เมื่อ 71 ปีก่อนนั้นหนุ่มไฟแรงที่ชื่อนายยิบอินซอยได้เข้าไปบุกเบิกมาเลเซีย
เพื่อเอาวิชาการวิเคราะห์แร่มาเผยแพร่ในประเทศไทยได้สำเร็จเป็นคนแรก นับเป็นการเปิดประตูของอุตสาหกรรมเมืองแร่ในประเทศไทย ต่อจากนั้นกลุ่มยิบอินซอยก็ได้สร้างอุตสาหกรรมทอกระสอบขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทยอีก
และยังมีอีกหลาย ๆ อย่างที่กลุ่มนี้ได้สร้างเอาไว้
ถึงวันนี้ยิบอินซอยก็สามารถขยายอาณาจักรการค้าเข้าไปในทุกวงการ ทำการขายทุกอย่างที่ขวางหน้าไปจนถึงธุรกิจการเงิน
แม้จะไม่มีคนที่ชื่อยิบอินซอยอยู่แล้วก็ตาม
ชื่อยิบอินซอยนั้นเป็นชื่อที่คุ้นหูคนไทยมาก
คุ้นหูเพราะความที่เป็นตระกูลพ่อค้าเก่าแก่ตระกูลหนึ่ง และคนในวงการอาจจะคุ้นหูเพราะชื่นชมในผลงานศิลปะของศิลปินวัยเฉียด
80 ที่มีชื่อ มีเซียม ยิบอินซอย ส่วนสิ่งที่คุ้นกันมากที่สุดก็เห็นจะในฐานะบริษัทการค้าซึ่งมีอายุเป็นครึ่งศตวรรษอย่างไม่ต้องสงสัย
บริษัทยิบอินซอยและกิจการในเครือทั้งหลายนั้นก่อร่างกันขึ้นมาจากคน 3
ตระกูล คือ ยิบอินซอย จูตระกูล และลายเลิศ โดยทั้ง 3 ตระกูลนี้เกี่ยวดองเป็นญาติกัน
ยิบอินซอยคือนายยิบอินซอย ซึ่งเสียชีวิตไปกว่า 10 ปีแล้ว
ส่วนจูตระกูลคือ นายชู จูตระกูล คู่เขยของนายยิบอินซอย และลายเลิศคือนายเลนำคิน
พ่อตาของนายยิบอินซอยและนายชู จูตระกูล ซึ่งมีลูกชายคือนายฉันท์ ลายเลิศ น้องชายของมีเซียม
ยิบอินซอย และมีเลียม จูตระกูล หรือนัยหนึ่งนายฉันท์ ลายเลิศ ก็คือน้องภรรยาของนายยิบอินซอยและนายชู
จูตระกูล นั่นเอง
ก็อีนุงตุงนังพอหอมปากหอมคอ
บริษัทยิบอินซอย จำกัด จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2473 ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน
20 ล้าน มียอดขายเอาปีใกล้ ๆ นี้ราว ๆ 300 ล้านบาท พนักงาน 350 คน มีบริษัทในเครือที่นอกเหนือจากบริษัทยิบอินซอย...บริษัทแม่อีก 3 บริษัท คือ บริษัทยิบอินซอยแอนด์แย๊คส์ บริษัทไทยแลนด์คอมพิวเตอร์ เซ็นเตอร์ และบริษัทซิกซันส์ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด และเข้าร่วมถือหุ้นอยู่ก็มี
เช่น บริษัทบางชัน เยนเนอรัล แอสเซมบลี่ (โรงงานประกอบรถยนต์บางชัน) บริษัทบลูไซเคิลโปรดักส์
(ประเทศไทย) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร บริษัทเยนเนอรัลเอ็นยิเนียริ่ง
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ บริษัทโรงงานทอกระสอบสีคิ้ว (สีคิ้วจูตมิล)
