Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์3 กุมภาพันธ์ 2555
12 ข้อเท็จจริง พลังโลกโซเชียล ตอกย้ำอิทธิพล “ผู้บริโภค-แบรนด์”เท่ากัน             
 


   
search resources

Advertising and Public Relations
แมคแคน เวิลด์กรุ๊ป(ประเทศไทย), บจก.




แมคเคน เวิลด์กรุ๊ป บริษัทโฆษณาระดับโลก เผยผลสำรวจล่าสุดเรื่อง “ข้อเท็จจริง 12 ประการเกี่ยวกับโลกโซเชียล”ตอกย้ำพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่นิยมใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กพีอาร์ตัวเอง มีความเป็นแบรนด์ส่วนตัวมากขึ้น ค่านิยมตามกระแสสังคมเป็นพลังการตลาดที่สำคัญ แนะแบรนด์สินค้าควรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตส่วนตัวของผู้บริโภค

เมื่อเร็วๆนี้ในงานอินเตอร์เนชั่นแนล คอนซูเมอร์ อิเล็คโทรนิคส์ โชว์ ลาส เวกัส รัฐเนวาด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดโดยแมคเคน เวิลด์กรุ๊ป ซึ่งได้รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาวิจัยใน 19 ประเทศ โดยใช้ข้อมูลในการศึกษามาจากกลุ่มสนทนากว่า 30 กลุ่ม และกว่า 12, 000 จากผลการศึกษาออนไลน์ โดยข้อเท็จจริงทั้ง 12 ประการนี้ คือข้อมูลสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าโลกโซเชียลในปัจจุบัน มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคและแบรนด์เท่าๆ กัน

ข้อแรก-นิยามของคำว่า “ส่วนบุคคล” และ “สาธารณะ” ถูกเปลี่ยนแปลงไป

ความนิยมของโซเชียล เน็ตเวิร์คที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและนิยามสำหรับคำว่า ‘ส่วนบุคคล’ และ ‘สาธารณะ’ โดย 75 เปอร์เซ็นต์ของผลสำรวจทั่วโลกเห็นตรงกันว่า ในปัจจุบัน ผู้คนเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวบนโลกออนไลน์มากจนเกินไป และมีแนวโน้มที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในมากรูปแบบและมากปริมาณ เนื่องมาจากเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นตัวผลักดันทางความคิด

ข้อสอง- การสอดแนมเรื่องของผู้อื่น ไม่ใช่เรื่องน่าขายหน้าอีกต่อไป

การถือกำเนิดขึ้นของ เฟสบุ๊ค โฟร์สแควร์ ทวิตเตอร์ และโซเชียล มีเดียอื่นๆ ทำให้กำแพงกั้นความเป็นส่วนตัวลดลง โดยผลสำรวจของ แมคแคน พบว่า 1 ใน 3 คน มีวิธีค้นคว้าข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่นที่แทบจะเป็นคนแปลกหน้าผ่านกูเกิ้ล ในขณะที่ 1 ใน 4 คนอ่านข้อความต่างๆ ของเพื่อนหรือแฟน

ข้อสาม-คนในยุคปัจจุบันใช้เวลาในเฝ้าสังเกตข้อมูลเกี่ยวกับ “แบรนด์ส่วนตัว” มากขึ้น

ผู้บริโภคทั่วโลกยอมรับว่า ได้สร้างบุคลิกหลายรูปแบบขึ้นบนโลกออนไลน์ โดยจะปรุงแต่งข้อความที่พวกเขาจะส่งขึ้นไปยังโลกออนไลน์ ให้เหมาะสมระหว่างข้อความสำหรับครอบครัวและเจ้านาย และข้อความที่ต้องการสร้างความประทับใจกับเพื่อนหรือคนรู้จักที่อยู่บนโลกออนไลน์ ตัวอย่างของพฤติกรรมนี้ ปรากฎให้เห็นชัดเจนในประเทศอินเดีย โดย 35 เปอร์เซ็นต์ของชาวอินเดีย มีการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับตนเองที่ตนสร้างขึ้นบนโลกออนไลน์ผ่านกูเกิ้ล เดือนละมากกว่า 1 ครั้ง ขณะที่ทั่วโลกมีอัตราอยู่ที่ 17 เปอร์เซ็นต์

