|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |

เกิดอะไรขึ้นกับประเทศสหรัฐอเมริกา ในทุกวันนี้... ประธานาธิบดีบารัค โอบามา นักเศรษฐศาสตร์ นักการเมือง นักวิชาการ นักธุรกิจ...ใครอธิบายได้บ้าง
- เศรษฐกิจตกต่ำใกล้ล่มสลาย ตลาดหลักทรัพย์และสถานะการเงินการคลัง ของประเทศทรุดต่ำ ค่าเงินดอลลาร์ตก
- สภาพสังคมเสื่อมโทรม คุณธรรม จริยธรรมหดหาย
- พายุเฮอริเคน พายุทอร์นาโด พัดถล่มรุนแรงเป็นวงกว้าง
- ไฟป่า คลื่นความร้อน
- น้ำท่วม แผ่นดินไหว
- ภัยก่อการร้าย
- น้ำมันรั่วไหลเกิดมลพิษเป็นวงกว้าง
ทั้งหลายทั้งปวงนี้เป็นผลพวงมาจากอะไร...
นโยบายการบริหารประเทศที่ผิดพลาด ระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นเสรีนิยมมากเกินไป การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของประชากร ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยน แปลงภูมิอากาศโลก หรือสนามแม่เหล็กโลก เบี่ยงเบน และ Sun spots ในดวงอาทิตย์
ไม่มีใครตอบได้แจ้งชัด ถ้ามองอย่าง รวมๆ ในมุมมองคนธรรมดาจะเห็นว่า น่าจะมีสาเหตุมาจากปัจจัยปัญหาที่ผสมปนเป กันหลายด้าน โดยเกิดขึ้นพร้อมๆ กันใน ระยะเวลาที่เป็นคราวเคราะห์ของประเทศ
ปัจจัยที่เห็นชัดๆ อย่างหนึ่งคือโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
ปัญหานี้ยังเป็นปัญหาโลกแตกที่ยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นรูปธรรม มีแต่ไอเดียและข้อตกลงในกระดาษ เพราะแต่ละประเทศก็ห่วงใยในเศรษฐกิจของตนเอง ยังมุ่งเน้นการแข่งขันทางเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรืองของตนเอง สหรัฐฯ เองนั่นแหละ โดยการนำของอดีตประธานาธิบดีบุช เป็น ตัวการที่เห็นความสำคัญของการสู้รบมากกว่าสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ ส่วนใหญ่ทั่วโลกก็ยังโลภมาก นำโลก ไปสู่ความยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ
อย่างไรก็ตาม ในความยุ่งเหยิงก็ยัง มีรูปแบบของความเป็นระเบียบอยู่ในตัวของ มันเอง... ตามหลักของ Chaos Theory จึงมีความหวังว่าน่าจะมีหนทางแก้ปัญหาอยู่บ้าง
สหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลบุชเคยปฏิเสธ ความร่วมมือกับประชาคมโลก ใน Kyoto Protocol เพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ก่อก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก โดยอ้างว่าจะกระทบกระเทือนเศรษฐกิจ และแล้วกรรมก็ตามสนองในอีกไม่กี่ปีต่อมา ระบบเศรษฐกิจและการเงินของสหรัฐฯ ก็ล่มอยู่ดี อย่างที่เราเห็นๆ พายุเฮอริเคน ทอร์นาโด ก็ถาโถมเข้าใส่สหรัฐฯ ระลอกแล้วระลอกเล่า เท่านั้นยังไม่พอ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบกระแสน้ำอุ่นใหม่ปรากฏตัวขึ้นในมหาสมุทร แอตแลนติก ซึ่งคาดการณ์ว่าในอนาคตพายุ ที่ก่อตัวขึ้นในแอตแลนติกจะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามอุณหภูมิของกระแสน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้น ในขณะที่คลื่นความร้อน ก็จะแผ่ขยายและเพิ่มความเสี่ยงของไฟป่าเผาผลาญมากขึ้น