บริษัทเทพพาณิชย์ บริษัทยูนิเวอร์แซลมอเตอร์ และบริษัทเงินทุนยิบอินซอยเงินทุน
เป็นต้น
ซึ่งถ้าแบ่งเป็นสายแล้ว เครือข่ายของบริษัทยิบอินซอยก็จะกระจายอยู่ในสายการค้าระหว่างประเทศ
ซึ่งทำด้านนำเข้าและส่งออก สายการเงินและสายอุตสาหกรรม โดยที่เป็นกิจกรรมเด่นๆ
ก็คือด้านรถยนต์และโรงงานทอกระสอบ
ด้วยเหตุนี้กระมังที่คนทั้งหลายมักจะพูดว่า ยิบอินซอยนั้นค้าขายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ หรือขายทุกอย่างที่ขวางหน้า
เป็นแบบฉบับที่ไม่เหมือนใครและไม่ค่อยมีใครเหมือน
โดยเฉพาะสายการเงินนั้น ก็ยิบอินซอยนี่เองที่ทำหน้าที่เป็น "กัมประโด"
ใน 25 จังหวัดทางภาคใต้และภาคอีสานให้กับธนาคารนครหลวงไทย และภาคอีสานให้กับธนาคารนครหลวงไทยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ
ก่อนที่ระบบธนาคารสาขาจะถูกประกาศใช้ตาม พ.ร.บ. ธนาคารพาณิชย์ เมื่อปี 2516
ก่อนที่จะขยายอาณาจักรยิบอินซอยมาจนถึงปัจจุบันนี้ กลุ่มยิบอินซอยเริ่มสร้างตัวมาจากธุรกิจเหมืองแร่ก่อน ความจริงแล้วต้องเรียกว่าเริ่มทำธุรกิจด้านนี้มาตั้งแต่ยังไม่ได้ตั้งบริษัทยิบอินซอยด้วยซ้ำไป
เนื่องจากห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ยิบอินซอยแอนด์โก ถูกตั้งขึ้นก่อนแล้วที่หาดใหญ่ตั้งแต่ปี
2468 และการเข้ามาทำธุรกิจเหมืองแร่นั้นคงจะต้องยอมรับกันว่าเป็นเพราะนายยิบอินซอยซึ่งเป็นผู้บุกเบิกคนแรกนั้น เป็นคนที่ฉลาดและรู้จักมองการณ์ไกลอย่างยิ่ง
ในขณะนั้นปีนังได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางซื้อขายและถลุงแร่ใหญ่มากที่สุดสำหรับประเทศไทยแล้วแม้ว่าจะมีแร่ดีบุกอุดมสมบูรณ์มากทางภาคใต้ก็ตาม
แต่คนไทยในตอนนั้นไม่มีความรู้ในเรื่องแร่เลย จึงค่อนข้างจะเสียเปรียบในเชิงการค้ากับปีนังอยู่มาก
และในขณะเดียวกันพ่อค้าชาวปีนังก็ไม่ยอมสอนเชิงการค้าแร่ให้คนต่างชาติด้วย
นายยิบอินซอยหลังจากศึกษาจบจาก LINGMAN UNIVESITY ประเทศจีนแล้วก็ได้กลับเมืองไทยเพื่อช่วยนายยับหลงผู้บิดาคุมงานรับเหมาก่อสร้างทางรถไฟสายปราจีนบุรี
จากการเป็นหนุ่มไฟแรงหลังจากช่วยบิดาทำงานอยู่ได้ระยะหนึ่งแล้วก็ตัดสินใจเดินทางไปบุกเบิกภาคใต้
ดินแดนที่อุดมด้วยแร่ธาตุ โดยในตอนแรกได้พยายามศึกษาเรียนรู้เรื่องแร่จากปีนังก่อน
จนในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ
"ในสมัยนั้นเรายังมีฝรั่งเป็นที่ปรึกษาการโลหกิจ การซื้อขายแร่อยู่ในมือโรงงานถลุงแร่ที่ปีนัง
