ธุรกิจศูนย์อาหารที่พัฒนารูปแบบมาจากแผงลอยข้างถนนขึ้นไปอยู่ห้องติดแอร์
โดยมีโรงแรมแอมบาสเดอร์เป็นผู้กรุยทางเป็นแห่งแรก และจากการที่คนกรุงเทพฯ
เห่อของใหม่เข้าไปกินกันที่ศูนย์อาหารเชลล์ชวนชิมเหมือนแจกฟรีนั้น ทำให้นักลงทุนทั้งหลายเฮโลกันมาเปิดศูนย์อาหารกันมาก จนเรียกได้ว่าน่าจะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
แต่ก็ยังมีนักลงทุนอีกหลายคนคิดเสี่ยงที่จะมาลงสนามแข่งอีก ก็เพราะว่าทำศูนย์อาหารกำไรดีกว่าเปิดห้างฯ
เสียอีก
ธุรกิจศูนย์อาหาร หรือ FOOD CENTER ที่เพิ่งเริ่มจะบูมกันเมื่อปีใกล้ ๆ
นี้ดูออกจะใหม่อยู่สักหน่อยสำหรับคนไทย ผู้สันทัดกรณีหลายคนบอกว่า FOOD CENTER
นี้นักธุรกิจไทยคงลอกแบบอย่างมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง ไต้หวัน
หรือสิงค์โปร์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีแผงลอยขายอาหารอยู่มากมาย จนรัฐบาลสิงคโปร์ของนายลีกวนยูต้องพยายามกำจัดแผงลอยเหล่านี้ให้หมดไปจากข้างถนน
โดยการเคลื่อนย้ายเอาแผงลอยเหล่านี้มาร่วมกันอยู่ในที่สะอาดเป็นระเบียบ
ก็เลยกลายเป็นศูนย์อาหารขนาดใหญ่ ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวไปด้วยในตัว
ความจริงแล้วแนวคิดของศูนย์อาหารสำหรับประเทศไทยนั้นมีมานานแล้วอย่างที่เรารู้จักกันในรูปของตลาดโต้รุ่ง
จะสังเกตได้ว่าตามแหล่งชุมชนต่าง ๆ ที่มีตลาดใหญ่ ๆ เช่น ประตูน้ำ สะพานควาย
ฯลฯ จะเป็นที่รวมของแผงลอยขายอาหารนานาชนิด ให้คนที่มาเดินจ่ายตลาดได้เลือกซื้อเลือกกินอย่างจุใจ
แต่ก็ยังติดอยู่ในลักษณะของตลาดสดคือไม่เป็นระเบียบและขาดความสะอาดอยู่มาก
ศูนย์อาหารเพิ่งจะมาเป็นรูปร่างที่เรียกได้ว่าเป็นแบบมาตรฐานกันจริง ๆ
เมื่อปลายปี 2526 นี้เอง โดยแห่งแรกที่เปิดก็คือ แอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ ฟู้ดเซ็นเตอร์
ตั้งอยู่บริเวณอาคารด้านหน้าของโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ มีขนาดพื้นที่ 1,000
ตารางเมตร มีอาหารให้เลือกถึง 500 ชนิด ตั้งแต่ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง จนถึงอาหารแพง
ๆ ระดับ "เหลา" ราคาก็เริ่มตั้งแต่ 15 บาทขึ้นไปจนถึงจานละหลาย
ๆ สิบบาท ให้เลือกบริโภคกันได้ตามรสนิยมและกำลังซื้อ
น่าจะเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการโรงแรมเลยก็ว่าได้ เพราะปกติโรงแรมจะขายอาหารอยู่ในระดับราคาที่ค่อนข้างแพง
