Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา มีนาคม 2555
พลังงานความร้อนจากใต้พิภพในญี่ปุ่น             
โดย ภก.ดร. ชุมพล ธีรลดานนท์
 


   
search resources

Energy




โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเสาหลักค้ำจุนความมั่นคงทางพลังงานให้ญี่ปุ่นนานกว่า 4 ทศวรรษ มาบัดนี้กำลังจะกลายเป็นอดีต

จากข้อเท็จจริงว่าด้วยทรัพยากรธรรมชาติอันจำกัดทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลกเพื่อ หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจมานานกว่า ครึ่งศตวรรษ จนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันเมื่อปี 1973 ซึ่งเป็นปัจจัยชักนำให้พลังงาน นิวเคลียร์ก้าวเข้ามาทวีบทบาท สำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานระดับชาติเพื่อสร้างหลักประกันว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะไม่หยุดชะงักจากภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอีกต่อไป

สัดส่วนของพลังงานที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าในญี่ปุ่นในปี 2010 ประกอบด้วยพลังงานนิวเคลียร์ 27% ก๊าซธรรมชาติ 27% ถ่านหิน 27% น้ำมัน 9% พลังน้ำ 7% อื่นๆ 3%

หากไม่เกิดอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ฟุคุชิมะแห่งที่ 1 ขึ้นเสียก่อนอนาคตพลังงานนิวเคลียร์ ในญี่ปุ่นน่าจะมีแนวโน้มโชติช่วงต่อไปอีกนานตามแผน ลดการใช้พลังงาน fossil fuel เพื่อลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ แล้วเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็น 41% ในปี 2017 และ 50% ในปี 2030 โดยเร่งสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงทดแทนเตารุ่นเก่าที่ทยอยปลดระวางไปตามลำดับ

ในความเป็นจริงนโยบายความมั่นคงทางพลังงานของญี่ปุ่นถูกนำกลับมา ทบทวนใหม่อย่างถ้วนถี่ก่อนการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปีอย่างที่เรียก ได้ว่าแทบจะหันทิศนโยบายพลังงานแห่งชาติกลับ 180 องศา ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2012 เหลือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ยังคงผลิต กระแสไฟฟ้าในญี่ปุ่นเพียง 2 เตาซึ่งมีกำหนดปิดตัวลงในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าและที่เหลืออีก 52 เตาทั่วประเทศได้หยุดใช้งานไปเป็นอันเรียบร้อยแล้ว

ในขณะเดียวกันการลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์พร้อมกันทั่วประเทศมีส่วนสัมพันธ์กับภาวะขาดแคลนไฟฟ้าซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนรวมถึงภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะในฤดูร้อนและฤดูหนาวที่มีอัตราการใช้ไฟฟ้าสูง

ความวิตกกังวลในยามที่เหลือพลังงานไฟฟ้าราว 70% ของสภาวะปกติถูกขจัดออกไปด้วยระเบียบ วินัย ความอดทน และจิตสำนึกต่อส่วนรวมของชาวญี่ปุ่น ที่ให้ความร่วมมือในการประหยัดไฟฟ้าทุกรูปแบบในทุกหน่วยของสังคม ซึ่งช่วยให้ญี่ปุ่นทั้งมวลมีกระแสไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอในช่วงอากาศร้อนจัดของฤดูร้อน 2011 และสามารถต่อสู้กับความเย็นเยือก ของฤดูหนาวที่กำลังจะผ่านไปได้ด้วยดี

ความร่วมมือดังกล่าวเป็นเรื่องปกติของชาวญี่ปุ่นที่มักได้รับการชื่นชมจากนานาประเทศ แต่มาตรการที่ใช้นั้นเป็นเพียงแนวทางชั่วคราวที่พยุงเวลารอการพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นไปยังพลังงานสะอาดซึ่งได้รับการบรรจุเข้าเป็นนโยบายระดับชาติอย่างเร่งด่วน

นอกเหนือไปจากพลังงานแสงอาทิตย์, ลม, คลื่น, น้ำ, พลังงานหมุนเวียน, พลังงานชีวภาพแล้วพลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีศักยภาพ สูงสามารถพัฒนาให้เกิดเป็นรูปธรรมนำมา ใช้ในอนาคตอันใกล้

ภายใต้ข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่นซึ่งตั้งอยู่บนแผ่นปลือกโลก 4 แผ่นซ้อนกันเป็นส่วนหนึ่งของ Ring of Fire นั้นส่งผลให้สามในสี่ของพื้นที่ในญี่ปุ่นมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาและแนวภูเขาไฟ ซึ่งมักพบบ่อน้ำร้อนหรือที่เรียกกันในภาษาญี่ปุ่นว่า ออนเซน อยู่ในอาณาบริเวณนั้น

Ring of Fire เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกบริเวณแนวรอยต่อทรงเกือกม้าของแผ่นเปลือกโลกหลายแผ่นตามร่องของ ขอบมหาสมุทรแปซิฟิกมีความยาวรวมกันประมาณ 40,000 กิโลเมตรที่มีภูเขาไฟกว่า 450 ลูกในเขตของวงแหวนซึ่งส่วนใหญ่ยังคุกรุ่นอยู่และอุบัติการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ของโลกมักเกิดขึ้นในแนวนี้

