
สิบกว่าปีก่อนหลังวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง 2540 เพิ่งเกิดและสังคมไทยยังต้องต่อสู้กับพิษตกค้างของวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติ เวลานั้น ผมยังเป็นนิสิตตัวน้อยในรั้วคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตอนนั้นในแวดวงเศรษฐศาสตร์นอกเหนือจากประเด็นบทเรียนจากวิกฤติการเงิน 2540 ที่ทั้งอาจารย์-นิสิต-นักศึกษาทั้งหลายจะได้เรียนรู้จากของจริงแล้ว หัวข้อทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญยิ่งอีกหัวข้อหนึ่งที่หยิบยกมาพูดถึงก็คือประเด็น เรื่องการถือกำเนิดขึ้นของ “เงินยูโร” และ “ยูโรโซน”
“ผมยังจำได้ว่าชื่อของศาสตราจารย์โรเบิร์ต มันเดล นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี 2542 (ค.ศ.1999) กลายเป็นชื่อสามัญที่นักเศรษฐศาสตร์ต้องเอ่ยถึง จากทฤษฎีเขตเงินตราที่เหมาะสม (Optimum Currency Area) ทั้งยังถูกยกย่องให้เป็น บิดาแห่งเงินยูโร โดยอาจารย์ของผมบางคนถึงกับยกตัวอย่างการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศในทวีปยุโรปว่า เป็นความก้าวหน้าและนวัตกรรมทาง เศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ของโลกที่นักเศรษฐศาสตร์ต้องศึกษา
ในเวลาต่อมา โมเดลประชาคมยุโรป (European Communities: EC) ที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Communities: EEC) ก็ถูกพวกเรา ชาติในกลุ่มอาเซียนลอกแบบมาเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Communities: AEC) ซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างมากมายในสังคมไทย ณ เวลานี้
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกในประชาคมยุโรป ณ ปัจจุบันกลับไม่ได้งดงามอย่างที่มันเดล รวมถึงใครหลายคนใฝ่ฝัน เอาไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ขั้นร้ายแรงที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศในยูโรโซน ไม่ว่าจะเป็นกรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี สเปน เนเธอร์แลนด์ และกำลังคุกคามไปทั่วภูมิภาคและทั่วโลก กระทั่งล่าสุดในการประชุมนักเศรษฐศาสตร์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลที่เมืองลินเดา ประเทศเยอรมนีเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2554 โรเบิร์ต มันเดลถึงกับยอมรับว่า วิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นน่าสะพรึง กลัวอย่างยิ่ง
“เรากำลังเผชิญหน้ากับภยันตรายที่หนักหนาสาหัส ยักษ์ใหญ่สามตัวคือ สหรัฐอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่นกำลังประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และถือเป็นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ขนาดย่อมๆ (mini-depression) ที่พวกเราไม่เคยพบเคยเจอนับตั้งแต่ทศวรรษ 1930” มันเดลกล่าว[1]
ในห้วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญของโลก นักเศรษฐศาสตร์โนเบลผู้ได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งเงินยูโร” เสนอทางออกให้กับสมาชิกประชาคมยุโรปหลายประการ เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ร่วมมือกันประกาศ ตรึงอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐกับเงินยูโรไว้ที่ 1.30 เหรียญสหรัฐต่อยูโร โดยให้มีกรอบการเคลื่อนไหวแคบๆ ที่ 5 เซนต์ เมื่อค่าเงินยูโรแข็งไปที่ 1.35 เหรียญต่อยูโร ทางธนาคารกลางยุโรปก็ต้องเข้าแทรกแซง ขณะที่หากค่าเงินยูโรอ่อนลงมาที่ 1.25 เหรียญต่อยูโร ธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ต้องเข้ามาซื้อยูโร