แต่โรงแรแอมบาสซาเดอร์กลับตั้งศูนย์อาหารขึ้นมาแล้วขายอาหารในราคา 15 บาทเท่านั้น
ผู้บริหารท่านหนึ่งของโรงแรมอธิบายเหตุผลให้ "ผู้จัดการ"
ทราบว่า "ที่เราขายในราคาที่ค่อนข้างต่ำเพราะต้องการให้คนเข้าโรงแรมมากขึ้น
เพื่อให้คนรู้จักโรงแรมมากขึ้น เมื่อคนคุ้นเคยกับโรงแรมเรามากขึ้นก็เกิดความรู้สึกว่าโรงแรมของเราไม่น่ากลัวเหมือนที่คิด
เพราะบางคนอาจคิดว่าราคาของการบริการของโรงแรมจะต้องแพง แต่เมื่อเขารู้ความจริงว่าไม่แพงแล้วเขาก็จะมาใช้บริการต่าง
ๆ ของเรา เช่น จัดงานเลี้ยงในโอกาสต่าง ๆ มากขึ้น"
สรุปแล้วก็คือกลยุทธ์ทางการตลาดที่ทำให้คนไทยทั่วไปมองภาพลักษณ์ของโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ว่าเป็นโรงแรมที่ยินดีต้อนรับคนไทยด้วยเหมือนกันนั่นเอง
และเนื่องจากโรงแรมแอมบาสซาเดอร์เน้นจุดขายด้านอาหารเป็นหลัก เพื่อให้บริการกับแขกต่างประเทศที่มาพักสำคัญพอ ๆ กับบริการด้านห้องพัก ดังนั้นการตั้งศูนย์อาหารในครั้งนี้โรงแรมจึงตัดสินใจดำเนินการเองทั้งหมด
"เราไม่ได้ให้ใครเช่าทำ ลักษณะนี้เราจะสามารควบคุมเองได้ทั้งหมด
เพราะมีผู้ดูแลระบบการสั่งซื้ออาหารที่ผ่านฝ่ายจัดซื้อของโรงแรม ในเรื่องความสะอาดเราก็ควบคุมได้ทั่วถึง
วัตถุดิบที่ใช้ในการทำอาหารเราก็สั่งของดีระดับโรงแรมมาใช้" ผู้บริหารของโรงแรมท่านหนึ่งเปิดเผยเรื่องระบบการจัดการของศูนย์อาหารให้ฟัง
ในระยะเริ่มแรกของแอมบาสเดอร์ ซิตี้ ฟู้ดเซ็นเตอร์นั้น มีผู้คนมาอุดหนุนกันอย่างเนืองแน่น
ทั้งกลางวันซึ่งเป็นลูกค้าระดับคนทำงานย่านสุขุมวิท ส่วนตอนเย็นก็มีการใช้ระบบ
TAKE HOME เหมือนฟ้าสต์ฟู้ดทั่ว ๆ ไป ควบคู่อยู่ด้วย
"ลูกค้าที่มาใช้บริการเป็นคนไทยถึง 80% ส่วนอีก 20% เป็นแขกที่มาพักโรงแรมในตอนเย็น ๆ สมัยที่ยังไม่มีวันเวย์จะมีลูกค้าที่จะกลับบ้านขับรถแวะมาซื้ออาหารที่ฟู้ดเซ็นเตอร์ของเรากลับไปบ้านเป็นจำนวนมาก
ทำให้ลานจอดรถของโรงแรมจะแน่นในช่วงนั้น หรือมีลูกค้าบางคนมาซื้ออาหารในตอนเช้าเพื่อนำไปถวายพระก็มีมาก"
แหล่งข่าวผู้หนึ่งเล่าให้ฟัง
แอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ ฟู้ดเซ็นเตอร์ เฟื่องฟูมากในช่วงแรก ๆ ที่เปิด เมื่อเจอฤทธิ์เดชของวันเวย์เข้าเท่านั้นยอดขายตกลงทันที่
30% ผู้บริหารของโรงแรมได้กล่าวว่า
"เมื่อได้เปลี่ยนทางเดินรถเป็นวันเวย์ ทำให้โรงแรมมีรายได้ลดลงไปถึง
30% ในตอนแรกเพราะเขามากันไม่ถูก พอเขารู้ลู่ทางดีแล้วรายได้ก็กระเตื้องขึ้น