ข้อมูลจากดาวเทียมโดย National Oceanic and Atmospheric Administration ชี้ให้เห็นว่า ในปีนี้ ความร้อนใต้พื้นผิวดินระอุไปทั่วทั้งภาคใต้และภาคตะวันตกเฉียง ใต้ของสหรัฐฯ ครอบคลุมรัฐเทกซัส, แอริโซนา, นิวเม็กซิโก, โอคลาโฮมา, โคโร ลาโด, และเคนซัส มีไฟป่าทั้งเล็กและใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่รวม 7 ล้านเอเคอร์
เป็นสถิติที่สูงกว่าที่เคยเป็นมาก่อนมาก ก่อนที่จะเกิดไฟป่านี้ พื้นที่เหล่านี้ก็ประสบปัญหาแห้งแล้งจัด พื้นดินแห้งแตกระแหง การเกษตรได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง แต่ด้วยสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีพื้นที่ กว้างมาก ในพื้นที่ทางใต้และตะวันตกเฉียง ใต้ก็มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมจึงไม่สูงนัก
ในด้านเกษตรกรรม พื้นที่ตั้งแต่ Mid West ตลอดไปจนถึงภาคใต้และตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ เป็นแหล่งปลูก ข้าวสาลี ข้าวโพด ย่อมได้รับผลกระทบอย่างสำคัญต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นและความแห้งแล้ง ตลอดจนความชื้นและแหล่งน้ำใต้ดินที่ลดลง ผลผลิตก็ย่อมจะลดลงตามไปด้วย ส่วนภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้เป็นแหล่งปลูกผลไม้เมืองหนาว เช่น บลูเบอรี่ พีช แอปเปิล ส่วนทางใต้บริเวณรัฐฟลอริดาเป็นแหล่งปลูกส้มที่มีชื่อเสียง แน่นอน! ผลไม้พวกนี้จะได้รับผลกระทบจากภูมิอากาศที่ร้อนขึ้น คุณภาพและผลผลิตลดลง
ในขณะเดียวกันทางด้านชายทะเลฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ก็ถูกคุกคามด้วยภัยพิบัติอันใหญ่หลวง คือแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะก่อตัวขึ้นในฟากมหาสมุทรแปซิฟิก เพราะเป็นรอยเลื่อนอยู่บนวงแหวน Ring of Fires เชื่อมโยงกับฮาวายและญี่ปุ่น ที่กำลังคุกรุ่น อยู่อย่างน่ากลัว แผ่นดินไหวขนาดสูงสุดและสึนามิที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ที่ญี่ปุ่น ก็มีต้นตอมาจากรอยเลื่อน อันเดียวกันนี้ และทุกวันนี้ก็ยังมีการขยับตัว อยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุใหญ่ขึ้นอีกเมื่อไร นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มออกมาแสดงความ คิดเห็นว่า สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดอุบัติการณ์แผ่นดินไหว ภูเขาไฟคุกรุ่นขึ้นทั่วโลก อย่างต่อเนื่องนั้น คือสนามแม่เหล็กโลก ปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่คาบของการเบี่ยง เบนสนามแม่เหล็กโลก จากอิทธิพลของ Sun spots และ solar wind ในดวงอาทิตย์
ย้อนมาดูเมืองไทย