“ตอนนี้ 5-6 ประเทศในยูโรโซนกำลังประสบปัญหาอย่างร้ายแรง แต่การแก้ไขไม่ใช่การเลิกเงินยูโร เพราะนั่นเป็นการเพิ่มปัญหามากกว่าจะเป็นการแก้ปัญหา ...เวลานี้ค่าเงินยูโร แข็งเกินไป ถ้าเงินยูโรอ่อนค่าลงจะถือเป็นข่าวที่ดีที่สุดสำหรับรัฐบาลในยูโรโซนที่กำลังประสบปัญหา” มันเดลแนะนำ
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของมันเดลกลับถูกนักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์ว่า มาช้าเกินไป และถือเป็นการปกป้องปัญหาที่เกิดจากการรวมกลุ่มประเทศให้มาใช้เงินสกุลเดียวกัน ทั้งๆ ที่แต่ละประเทศในยูโรโซนนั้น มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและปัญหาที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก และยังถือเป็นการริบ “เครื่องมือทางการเงิน” ออกจากมือของ รัฐบาลแต่ละประเทศ ให้เหลือแต่ “มาตรการทางการคลัง” เพื่อใช้ในการบริหารเศรษฐกิจภายใน
ดังเช่นที่มันเดลกล่าว วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับโลก ณ ปัจจุบัน ร้ายแรงเกินกว่าที่หลายคนจะคาดคิด ยกตัวอย่าง เช่นเมื่อ 5 ปีก่อนใครจะไปคาดเดาว่า ราคาทองคำในตลาดโลก จะพุ่งขึ้นพรวดมาใกล้ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เข้าไปทุกที หรือใครจะไปคาดคิดว่า วิกฤตทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรป จะร้ายแรง เรื้อรัง และลุกลามถึงขนาดนี้
ย้อนกลับไปเกือบ 9 ปีก่อนเมื่อต้นปี 2546 ในบทความ ที่ผมเขียนลงในคอลัมน์เดียวกันนี้ในนิตยสารผู้จัดการ มีประโยค สั้นๆ ประโยคหนึ่งระบุว่า “ในศตวรรษที่ 19 หากอยากรวยต้อง ไปอังกฤษ ศตวรรษที่ 20 ต้องไปสหรัฐอเมริกา แต่ในศตวรรษ ที่เรากำลังใช้ชีวิตอยู่นี้ ศตวรรษที่ 21 ต้องมาที่จีน”[2]
ในวันนั้น หลายต่อหลายคน (รวมถึงตัวผมเอง) คิดว่าประโยคดังกล่าวเป็นเรื่องที่พูดกันสนุกปาก หรือหากจะเป็นจริงก็คงเป็นอนาคตที่ห่างไกลอย่างน้อยๆ ก็หนึ่งชั่วอายุคนคือ ราว 30-50 ปีข้างหน้า แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ณ วันนี้มีนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนออกมาชี้ให้เห็นแล้วว่า ปัจจุบันจีนได้กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับที่หนึ่งแทนที่สหรัฐฯ เรียบร้อยแล้ว และจีนจะกลายเป็นมหาอำนาจเดี่ยวแทนที่สหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในอีกประมาณ 20 ปีข้างหน้า หรือในปี 2573 (ค.ศ.2030)
อาวินด์ ซับรามาเนียน (Arvind Subramanian) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดีย ซึ่งมีตำแหน่งเป็นนักวิชาการอาวุโสของสถาบันเพตเตอร์สันเพื่อเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ (Peterson Institute for International Economics) สร้างความตกตะลึง ให้กับสื่อมวลชนและนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากทั่วโลก ด้วยการออกมาประกาศว่า จากการคำนวณ ของเขานั้น ขนาดเศรษฐกิจจีนได้เติบโตแซงหน้าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไปเรียบร้อยตั้งแต่ปี 2553 (ค.ศ.2010) แล้ว