ผลที่เรากระทบจะมีมากกับลูกค้าที่อยู่เลยอโศกไป เดิมขากลับเขาจะเข้ามาซื้อ
แต่ลูกค้าพวกนี้หายไปหมดเลย เพราะไม่สะดวกกับเขาที่จะต้องอ้อมรถกลับไปทางเพชรบุรีตัดใหม่และตรงนั้นรถติดมากทำให้เสียเวลา"
แต่จากการที่แอมบาสซาเดอร์ประสบความสำเร็จขึ้นมาในช่วงแรกนั้น ก็เริ่มมีแห่งอื่นทยอยกันเปิดขึ้นเรื่อย
ๆ
ที่เห็นเป็นงานระดับช้างก็คือ มาบุญครองเซ็นเตอร์ ซึ่งเปิดตัวเองเป็นมหานครหินอ่อนแห่งแรกของเมืองไทย
โดยปักหลักอยู่สี่แยกปทุมวัน หันหน้าประชันกับสยามเซ็นเตอร์และสยามสแควร์เจ้าถิ่นเก่าอย่างไม่สะทกสะท้าน
มาบุญครองเซ็นเตอร์เน้นจุดขายแบบคอมเพล็กซ์ คือ ทำโรงแรม ห้างสรรพสินค้า
สวนสนุก ร้านค้า ศูนย์เฟอร์นิเจอร์ ศูนย์อาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ฯลฯ
ในครั้งแรกนั้นมาบุญครองตั้งใจจะเก็บพื้นที่ชั้น 6 เอาไว้ทำเป็นศูนย์อาหารนานาชาติเพื่อเอาไว้ดึงดูดคนให้มาขึ้นห้าง
โดยจะให้ร้านค้าข้างนอกมาเช่าพื้นที่ แต่ไม่ได้รับความสนใจจากร้านค้าเท่าที่ควร
มาบุญครองจึงต้องพลิกแผนใหม่ โดยจับมือกับ ม.ร.ว. ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ เจ้าของป้ายเชลล์ชวนชิม
มาเปิดศูนย์อาหารเชลล์ชวนชิมขึ้นแทน
ศูนย์อาหารเชลล์ชวนชิมนี้จะใช้ระบบผิดจากโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ คือ มาบุญครองจะไม่ทำอาหารเอง
แต่จะให้ศูนย์ฯ โดยหม่อมถนัดศรีเป็นผู้คัดเลือกร้านค้าที่ได้ป้ายเชลล์ชวนชิมมาเปิดที่ศูนย์
โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าหรือค่าเซ้ง แต่ศูนย์จะหัก 35% จากยอดขายของแต่ละร้าน
ซึ่งศูนย์จะให้บริการต่าง ๆ เช่น ออกค่าน้ำ ค่าไฟให้ จัดหาพนักงานบริการ
อุปกรณ์ ช้อนชาม รวมทั้งทำความสะอาดให้เสร็จสรรพ
เรียกว่าแต่ละร้านขายฝีมือกันโดยเฉพาะ
การเอาป้ายเชลล์ชวนชิมมาการันตีนั้น สร้างความฮือฮาในหมู่นักกินอยู่ไม่น้อย
ประกอบกับแผนการโฆษณาที่มาบุญครองทำเอาไว้ด้วยการปล่อยบัตรกินฟรีถึง 20,000
ใบ (เป็นเงิน 2 แสนบาท)
ดังนั้นในวันเปิดทดลองขายคือวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2528 จึงปรากฏว่ามีนักชิมมากันเนืองแน่นประมาณเกือบ
12,000 คน ทำให้อาหารไม่พอเอาทีเดียว และยังต้องเลื่อนเวลาปิดออกไปอีกอย่างไม่มีกำหนดเพราะมีคนมาใช้บริการอยู่ตลอดเวลา
เมื่อศูนย์ฯประสบความสำเร็จก็เริ่มขยายเนื้อที่ออกไปจาก 3,000 ที่นั่งเป็น