ข้อสี่- ผู้บริโภคมีวงจรเพื่อนฝูงที่ใหญ่และซับซ้อนกว่าเดิม

ความหมายของคำว่า ‘เพื่อน’ สำหรับคนรุ่นใหม่ได้ถูกเปลี่ยนไปแล้ว คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะสร้างวงจรเพื่อนฝูงที่ใหญ่และมีความหลากหลายมากขึ้น กล่าวคือ คนรุ่นใหม่ชอบที่จะมีเพื่อนหลากหลายกลุ่มแต่ก็เชื่อมโยงกันในวงสังคม ค่านิยมของการมีเครือข่ายเพื่อนกลุ่มใหญ่ ได้เข้ามาแทนที่ความต้องการที่จะมีเพื่อนสนิทเป็นกลุ่มเล็กเพียงไม่กี่คน แมคแคนยังสำรวจพบว่า 47 เปอร์เซ็นต์ของคนรุ่นใหม่ทั่วโลกต้องการเป็นที่จดจำในฐานะบุคคลที่มีเครือข่ายเพื่อนฝูงมาก ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ

ข้อห้า- แม้วงจรเพื่อนจะซับซ้อนบนโลกออนไลน์ แต่ผู้บริโภคยังคงสามารถแยกแยะได้ว่า ใครคือมิตรแท้ 

 โลกออนไลน์ทำให้เกิดเพื่อนปลอมขึ้นมามากมาย ซึ่งในประเทศสิงคโปร์มีคำศัพท์เฉพาะสำหรับเพื่อนกลุ่มนี้ว่า “เพื่อนใช้แล้วทิ้ง” ในขณะที่ชาวออสเตรเลียเรียกว่า “เพื่อนตามหน้าที่” อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจได้แสดงให้เห็นถึงความชัดเจนว่าคุณสมบัติข้อใดแสดงความเป็นเพื่อนแท้ คนรุ่นใหม่ 42 เปอร์เซ็นต์ใช้คำว่า “จริงใจ” ในการนิยามคำว่าเพื่อนแท้ ซึ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าคำว่า “แท้” ซึ่งได้รับการเลือกเป็นลำดับที่สองที่ 22 เปอร์เซ็นต์ กว่าเกือบสองเท่า

ข้อหก-ความต้องการในการประชาสัมพันธ์ตนเองยังคงเกิดขึ้นเสมอ

เนื่องจากผู้คนในโลกออนไลน์หันมาให้ความสำคัญกับการจัดการ “แบรนด์ส่วนตัว” ของตนเองบนโลกออนไลน์มากขึ้น ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องสร้างบทสนทนาเกี่ยวกับตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งบางครั้งบทสนทนาเหล่านี้ก็เป็นเหมือนการเขียนแนวกระแสสำนึก วัยรุ่นชาวอินเดียคนหนึ่งบอกว่า “ไม่ว่าฉันจะทำอะไรอยู่ มันจะไม่มีความหมายเลยถ้าไม่มีใครพูดถึงมัน” ผู้บริโภคจากทวีปอเมริกาใต้เองก็กำลังคลั่งไคล้กับเทคโนโลยี และเริ่มที่จะแชร์เรื่องราวในชีวิตของพวกเขามากขึ้น ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ของชาวชิลี และ 77 เปอร์เซ็นต์ ของชาวอินเดียมีความเห็นตรงกันว่าพวกเขาชอบแชร์ความนึกคิดและความคิดเห็นของตนเองกับเพื่อนออนไลน์ ขณะที่มีชาวสหราชอาณาจักร 46 เปอร์เซ็นต์ และชาวญี่ปุ่น 31 เปอร์เซ็นต์ ที่คิดเช่นนั้น

ข้อเจ็ด- ผู้คนในโลกโซเชียลทุกคนมีกลุ่มผู้ติดตามอยู่ไม่มากก็น้อย

บทบาทของแบรนด์สินค้า คือการสร้างสรรค์ประสบการณ์สุดพิเศษให้กับผู้บริโภค เพื่อที่ผู้บริโภคจะได้เผยแพร่หรือโพสต์เรื่องราวประสบการณ์เหล่านี้บนโลกออนไลน์ แบรนด์สินค้าสามารถชนะได้ด้วยการสร้างวิธีทำให้ผู้บริโภคดูดีและสนุกสนานในหมู่เพื่อนและผู้ติดตามบนโลกออนไลน์ได้ 