จากการคำนวณดัชนีการครอบงำทางเศรษฐกิจ (Economic Dominance) ของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดีย พิจารณาจากปัจจัย 3 ประการ ประกอบด้วย ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตัวเลขการค้า (รวมตัวเลขการส่งออก-นำเข้าของสินค้า) และสถานะการเป็นประเทศ เจ้าหนี้สุทธิของโลก พบว่าในปี 2553 (ค.ศ.2010) ขนาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 13.3 ของเศรษฐกิจโลกโดยรวม ขณะที่เศรษฐกิจจีนตามมาติดในอันดับที่ 2 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 12.3 และญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 3 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 6.9 (พิจารณาจากแผนภาพโดยนิตยสารดิ อีโคโนมิสต์)
“จากการคำนวณของผม บ่งชี้ว่าขนาดของเศรษฐกิจจีนในปี ค.ศ.2010 เมื่อปรับเข้ากับค่าเสมอ ภาคของอำนาจการซื้อ (PPP) แล้วมีมูลค่าราว 14.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแซงหน้าสหรัฐฯ ไปเรียบ ร้อยแล้ว (ตัวเลขจากไอเอ็มเอฟระบุว่า ในปี 2553 มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเศรษฐกิจ สหรัฐฯ อยู่ที่ราว 14.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งหากพิจารณาจากตัวเลขที่ปรับแล้วดังกล่าว โดยเฉลี่ยแล้วคนอเมริกันจะรวยกว่าคนจีนเพียงแค่ 4 เท่าเท่านั้น มิใช่รวยกว่า 11 เท่าอย่างที่เคยว่ากัน” ซับรามาเนียนระบุ[3]
กันยายน 2554 หนังสือ Eclipse: Living in the Shadow of China’s Economic Dominance ของซับรามาเนียนที่พยายามชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกในอีก 20 ปีข้างหน้าจะไม่ได้เป็น “หลายขั้ว (Multi-polar)” อย่างที่หลายคนคิดกันแต่จะยังคงเป็น “ขั้วเดี่ยว (Uni-polar)” ทว่าประเทศผู้นำมิได้เป็น สหรัฐอเมริกาอีกต่อไป กลายเป็นหนังสือที่สื่อมวลชน ทรงอิทธิพลในโลกหลายฉบับทั้ง The Economist, Foreign Affairs, The Wall Street Journal ฯลฯ กล่าวขวัญถึง
ทั้งนี้ จากการคาดการณ์และคิดคำนวณของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดียระบุว่า ภายใต้สมมุติฐานที่ว่าหากเศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ไปอีก 20 ปี (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติของจีนที่เติบโตร้อยละ 11 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา) และเศรษฐกิจอเมริกันเติบโตราวร้อยละ 2.5 ต่อไปอีกสองทศวรรษ ตัวเลข ดังกล่าวสูงกว่าที่สำนักงบประมาณ รัฐสภา (Congressional Budget Office) ประเมินไว้ที่เพียงร้อยละ 2.2 ต่อปี จะทำให้ในปี 2573 (ค.ศ.2030) ขนาดเศรษฐกิจจีนจะใหญ่โตที่สุดในโลกโดยมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 18.0 ของเศรษฐกิจโลก ส่วนสหรัฐฯ กลายเป็นประเทศอันดับ 2 ตามมาห่างๆ ด้วยสัดส่วนร้อยละ 10.1 ส่วนอันดับที่ 3 จะเป็น ประเทศอินเดียที่อีกสองทศวรรษข้างหน้าขนาดเศรษฐกิจ น่าจะมีสัดส่วนราวร้อยละ 6.3 ของเศรษฐกิจโลก