5,000 ที่นั่งพร้อมกับเปิดพื้นที่อีกฟากหนึ่งของศูนย์อาหารให้เป็นซูเปอร์เชลล์ชวนชิม
ซึ่งเน้นจุดขายที่เป็นอาหารที่ค่อนข้างแปลกและมีราคาสูงกว่าเดิมเล็กน้อย
นักการตลาดหลายคนยอมรับว่าแผนการดึงคนเข้าห้างของมาบุญครอง โดยใช้ศูนย์อาหารมาล่อนั้นเป็นแผนที่ดีมาก
ทำให้สยามเซ็นเตอร์เจ้าถิ่นเก่าซบเซาลงไปทันตาเห็น จนในที่สุดก็ต้องปรับกลยุทธ์ใหม่สร้างศูนย์อาหารประกบกับมาบุญครองบ้าง
โดยเน้นแนวแปลกใหม่เหมือนร้านอาหารในย่านฮาราจูกุของญี่ปุ่นเพื่อดึงเด็กวัยรุ่นกลับมาอีกครั้ง
หลังจากศูนย์อาหารเชลล์ชวนชิม "ซ่า" อยู่ไม่นาน ในเดือนมีนาคม
2528 เปิบพิสดารก็จับมือกับบริษัท สีลม ฟู้ดเซ็นเตอร์ เปิดศูนย์อาหารที่ชั้น
5 ของตึกสีลมเซ็นเตอร์ (ที่รู้จักในนามของโรบินสันสีลม) ตามขึ้นมาอีกแห่ง
แหล่งข่าวคนหนึ่งเล่าถึงเบื้องหลังการมาปรากฏตัวของเปิบพิศดารว่า "ความจริงคุณสันติหรือแม่ช้อยนางรำไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับศูนย์อาหารแห่งนี้
เพียงแต่รู้จักสนิทสนมกันกับหุ้นส่วนบางคนของศูนย์ฯ เท่านั้น ทางคุณสันติเลยรับช่วยเหลือระดมร้านที่ได้ป้ายเปิบพิศดารมาแล้วคัดเลือกร้านให้เสร็จ
ขณะนี้คุณสันติก็ไม่มีตำแหน่งอะไรในนี้ แต่ถ้าทางศูนย์มีปัญหาอะไรก็จะไปปรึกษาเขาได้"
ลลิดา จันทรประเสริฐ กรรมการท่านหนึ่งของศูนย์ฯ ก็ได้เปิดเผยถึงสาเหตุที่ต้องเปิดในเวลาไล่เลี่ยกับศูนย์อาหารเชลล์ชวนชิมว่า
"ตอนที่เราจะทำศูนย์อาหารนั้นไม่ทราบว่ามาบุญครองจะทำเหมือนกันความจริงก็ไม่ทราบและไม่คิดที่จะไปแข่งกันด้วย
เราตัดสินใจว่าจะทำแล้วถึงได้ข่าวว่ามาบุญครองจะใหญ่มาก แต่เราไม่ตกใจเพราะอยู่คนละทำเล"
ก็คงจะเป็นลักษณะต่างคนต่างอุบโครงการนี้ไว้จนใกล้เปิดแล้วจึงมาเผย ก็เลยกลายเป็นรายการ
"จ๊ะ" กันโดยบังเอิญนั่นแหละ
แล้วก็มาถึงกลุ่มของห้างฯ เซ็นทรัลบ้าง
เซ็นทรัลได้เปิด "เซ็นทรัล ฟู้ดเซ็นเตอร์" ที่ชั้น 3 ของเซ็นทรัลพลาซ่าเมื่อเดือนกันยายน
2528 หลังจากทดลองทำ "FOOD PARK" เล็ก ๆ มาก่อนหน้านี้แล้วเกือบ
2 ปีเต็ม แหล่งข่าวภายในเซ็นทรัลเปิดเผยถึงสาเหตุที่ทำศูนย์อาหารว่า
"แต่เดิมเซ็นทรัลพลาซ่าก็มีฟู้ดปาร์คอยู่แล้ว ซึ่งเปิดมาได้ประมาณ
2 ปีมาแล้ว ขายอาหารแบบฟู้ดเซ็นเตอร์เหมือนกัน แต่เนื้อที่น้อยไม่พอที่จะบริการแก่ลูกค้าจำนวนมากที่เดินในห้างได้
จึงปรับปรุงพื้นที่ด้านในของชั้นนี้เป็นฟู้ดเซ็นเตอร์ขึ้นอีก"