เรื่องการวิเคราะห์แร่ดีบุกยังเป็นความลับของโรงถลุงอยู่ และนายยิบก็ไปเอาความลับมาได้โดยเป็นผู้รับซื้อแร่ส่งไปขายโรงถลุง
นายยิบจัดเป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างกรมโลหกิจกับตลาดแร่อย่างดี สิ่งที่เราเคยเข้าไปไม่ถึงนายยิบก็เป็นสะพานทอดให้ข้ามไป"
วิชา เศรษฐบุตร อดีตอธิบดีกรมโลหกิจ (กรมการเหมืองแร่) ได้เคยเขียนกล่าวถึงวิธีการและชมเชยนายยิบอินซอยเอาไว้ในเรื่องการบุกเบิกเหมืองแร่
หลังจากที่ไปดูลู่ทางทางด้านซื้อขายแร่มาแล้วว่าจะต้องมีอนาคตที่สดใส นายยิบอินซอยก็มีความคิดที่จะทำกิจการด้านนี้
แต่เนื่องจากจะต้องใช้เงินทุนมาก นายยิบอินซอยจึงได้ชักชวนญาติ ๆ มาตั้งเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลยิบอินซอยแอนด์โกขึ้นในปี
2468 ที่หาดใหญ่ มีหุ้นส่วนคือ นายยิบอินซอย นายเลนำคิน และชู จูตระกูล ต่อมาในปี
2473 ก็จดทะเบียนตั้งเป็นบริษัทยิบอินซอย จำกัดขึ้น และอีก 2 ปีต่อมาก็ย้ายมาตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพฯ
มาจนถึงปัจจุบัน
กิจการเริ่มแรกคือการซื้อแร่ดีบุกจากบรรดาเหมืองต่าง ๆ ในภาคใต้ ส่งไปขายยังโรงถลุงที่สิงคโปร์
โดยมีจุดรับซื้อที่หาดใหญ่ สงขลา ทุ่งสง บ้านดอน และส่งไปยังปีนัง มาเลเซีย
และสิงคโปร์
จากกิจการซื้อขายแร่ในระยะเริ่มแรกต่อมาก็ได้ขยับขยายไปด้านตลาดส่งสินค้าออก
เช่น ไม้สัก ยางพารา สินค้าพื้นเมืองทุกชนิด ไปจนถึงการทำเหมืองด้วยตัวเอง
การค้าเครื่องจักรที่เกี่ยวกับเหมือง เป็นต้น
จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทยิบอินซอยก็ได้ มร. พอล แลมซ์ซีซ์
ฝรั่งชาวเยอรมันเข้ามาร่วมผนึกกำลังขยายฐานของยิบอินซอยให้กว้างขึ้นไปอีก
"คุณแลมซ์ซีซ์เป็นเพื่อนกับคุณยิบและคุณชู เข้ามาอยู่แถบเอเชียตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ ตอนหลังจึงมาตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทย มีกิจการค้าขายกับต่างประเทศก่อนสงคราม
แต่พอหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว เพราะเขาเป็นคนเยอรมันที่แพ้สงครามก็ถูกริบทรัพย์สิน คุณยิบจึงชวนเข้ามาอยู่ตั้งแต่นั้นมา ทุกคนในยิบอินซอยก็เคารพนับถือเหมือนญาติคนหนึ่ง
ทุกวันนี้อายุมากแล้ว แต่ก็ยังมาช่วยงานของบริษัท โดยเป็นที่ปรึกษา"
แหล่งข่าวในยิบอินซอยเล่าประวัติของ มร. แลมซ์ซีซ์ให้ทราบ
จากประสบการณ์ที่เคยทำธุรกิจสั่งเข้าสินค้าต่างประเทศมาก่อน เมื่อ มร.