“ในปี ค.ศ.2030 ส่วนแบ่งของอำนาจทางเศรษฐกิจ ในระดับโลกของจีน จะเทียบเท่ากับที่สหรัฐฯ เคยมีในช่วงทศวรรษ 1970 พอๆ กับอังกฤษเมื่อศตวรรษที่แล้ว เมื่อถึงเวลานั้นเศรษฐกิจโลกจะยังคงเป็นแบบขั้วเดี่ยวเช่นปัจจุบัน แต่ขั้วเดี่ยวขั้วนั้น ...จะเป็นจีน ไม่ใช่อเมริกา” ซับรามาเนียนกล่าวและว่า “เมื่อถึงจุดนั้นจีดีพีต่อหัวของ จีนจะอยู่ที่ราว 33,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี ซึ่งอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของชาวอเมริกัน”[4]
ส่วนประเด็นเสียงโต้แย้งจากเหล่านักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการคาดการณ์ของซับรามาเนียน โดยยังคงมองเห็นว่า สหรัฐฯ มีปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าจีนมากมาย ทั้งความหลากหลายทางเชื้อชาติ-วัฒนธรรม, วัฒนธรรมทางการประกอบธุรกิจ, แหล่งเงินทุนจาก Venture Capital, ความใกล้ชิดระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคการผลิต และนโยบายในการรองรับบุคลากรที่มีความสามารถให้เข้ามาทำงานในสหรัฐฯ ไม่นับกับโอกาสที่จีนอาจประสบ กับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจครั้งร้ายแรง หรือการเปลี่ยน แปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ภายในประเทศ ที่อาจจะฉุดให้เศรษฐกิจมิอาจรักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ในระดับสูง
ในประเด็นโต้แย้งต่างๆ เหล่านี้ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดียได้อธิบายว่า เขาไม่ปฏิเสธว่าสหรัฐฯ มีปัจจัยที่เกื้อหนุนต่อการดำเนินธุรกิจและการสร้างนวัตกรรมใหม่มากกว่า แต่จากปัจจัยด้านจำนวนประชากรจีนที่มากกว่าสหรัฐฯ ถึง 4 เท่าจะช่วยกลบข้อด้อยดังกล่าว
นอกจากนี้เขายังไม่ปฏิเสธข้อโต้แย้งที่ระบุว่า ในห้วงสองทศวรรษข้างหน้าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลง และในอีก 5 ปีข้างหน้า ก็มีโอกาสสูงที่จะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินขึ้นในจีน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อพิจารณาจากปัจจัย 3 ประการที่เป็นตัวชี้ขาดการครอบงำทางเศรษฐกิจแล้ว ทั้งขนาด จีดีพี ตัวเลข การค้า และสถานะการเป็นประเทศ เจ้าหนี้สุทธิของโลก รวมถึงการเป็นเจ้าหนี้เบอร์ 1 ของสหรัฐฯ ทำให้เขายังเชื่อว่า จีนยังถือไพ่เหนือกว่าสหรัฐฯ มาก และการคาดการณ์ของเขาไม่น่าจะผิดพลาด
จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลก ณ ปัจจุบัน ทัศนะของอาวินด์ ซับรามาเนียนนั้นถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง โดยช่วยกระตุกให้เราหันมองภาวะเศรษฐกิจ โลกจากแง่มุมของความเป็นจริงได้ชัดเจนขึ้น เพื่อรับมือกับวิกฤติที่กำลังจะมาถึง และในอีกด้านหนึ่งยังช่วยเปิดมุมมองให้เราสามารถรองรับโอกาสใหม่ๆ ที่จะเข้ามาพร้อมกับวิกฤติด้วย
อ่านเพิ่มเติม:
- เมื่อไร “จีน” จึงจะตาม “อเมริกา” ทัน? โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล นิตยสารผู้จัดการฉบับเมษายน 2548
หมายเหตุ:
[1] Ambrose Evans-Pritchard, Professor Mundell, euro, and ‘pessimal currency areas’, blogs.telegraph.co.uk, 25 Aug 2011.
[2] วริษฐ์ ลิ้มทองกุล, เมื่อโลกเปลี่ยนขั้ว, นิตยสารผู้จัดการ ฉบับมกราคม 2546
[3] Arvind Subramanian, America vs China: A reality check, Business Standard, 3 May 2011.
[4] Arvind Subramanian, The Inevitable Super-power: Why China’s Dominance Is a Sure Thing, Foreign Affairs, Sep/Oct 2011.
|