และด้วยพื้นที่ 1,200 ที่นั่ง มี 25 ร้านค้าที่ขายอาหารไม่ซ้ำชนิดกัน ทำให้ศูนย์อาหารแห่งนี้ให้บริการแก่ลูกค้าที่มาเดินห้างในลักษณะ
ONE-STOP SHOPPING ได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ซึ่งผลพลอยได้ก็คือกวาดต้อนพนักงานของบริษัทที่มีทำเลใกล้เคียงกับห้าง
เช่น การปิโตรเลียม การบินไทย อีซูซุ เป็นต้น ให้มาใช้บริการในตอนกลางวันกันอย่างได้ผลอีกด้วย
ศูย์การค้าเมโทร ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งที่หันมาจับแนวด้านการขายอาหารด้วยการทุ่มทุนหลายสิบล้าน
เนรมิตพื้นที่ 6 ไร่ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าติดถนนเพชรบุรีตัดใหม่ให้เป็นอุทยานอาหารเมโทร
ซึ่งประกอบด้วยคอฟฟี่ชอป ศูนย์อาหาร เบียร์การ์เด้น ภัตตาคาร ฯลฯ เรียกได้ว่าเอาใจนักกินทุกระดับ
ทุกเพศ ทุกวัย และทุกรสนิยมทีเดียว
และแม้ว่าการเปิดตัวของอุทยานอาหารเมโทรเกือบจะเป็นน้องใหม่ของวงการศูนย์อาหาร
(เปิดธันวาคม 2528) แต่แหล่งข่าวภายในก็เปิดเผยกับ "ผู้จัดการ"
ว่าไม่ได้ตามแบบใคร โดยกล่าวว่า "ระดับเจ้าของที่นี่เขามีความคิดที่จะทำมาตั้งนานแล้ว
ความจริงเราลงมือสร้างก่อนที่อื่นและเสร็จตั้งแต่ปี 27 แต่โครงการของเราใหญ่มากเราจึงต้องรอบคอบ
เมื่อสร้างเสร็จเรามาช้าตรงที่ตกแต่ง ต้องเรียกว่าเป็นโครงการของคนรวยจริง ๆ เพราะไม่รีบเร่ง แต่ต้องการความสวยงาม
จริงเท็จอย่างไรก็ไม่รู้ล่ะ
ศูนย์การค้าเมโทรได้วิเคราะห์ถึงทำเลที่ตั้งของอุทยานอาหารเมโทรแล้วว่าเหมาะสมที่จะทำธุรกิจด้านนี้
โดยแหล่งข่าวคนเดิมให้เหตุผลว่า
"เราคิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นศูนย์อาหารได้ดี เพราะตรงนี้เป็นวันเวย์ช่วงที่คนส่วนใหญ่จะต้องกลับบ้าน
จะอยู่สุขุมวิท อโศก พัฒนาการก็จะต้องผ่านที่นี่ ประกอบกับเมโทรเรามีซูเปอร์มาร์เกตดี
แม่บ้านจึงต้องแวะเข้ามาก่อนจะกลับบ้าน และอีกเหตุผลคือบริเวณแถวนี้มีสำนักงานมาก"
ในระยะที่เพิ่งเริ่มเปิดอุทยานอาหารใหม่นี้ แหล่งข่าวบอกว่าคงจะยังไม่สามารถสรุปผลได้ทันที
เพราะยังเป็นช่วงที่คนกำลังเห่อของใหม่อยู่จึงแวะเวียนมาชิมกันอยู่เรื่อย ๆ คงจะต้องคอยดูผลกันในระยะยาว
ก็คงจะต้องคอยดูกันไปว่ายุทธภูมิของอุทยานอาหารเมโทรจะสามารถครองความเป็นเจ้าถนนสายเพชรบุรีตัดใหม่ได้ไหม? ในระยะยาว
และที่เริ่มขยับขยายอีกแห่งหนึ่งก็คือ "กลุ่มเพรสซิเด้นท์" ที่มีโครงการจะปรับปรุงถนนเกษรให้เป็นเกษรคอมเพล็กซ์ ประกอบด้วยอพาร์ตเมนต์สำหรับนักธุรกิจและโครงการศูนย์อาหารเกษรมูลค่า