ข้อแปด- อีกไม่นาน ผู้คนจะสนใจแต่เรื่องราวของตัวเองบนโลกออนไลน์

นับตั้งแต่มีการเปิดตัวของเฟสบุ๊ค ไทม์ไลน์ ผู้คนต่างก็ให้มีความสนใจในเรื่องของตนเองบนโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น วัยรุ่นชาวอังกฤษคนหนึ่งกล่าวว่า “เราจะกลายเป็นผู้ปกครองที่ดีกว่าพ่อแม่ของพวกเรา เพราะเมื่อเราโต เราก็ยังจะจำได้ว่า ตอนที่เป็นวัยรุ่นมันเป็นอย่างไร”

ข้อเก้า- แบรนด์สินค้าควรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตส่วนตัวของผู้บริโภค

แบรนด์สินค้า ได้สร้างเหตุการณ์และประสบการณ์ต่างๆ ให้กับผู้บริโภค โดยที่ผู้บริโภคก็มีวงจรชีวิตในแต่ละขั้นตอน มีจุดเริ่มต้นจนถึงจุดจบ เริ่มตั้งแต่ความคาดหวัง ประสบการณ์ ควันหลง และความทรงจำเกี่ยวกับแบรนด์สินค้า ซึ่งในแต่ละขั้นตอนจะสะท้อนและถ่ายทอดผ่านโซเชียล มีเดีย

ข้อสิบ- ค่านิยมในการทำตามกระแสสังคมเป็นพลังทางการตลาดที่สำคัญมาก

ค่านิยมในการทำตามกระแสสังคมคือสัญชาตญาณของมนุษย์ในการทำสิ่งที่คนอื่นๆ นิยมทำ ผู้คนทั่วโลกราว 90 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงอายุ 16-30 ปี เห็นตรงกันว่า “หากบริษัทฯ หรือแบรนด์ทำให้ฉันประทับใจได้ในทางใดทางหนึ่ง ฉันก็ใช้ความพยายามในการป่าวประกาศให้เพื่อนรู้” และเนื่องจากกลยุทธ์แบบปากต่อปากและการเขียนรีวิวออนไลน์ยังคงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลและความน่าเชื่อถืออย่างสูงในกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภค มันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่แบรนด์ต่างๆ จะพยายามสร้างชุมชนที่ชื่นชมในแบรนด์และพร้อมที่จะปกป้อง

ข้อสิบเอ็ด- หากว่าแบรนด์จะสร้างปากเสียงให้กับตัวเอง ก็ควรจะหาคนที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ

เมื่อทำการสำรวจกับผู้บริโภคทั่วโลก เราก็ได้พบว่าเราสามารถแบ่งผู้บริโภคออกได้เป็นห้ากลุ่มตามทัศนคติของพวกเขาที่มีต่อความเป็นส่วนตัวและการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์และธุรกิจต่างๆ กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดเรียกว่า “กลุ่มฉลาดช็อป” ที่เข้าใจถึงความสมดุลย์ด้านการแชร์ข้อมูลข่าวสาร คนกลุ่มนี้มีอยู่ราว 37 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั่วโลก (และราวๆ 37 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรชาวสหรัฐ) ยินดีที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับแบรนด์และธุรกิจต่างๆ แต่ก็อยากได้บางอย่างเป็นสิ่งตอบแทนบ้าง

ข้อสิบสอง- เวลาที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ลูกค้าก็อยากได้สิ่งที่มีค่ากลับมา

ผู้บริโภคทั่วโลกราว 86 เปอร์เซ็นต์ เข้าใจตรงกันว่า มีผลประโยชน์มากมายสำหรับการเข้าไปมีส่วนร่วมกับแบรนด์ด้วยการให้ข้อมูลต่างๆ กับแบรนด์นั้น คนส่วนใหญ่ หรือประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์ เผยว่าผลประโยชน์อย่างหนึ่งที่พวกเขาได้รับจากการแชร์ข้อมูลและการเข้าไปมีส่วนร่วมของแบรนด์ นั่นก็คือการได้ซื้อสินค้าในราคาพิเศษหรือราคาโปรโมชั่น (ซึ่งเป็นความนึกคิดที่คล้ายกับ”กลุ่มฉลาดช็อป”) และผู้บริโภคราว 49 เปอร์เซ็นต์ พบว่าคงเป็นการดีที่แบรนด์จะสามารถเสนอสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของพวกเขาแต่ละคนได้

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us