แม้จะเกิดน้ำท่วมเกือบทั่วประเทศ แต่เมืองไทยก็ยังไม่มีแผนปฏิบัติเป็นรูปธรรม สำหรับการปรับตัวรับภูมิอากาศเปลี่ยน แปลง หลังจากน้ำท่วมก็มักจะตามมาด้วยความแห้งแล้ง เป็นอะไรที่สุดๆ กลับขั้วไปๆ มาๆ ทั้งปี ประชาชนไม่มีเวลาอยู่เป็น สุขเอาเสียเลย รัฐบาลก็วิ่งเต้นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเป็นคราวๆ ไป โดยไม่อนาทรร้อนใจที่จะตั้งงบประมาณขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวเพื่อการณ์นี้ มัวแต่หลงมัวเมากับการรักษาฐานอำนาจของตน ด้วยนโยบายประชานิยม ลดราคาน้ำมัน ลดภาษีรถยนต์ ถมชายฝั่งทะเล ทำลายป่าชายเลนเพื่อพัฒนาความฟุ่มเฟือย เหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะเพิ่มดีกรีของโลกร้อนมากขึ้นๆ
ศักยภาพและหนทางออกของสหรัฐฯ
หันกลับมาดูศักยภาพของสหรัฐฯ เราจำเป็นต้องสนใจสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ด้วยบทบาทและอิทธิพลของสหรัฐฯ ที่ยังแผ่ปกคลุมประเทศไทยและอาเซียนอยู่ ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง
ดูเหมือนว่าตอนนี้มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ กำลังตกต่ำลง เทียบกับประเทศจีน อินเดีย และรัสเซีย ที่กำลังพุ่งขึ้นอย่างแรง แต่ถ้าจะวิเคราะห์กันจริงๆ แล้ว พื้นฐานหลายๆ อย่างของสหรัฐฯ ก็ยังคงแข็งแกร่ง อยู่ สหรัฐฯ มีกระบวนการเก็บข้อมูลในทุก ด้านทั้งภาคพื้นดิน พื้นน้ำ และดาวเทียม มีการศึกษาค้นคว้าวิจัย มีนวัตกรรม เทคโนโลยี และการสื่อสารข้อมูลที่ก้าวหน้า ยากที่จะหาประเทศใดเทียบเคียงได้
นอกจากนั้น ประเทศสหรัฐฯ มีพื้นที่กว้าง มีแหล่งน้ำมันของตนเอง ทั้งใน รัฐอลาสกาและในอ่าวเม็กซิโก ความที่สหรัฐฯ มีบุคลากรที่มีความรู้หลากหลายสาขาวิทยาการ มีสถาบันการศึกษาที่ก้าว หน้า ทำให้เป็นแหล่งทรัพยากรขุมใหญ่ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ในด้านการเมือง ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะดำเนินทิศทางผิดพลาดไปบ้าง แต่ก็ยังมีการตรวจสอบและการถ่วงสมดุลที่ทรงประสิทธิภาพ
เมื่อประมวลดูปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ ก็ยังเห็นว่า สหรัฐฯ ยังคงมีศักยภาพสูงที่จะฟื้นฟูแก้ไขสภาวะตกต่ำในปัจจุบัน และ ลุกขึ้นมาผงาดเป็นพญาอินทรีสยายปีกได้อีกในอนาคต
ในเรื่องโลกร้อน ถึงแม้ว่าขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่ได้มุ่งมั่นเอาจริงเอาจังเท่าที่ควร แต่สถาบันและองค์กรต่างๆ รวมถึงประชาชน ก็มีความตระหนักและตื่นตัวเป็นอย่างมาก เมื่อเร็วๆ นี้อดีตรองประธานาธิบดีอัลกอร์ ซึ่งเป็นผู้ได้รับรางวัล โนเบลสันติภาพก็ลุกขึ้นมาอีกครั้ง อุทิศแรงกายแรงเงินเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เร่งระดมพละกำลังทั้งในประเทศและทั่วโลก ต่อต้านพฤติกรรมก่อภาวะโลกร้อน (มุ่งเป้าไปยังบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่กำลังเร่งหาแหล่งขุดเจาะน้ำมันใหม่ๆ อยู่ทั่วโลก รวมทั้งอ่าวไทยของเราและเขมร)
ส่วนเมืองไทยนี่สิ ทุกวันนี้รัฐบาลยังชอบพูดจาหลอกประชาชนอยู่เสมอว่าเราอยู่ดีมีสุข ทั้งที่ในวงการเมืองภายในฟอนเฟะ เป็นหนอนบ่อนไส้ บ่อนทำลายประเทศและเห็นความเสื่อมอยู่รำไร เราจำเป็นต้องเร่งสร้างความตระหนักในหายนภัยที่อาจจะมาถึงโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ควรยึดหลักเศรษฐกิจและความเป็นอยู่อย่างพอเพียงของในหลวงไว้เป็นหลัก
|
|
 |
|
|