30-40 ล้านบาท โดยชั้นบนจัดเป็นภัตตาคาร ส่วนด้านล่างเป็นเกษรฟู้ดมอลล์ มีร้านอาหารประมาณ
12 ร้าน และชั้นลอยมีมุมขายเบียร์ มีโต๊ะรับลูกค้าได้ 600 ที่นั่ง
กลุ่มเพรสซิเด้นท์ (เจ้าของคือคุณหญิงสมศรี เจริญรัชตภาคย์ และเฉลิมพันธ์
ศรีวิกรม์) เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงเหตุผลในการสร้างศูนย์ฯ แห่งนี้ว่า
"ทางกลุ่มตัดสินใจที่จะลงทุนสร้างศูนย์อาหารจากปัจจุบันโรงแรมยังขาดอาหารญี่ปุ่นและอาหารจีนให้บริการแก่ลูกค้า
และนอกจากนี้กลุ่มเห็นว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนเร็วที่สุดในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้"
ดูจากทำเลที่ตั้งแล้ว เกษรฟู้ดมอลล์นอกจากจะหวังลูกค้าที่มาพักโรงแรมแล้วคงจะหวังกวาดพนักงานที่ตึกอัมรินทร์พลาซ่าและคนเดินย่านราชดำริอยู่ด้วย
จากยอดขายของศูนย์อาหารต่าง ๆ ที่เปิดกันขึ้นมานั้น มักจะมีข่าวออกมาอยู่เสมอว่าต้องขยายพื้นที่ออกไปอีกเพราะไม่พอกับจำนวนลูกค้านับหมื่นที่ใช้บริการในแต่ละวัน
ศูนย์การค้าต่าง ๆ ทั้งเก่าและใหม่จึงต้องการพื้นที่ส่วนหนึ่งเพื่อทำศูนย์อาหารเพื่อบริการความสะดวกแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการในห้างในลักษณะ
ONE-STOP SHOPPING เช่น เดอะมอลล์ เมอร์รี่คิงส์ วงเวียนใหญ่
ล่าสุดที่เปิดตัวเข้ามาในวงการศูนย์อาหารคือ "มาชิมฟู้ดเซ็นเตอร์"
ซึ่งวางจุดขายให้เป็นจุดนัดพบของความประหยัด ยึดทำเลอยู่ใต้สะพานทางด่วนด้านถนนสุขุมวิทแถว
ๆ ศูนย์การค้าบิ๊กเบลล์
การทำศูนย์อาหารทุกแห่งในขณะนี้จะใช้วิธีเดียวกันหมดคือ ศูนย์จะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องสถานที่
โต๊ะเก้าอี้ จานชาม ช้อน พนักงานดูแลความสะอาด ฯลฯ จะมีการคัดเลือกร้านอาหารให้เข้ามาขายได้ฟรีเพียงแต่ขนวัตถุดิบทำอาหารพร้อมเครื่องปรุงเข้ามาเท่านั้น
ไม่ต้องเสียค่าเช่าหรือค่าเซ้ง ส่วนรายได้ ศูนย์จะหักประมาณ 30-35% จากยอดขายของแต่ละร้านในแต่ละวัน
โดยแต่ละร้านจะต้องขายให้ได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 3,000 บาทขึ้นไป
จากการลงทุนทำศูนย์อาหารในแต่ละที่ซึ่งต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทนั้น
การหักเปอร์เซ็นต์จากร้านค้าในลักษณะนี้จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่?
