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |

ส่วนที่ 2 ความสำคัญของพลังงานทดแทนต่อสังคมเศรษฐกิจไทย และเพราะเหตุใดไทยจึงมีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ไทยประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้กลยุทธ์สร้างการเติบโต เป็นหนึ่งในประเทศเอเชียที่มีการเติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจสูงมากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดความยากจนและทำให้ชนชั้นกลางเติบโต
ข้อมูลจากคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย (NESDB) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่โตเร็วที่สุดในโลกในช่วงปี 2528-2538 โดยมีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ย 8-9% ต่อปี หลังจากฟื้นตัวจากวิกฤติต้มยำกุ้งหรือวิกฤติการเงินในเอเชียเมื่อปี 2540-2541 เศรษฐกิจไทยก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยการเติบโตเฉลี่ย 5.7% ระหว่างปี 2545-2546 การเติบโตติดต่อกันมานานทำให้ความยากจนลดฮวบลงจาก 42.0% ในปี 2531 เหลือเพียง 8.5% ในปี 2550
ที่สำคัญน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไทยมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ โลกมากเพียงไร ระบบ supply chain ของโลกในอุตสาหกรรมรถยนต์และคอมพิวเตอร์ถึงกับต้องหยุดชะงักบางส่วน เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และคอมพิวเตอร์ที่สำคัญของโลก
บริษัทไทยประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจในระดับโลก บริษัทในภาคพลังงานของไทยที่ประสบความสำเร็จดังกล่าวคือ บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) (PTT) อยู่ในอันดับที่ 128 ในรายชื่อบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก ของนิตยสาร Fortune บริษัทพลังงานอื่นๆ ของไทยก็ขยายธุรกิจออกนอกประเทศไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ เช่น บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี ประสบความสำเร็จ ในการขยายธุรกิจผลิตไฟฟ้าไปยังออสเตรเลีย ไทยรุกสู่ ตลาดโลก ทำให้ความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยไทยอยู่ในอันดับที่ 25 เมื่อปี 2552 (ดีขึ้นจากอันดับที่ 27 ในปี 2548) ใน “ดัชนีประสิทธิภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรม” (Competitive Industrial Performance Index) ขององค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) แซงหน้าประเทศพัฒนาแล้ว อย่างเดนมาร์ก แคนาดา สเปน และนอร์เวย์
ส่วนในเอเชีย ความสามารถในการแข่งขันของไทย เป็นรองก็แต่เพียงญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกงและอิสราเอลเท่านั้น
แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วมีราคาที่ต้องจ่าย นั่นคือ ราคาพลังงานที่แพงขึ้นและสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง ไทยกำลังเผชิญกับปัญหาว่า ทำอย่างไรจึงจะรักษาอัตราการเติบโตที่สูงต่อไปได้ ในขณะที่ไทยต้องการพลังงานมากขึ้นและจะยิ่งมากขึ้นอีกในอนาคต แต่ราคาพลังงานโลกกลับแพงขึ้นเรื่อยๆ
ไทยยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ซึ่งมีความจำกัดในการสนองความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น การคาดการณ์ว่าแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะลดลงภายในปี 2560 จะยิ่งกดดันให้ไทยต้องหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ หากไม่ต้องการตกเป็นเหยื่อของราคาพลังงานที่แพงขึ้นในตลาดพลังงานโลก
ถึงแม้ไทยจะมีการอุดหนุนราคาพลังงานอย่างหนัก แต่ไทยกลับเป็นประเทศที่มีราคาพลังงานแพงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยกเว้นสิงคโปร์ ไทยไม่สามารถผลิตพลังงานได้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ ดังนั้นจึงต้องนำเข้าไฟฟ้ามากกว่า 2,000 เมกะวัตต์ (ประมาณ 7% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในไทย) ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2554 จากประเทศลาวและพม่า และจะนำเข้าไฟฟ้ามากขึ้นอีกในอนาคต
แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของรัฐบาลไทยประจำปี 2550-2573 ตั้งเป้าจะจัดหาพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 54,000 เมกะวัตต์ โดย 22% ของจำนวนนี้จะซื้อจากประเทศ เพื่อนบ้าน
ไทยจึงเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิ ธนาคารและผู้ผลิตพลังงานในไทย ต่างเตรียมทุ่มลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในลาว และโครงการสร้าง โรงงานนิวเคลียร์ 2 แห่งในไทย แต่แหล่งพลังงานทั้ง 2 อย่างนี้กำลังคุกคามคนจำนวนมาก จากการสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของชาวบ้าน
ขณะที่ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และชีวมวล จะอยู่ในช่วงกำลังเติบโตในไทย แต่ก็ยังผลิตไฟฟ้าได้น้อยมากเมื่อเทียบกับศักยภาพที่มีอยู่ โดยรัฐบาลประเมินไว้ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 2551-2565 ว่า ไทยมีศักยภาพใน การผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ได้มากถึง 50,000 เมกะวัตต์ แต่ในแผนฯ ฉบับเดียวกันนี้ กลับตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ไว้ที่เพียง 500 เมกะวัตต์ภายในปี 2565 เท่านั้น
ขณะที่พลังงานจากชีวมวล ซึ่งไทยเป็นประเทศเกษตรที่มีขยะอินทรีย์จากภาคเกษตรจำนวนมากจากพื้นที่เกษตรมากกว่า 1.9 แสนตารางกิโลเมตร ระบุไว้ในแผนว่าจะนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าได้ 6,000 เมกะวัตต์
เพียงแค่แหล่งพลังงานทดแทนจาก 2 ปัจจัยพื้นฐานที่ไทยมี แสดงถึงศักยภาพมหาศาลทั้งด้านการบริโภคและการผลิตพลังงานทดแทนของไทยว่ามีอยู่มากเพียงไร เหลือแค่เพียงว่า เราจะทำให้ศักยภาพที่มีอยู่นี้ถูกฉายชัดขึ้นมามีบทบาทต่อการการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจของไทยให้เป็นรูปธรรมเช่นไร
|
|
 |
|
|