ลึกลงไปใต้พื้นดินทุกๆ 100 เมตรจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 3 ํ ซึ่งนักธรณีวิทยาคำนวณอุณหภูมิที่แกนกลางของโลกไว้ประมาณ 6,200 ํ ดังนั้นบริเวณที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำพุร้อนจึงมีความเป็นไปได้ที่จะประยุกต์พลังงานความร้อนขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า

อันที่จริงแล้วการผลิตไฟฟ้าจากพลังความร้อนใต้พิภพไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ประการใด ญี่ปุ่นเริ่มต้นสำรวจตาม แหล่งออนเซนที่คาดว่ามีศักยภาพมาตั้งแต่ปี 1918 และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากบ่อน้ำพุร้อนได้ครั้งแรกในปี 1925 บนเกาะคิวชู

ปัจจุบันมีหลายประเทศนำพลังงานใต้พิภพขึ้นมาใช้ประโยชน์ เช่น สหรัฐอเมริกา, ฟิลิปปินส์, นิวซีแลนด์, อิตาลี ฯลฯ รวมถึงประเทศไทยที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีบ่อน้ำร้อนใต้ผิวดินในระดับที่ไม่ลึกมากนัก

น้ำฝนที่ตกลงมาในบริเวณที่มีรอยแตกของเปลือกโลกแล้วไหลซึมซับลงสู่ชั้นหินลาวาเบื้องล่างที่ถ่ายเทความ ร้อนจนน้ำมีอุณหภูมิสูงและมีแรงดันมากพอที่จะพวยพุ่งขึ้นสู่ผิวโลกกลายเป็นบ่อน้ำพุร้อนตามธรรมชาติ แต่ในบางบริเวณที่สำรวจพบแหล่งน้ำร้อนใต้ดินโดยที่ไม่มี บ่อน้ำพุร้อนอาจต้องขุดเจาะลงไปเพื่อนำพลังงานใต้พิภพมาใช้ประโยชน์

ด้วยเหตุนี้ในปี 1974 กระทรวงเศรษฐกิจ, การค้าและอุตสาหกรรมได้ริเริ่ม Green Energy Project สำรวจพื้นที่ในบริเวณใกล้แนวภูเขาไฟหลายแห่งเพื่อพัฒนาขุดเจาะนำพลังงานความร้อนที่มีอยู่มหาศาลใต้ประเทศญี่ปุ่นขึ้นมาผลิตกระแสไฟฟ้า, ใช้ในการเกษตร, ใช้ละลายหิมะในฤดูหนาว เป็นต้น

โดยทั่วไปโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพอาศัยน้ำร้อนที่มีความดันสูงจากใต้ธรณีโดยตรงหรืออาจใช้แรงดันไอน้ำมาขับเคลื่อนกังหันของเครื่องผลิต กระแสไฟฟ้า ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพ 17 แห่งกระจายทั่วประเทศตั้งแต่เกาะฮอกไกโด จนถึงเกาะคิวชูทางตอนใต้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกันได้มากกว่า 5 แสนกิโลวัตต์ต่อปี

แม้ว่าจะพบบ่อออนเซนอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งใน ประเทศญี่ปุ่น แต่ใช่ว่าจะสามารถนำพลังงานใต้พิภพ ขึ้นมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้เหมือนกันทุกที่ เนื่องเพราะ องค์ประกอบใต้ดินของแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน ดังนั้นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพแต่ละแห่งจึงมีความจำเพาะตัวสูงและไม่สามารถใช้แบบโครงสร้างเดียวกันได้ส่งผลให้ต้นทุนการก่อสร้างสูงขึ้นโดยปริยาย

ข้อจำกัดของการขุดเจาะใต้ดินบางแห่งโดยไม่ระมัดระวังอาจกลายเป็นสาเหตุของแผ่นดินไหวหรือรบกวนสมดุลของโครงสร้างทางธรณีในบริเวณโดย รอบซึ่งอาจส่งผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ต่อชุมชนได้

เนื่องจากมักจะมีส่วนประกอบของสารเคมีจากใต้ดินที่ละลายปะปนมากับน้ำร้อนจึงจำต้องใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทนความเป็นกรด-ด่างซึ่งก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนการสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพสูงขึ้นได้เช่นกัน

แม้ว่าการผลิตไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพในญี่ปุ่นยังมีสัดส่วนไม่มากนักเมื่อเทียบกับแหล่งพลังงานอื่น แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการขุดเจาะของญี่ปุ่นพร้อมทั้งการผลักดันสู่นโยบายระดับชาตินั้นย่อมกระตุ้นให้เพิ่มการใช้พลังงานใต้พิภพที่ไม่มีวันหมดและไม่ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งน่าจะเป็นอีกทางเลือกที่มีศักยภาพสูงเพื่อนำมาใช้ทดแทนพลังงานนิวเคลียร์ได้อย่างถาวร   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us