เซียนการตลาดวิเคราะห์กันว่าการเปิดศูนย์อาหารที่ฮิตทำกันตอนนี้คงไม่ใช่แฟชั่นการลงทุนแบบสเกตซึ่งครั้งหนึ่งมีการทำกันมา
แต่ก็มีการลงทุนที่สั้นมากด้วยเช่นกัน เพราะดูแล้วการลงทุนในเรื่องศูนย์อาหารคงจะให้ผลคุ้มค่าและอยู่ได้นานกว่า เพราะอาหารเป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของคน
ถ้าเปรียบเทียบกับห้างสรรพสินค้าที่นำสินค้ามาขายในลักษณะฝากวางขาย โดยห้างกินเปอร์เซ็นต์เป็นหลัก
ซึ่งจะอยู่ในช่วงระหว่าง 15-30% แต่ถ้ามาเทียบกับศูนย์อาหารซึ่งใช้วิธีการหักเปอร์เซ็นต์เหมือนกับการขายสินค้าแต่เก็บถึง 30-35% ประกอบกับสินค้าอื่น ๆ จะมีการเคลื่อนไหวน้อยกว่าอาหารซึ่งต้องกินวันละ
3 มื้อทุกวัน การหักเปอร์เซ็นต์เช่นนี้จึงนับว่าทำรายได้ให้ห้างได้ดีกว่าการขายสินค้าอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ผู้ลงทุนศูนย์อาหารแห่งหนึ่งให้ทัศนะในเรื่องนี้ว่า "การที่เราตั้งเงื่อนไขนั้นเราต้องแฟร์ด้วย
การค้าไม่มีใครโง่กว่าใคร ถ้าร้านค้าเห็นว่าเราไม่แฟร์มันก็ไปกันไม่ได้ เราไม่มีทางไปเอาเปรียบพวกเขาได้
เพราะถ้าร้านค้าอยู่ไม่ได้เราก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน แต่ถ้าเขาเอามากจนเราอยู่ไม่ได้เขาก็อยู่ไม่ได้
เงื่อนไขนี้เป็นการพบกันครึ่งทางมากกว่า"
อย่างไรก็ตาม มาถึงตอนนี้ก็มีศูนย์อาหารขึ้นจนเกร่อทั่วกรุงเทพฯ แล้ว นักการตลาดหลายคนวิเคราะห์ว่าน่าจะถึงจุดอิ่มตัวได้แล้ว
แต่ถ้ายังจะมีนักธุรกิจท่านใดคิดอยากลงทุนกับเขาบ้างก็คงจะต้องคำนึงถึงเรื่องทำเลเป็นสำคัญ
เพราะถ้าได้ทำเลที่ไม่ดีแล้วจะไม่สามารถแข่งกับแห่งอื่น ๆ ได้เลย อีกประการหนึ่งจะมองข้ามในเรื่องทำเลไม่ได้ คือจะต้องยึดทะเลที่มีสิ่งดึงดูดคนให้มาเดินเที่ยวด้วย
เพราะปัจจุบันคนไทยถือว่าการกินอาหารนอกบ้านเป็นการพักผ่อนไปในตัว ดังนั้นทำเลที่ดีที่สุดในตอนนี้คงจะเป็นศูนย์การค้าที่เป็นแหล่งชุมชนใหญ่และมีสถานที่ให้เดินเที่ยวได้มาก
และจากการที่เปิดศูนย์อาหารกันมาก ๆ เช่นนี้จะมีข้อที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งในเวลานี้ คือป้ายของนักชิมทั้งหลายไม่สามารถนำมาใช้ดึงความสนใจของคนกินได้เหมือนในช่วงแรกเสียแล้ว
เพราะศูนย์อาหารที่เปิดใหม่ในแต่ละที่จะต้องมีการคัดเลือกร้านค้าที่จะเข้ามาขายอย่างพิถีพิถันมาก
แหล่งข่าวคนหนึ่งที่ทำศูนย์อาหารเปิดเผยกับ "ผู้จัดการ" ถึงขั้นตอนในการคัดเลือกร้านว่า
"เราจะเลือกประเภทอาหารที่ต้องการก่อน แล้วก็เสาะหาร้านค้ากัน เราใช้เวลาในการคัดเลือกมาก
ซึ่งมีทั้งร้านเชลล์ เปิบพิสดาร และร้านค้าธรรมดา การคัดเลือกร้านจะมี 2 ประเภท
คือ ที่มาสมัครเองและที่ออกไปหา เราจะดูความสะอาดและความสามารถป้อนอาหาร
รสชาติอาหารสำคัญที่สุด และค่อนข้างจะแคร์เบื้องหลังของร้านค้ามากเมื่อได้รับเลือกแล้วเราขอให้เจ้าของหรือญาติมาขายเพื่อให้ดูไม่น่าเกลียด"
ดังนั้นจึงเชื่อว่ารสชาติอาหารแต่ละศูนย์ฯ จะไม่ทิ้งห่างกันมากนัก
สิ่งที่จะสามารถตัดเชือกคู่แข่งได้ก็คงจะเป็นเรื่องความหลากหลายของอาหารบรรยากาศในการบริการ
และความสะอาด
จากการที่ "ผู้จัดการ" ออกไปสำรวจคนที่มากินอาหารตามศูนย์ พบว่าส่วนมากพอใจที่ศูนย์อาหารมีอาหารให้เลือกหลายชนิด
เพราะการเข้าไปกินอาหารในศูนย์นั้น ส่วนมากจะเข้าไปกินกันเป็นกลุ่ม และแน่นอนที่แต่ละคนจะต้องมีรสนิยมในเรื่องอาหารต่าง ๆ กัน เพราะฉะนั้นการที่ศูนย์อาหารมีอาหารให้เลือกยิ่งมากก็ยิ่งจะได้เปรียบแห่งอื่น
ๆ
บรรยากาศก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถดึงดูดคนให้เข้าศูนย์อาหารได้มาก ลูกค้าบางคนก็พอใจที่จะมาคลายความเครียดหลังเลิกงานที่ศูนย์อาหารที่มีอาหารราคาถูกกว่าห้องอาหารหรือเหล่งเริงรมย์ต่าง ๆ ซึ่งก็มีบางศูนย์ที่คำนึงถึงเรื่องนี้ เช่น อุทยานอาหารเมโทรที่พยายามตกแต่งบรรยากาศของศูนย์ด้วยการลงทุนทำน้ำพุราคาถึง
10 ล้านบาท เพื่อให้เกิดบรรยากาศเพลิดตาเพลินใจนักกิน
ที่สำคัญอีกประการคือทำเลที่ตั้ง จะสังเกตได้ว่าศูนย์อาหารที่มีอยู่ในเวลานี้
แต่ละแห่งจะมีลูกค้าประจำคือคนที่ทำงานที่อยู่ในบริเวณถนน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วศูนย์มักจะเลือกทำเลที่มีบริษัทใหญ่ ๆ มาก ๆ ในย่านที่เจริญ เช่น เมโทรดักคนทำงานธนาคารในย่านประตูน้ำ สีลมฟาสต์ฟู้ดก็ดักบริษัทเกือบ
100 แห่งบนถนนสีลม เป็นต้น
สภาวะในตอนนี้จึงน่าจะเรียกได้ว่าถิ่นใครถิ่นมัน เพราะในเรื่องราคา รสชาติ
การบริการ สิ่งเหล่านี้ยังไม่ทิ้งห่างกันมากนัก คนกินก็ยังพอใจที่จะกินอาหารกันในบริเวณที่ใกล้ตัวที่สุดเพราะปัญหาการจราจร