แลมซ์ซีซ์ได้เข้ามาอยู่กับยิบอินซอย บริษัทฯ ก็เริ่มเปิดกิจการเกี่ยวกับเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าจากต่างประเทศ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์เบอร์โร่ว์ ปุ๋ยตราใบไม้ สีซิสซันส์ เครื่องจักรกล
ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ เช่น นมผงเด็กอ่อน ผลิตภัณฑ์สามเอ็ม เบียร์เยอรมัน
ฯลฯ
ในช่วงนั้น 3 ขุนพลของยิบอินซอยจะรับหน้าที่ไปคนละด้าน คือ
นายยิบอินซอยจะดูแลด้านเหมืองแร่ ซึ่งเคยบุกเบิกมาก่อน
ชู จูตระกูล รับผิดชอบด้านการลงทุน
ส่วน มร. แลมซ์ซีซ์ รับผิดชอบด้านการค้ากับต่างประเทศ
ลักษณะการค้าของยิบอินซอยในสมัยก่อนนั้นนิยมขายสินค้าให้ครบวงจร เช่น
เริ่มจากการทำเหมืองแร่ ต่อมาก็มีการสั่งเข้าเครื่องจักรในการขุดแร่ หรือในวงการเกษตรที่ยิบอินซอยเข้าไปเปิดตลาดด้วยการสั่งเข้าปุ๋ยตราใบไม้
เมื่อสินค้าติดตลาดแล้วก็เริ่มขยายแนวออกไปอีกโดยสั่งเข้ายากำจัดแมลง รถแทรกเตอร์ที่ใช้ในการทำนา
เป็นต้น
ดังนั้นจึงเห็นว่าลักษณะการค้าของยิบอินซอยจะขายสินค้าทุกประเภท
ปี 2509 ยิบอินซอยก็เริ่มขยายธุรกิจออกไปอีก โดยจับมือกับบริษัทวิลเลียม
แจ๊คส์ ซึ่งเป็นบริษัทของอังกฤษมาค้าขายในมาเลเซีย ตั้งเป็นบริษัท ยิบแอนด์แย๊คส์
จำกัดขึ้นมา เพราะยิบอินซอยเล็งเห็นว่าบริษัทวิลเลียมแจ๊คส์มีประสบการณ์ด้านการค้ากับต่างประเทศมากจะสามารถช่วยเหลือในด้านการค้าแร่ได้
เมื่อเริ่มดำเนินธุรกิจกันบริษัทยิบอินซอยก็ย้ายสินค้าของเอเย่นต์บางตัวให้มาอยู่บริษัทใหม่
แต่เมื่อร่วมงานกันได้นานพอสมควรยิบอินซอยเห็นว่าไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้
ในปี 2515 จึงซื้อหุ้นทั้งหมดของวิลเลียมแจ๊คส์กลับมาดำเนินการเอง
ยิบอินซอยไม่เพียงแต่จะทำการสั่งเข้าสินค้าจากต่างประเทศเท่านั้น ในเวลาต่อมาก็มีนโยบายจะทำการผลิตเองด้วย
"คือเราไม่ชอบที่จะค้าขายอย่างเดียว เราชอบที่จะสร้างอะไรให้กับสังคมด้วย
เพราะถ้าคิดจะค้าขายอย่างเดียวเพื่อเอากำไรก็ไม่ดีแน่" เทียนชัย ลายเลิศ
กรรมการของบริษัทฯ ให้เหตุผลในแนวนโยบายของบริษัท
ดังนั้นสินค้าหลายตัวที่ยิบอินซอยเคยสั่งเข้ามาขายในตอนแรก ๆ ก็เริ่มทำการผลิตขึ้นเองเป็นอุตสาหกรรมภายในประเทศ
เช่น การตั้งโรงงานสียี่ห้อซีสซันส์ เป็นสีที่ใช้ในอุตสาหกรรมและสีทาบ้าน
ซึ่งแต่เดิมบริษัทยิบอินซอยเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับบริษัท ซิสซันส์ บราเดอร์
เพ้นท์ ประเทศอังกฤษ ต่อมาเมื่อประเทศไทยมีการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
เกิดขึ้น จึงได้ชักชวนให้บริษัทแม่ในอังกฤษมาร่วมหุ้นกันตั้งโรงงานในประเทศไทย มาภายหลังบริษัทแม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายไปทำธุรกิจด้านอื่น
ยิบอินซอยจึงซื้อหุ้นทั้งหมดขึ้นมาเป็นของบริษัท
หรือผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่ยิบอินซอยในยุคแรกภูมิใจมากก็คือ เป็นผู้สร้างอุตสาหกรรมทอกระสอบให้ประเทศไทยได้สำเร็จ
ในสมัยก่อนนั้นประเทศไทยยังต้องสั่งซื้อกระสอบมาจากต่างประเทศ สาเหตุเพราะปอที่จะนำมาทอกระสอบของไทยยังไม่ดี ไม่สามารถนำมาทอกระสอบได้
ซึ่งบริษัทยิบอินซอย โดย มร. แลมซ์ซีซ์ ได้ร่วมมือกับกระทรวงเกษตร เพื่อพยายามปรับปรุงปอของไทยให้มีคุณภาพ
ในครั้งแรกจึงมีการตั้งโรงงานทอกระสอบขึ้นในประเทศ และยิบอินซอยจะเป็นตัวแทนจำหน่าย
"วิธีการทำกระสอบในครั้งนั้นจะต้องนำปอจากประเทศอินเดียมาผสมกับปอไทยจึงจะสามารถทอเป็นกระสอบได้
เมื่อกระทรวงฯ และยิบอินซอยได้ร่วมมือกันติดตั้งเครื่องจักรเสร็จเรียบร้อยแล้ว
แต่ปรากฏว่าฝ่ายราชการลืมสั่งซื้อปอจากอินเดียเข้ามา โรงงานจึงต้องพยายามปรับปรุงปอไทยมาทำกระสอบให้ได้
จนกระทั่งสามารถทอเป็นกระสอบได้โดยไม่ต้องสั่งซื้อปอจากอินเดียมาผสมเลย การลืมในครั้งนั้นจึงนับเป็นผลดีไป"
แหล่งข่าวท่านหนึ่งเล่าให้ "ผู้จัดการ" ทราบ
และอีกธุรกิจหนึ่งที่ได้เชื่อว่าเป็น "TRAINING SCHOOL" ให้กับคนรุ่นก่อนก็คือธุรกิจขายเครื่องคอมพิวเตอร์ยี่ห้อเบอร์โร่ว์
ยิบอินซอยเป็นตัวแทนจำหน่ายเบอร์โร่ว์ เมื่อปี 2503 "คอมพิวเตอร์ในสมัยนั้นจะมีแต่บริษัทใหญ่
ๆ มาตั้งสาขาอยู่ในนี้ ที่เราทำก็คิดว่าเราต้องการจะฝึกอบรมคนจำนวนมาก ๆ ให้มีความรู้ในเรื่องนี้ ส่วนที่จะอยู่กับเราหรือไม่นั้นเราถือเป็นวิทยาทานที่จะให้พวกเขามีความสามารถติดตัวไป"
ผู้บริหารท่านหนึ่งของยิบอินซอยกล่าว
ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ในเวลานี้ก็ล้วนแต่ได้รับประสบการณ์มาจากยิบอินซอยหลายคน
หลังจากที่นายยิบอินซอยถึงแก่กรรมลงเมื่อปี 2512 แล้ว ในปีต่อมากลุ่มยิบอินซอยก็เริ่มหันมาจับงานธุรกิจการเงิน
ซึ่งทำให้วงการต่าง ๆ วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากกว่ากลุ่มยิบอินซอยไม่เคยทำธุรกิจด้านการเงินมาก่อน
และนอกจากนี้ประสบการณ์เท่าที่ผ่านมาก็มี ด้านค้าขายเท่านั้น ทุกคนจึงคอยจับจ้องดูว่ากลุ่มยิบอินซอยจะไปรอดหรือไม่
ในเรื่องนี้แหล่งข่าวผู้หนึ่งที่ใกล้ชิดกับกลุ่มยิบอินซอยได้เปิดเผยยืนยันกับ
"ผู้จัดการ" ว่ากลุ่มยิบอินซอยนั้นมีประสบการณ์ด้านนี้มาพอตัว
โดยกล่าวว่ากลุ่มยิบอินซอยมีประสบการณ์ทางด้านนี้มาก่อน ตอนที่นายยิบจบจากประเทศจีนก็ไปฝึกงานกับธนาคารที่ฮ่องกงมาก่อน
และก็ยังให้ความสนใจในด้านนี้มาตลอด"
"ในตอนแรกเราก็ทำด้านการเงินมาแล้วคือในสมัยคุณยิบนั้นนายเหมืองทั้งหลายที่ไม่มีกำลังเงิน
เราก็จะมีเงินทดรองจ่ายให้ก่อน แล้วใช้คืนในรูปของสินค้า จากประสบการณ์ด้านนี้เราจึงมีเครือข่ายในภาคใต้มาก
ในตอนแรกเราจึงรับเป็นตัวแทนให้กับธนาคารนครหลวง" ผู้บริหารท่านหนึ่งชี้แจงให้ทราบ
กลุ่มยิบอินซอยเป็น "กัมประโด" ให้ธนาคารนครหลวงมา 7 ปี จึงเลิกและหันไปเป็น
"กัมประโด" ให้กับธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด ในช่วงปี 2495-2508
โดยรับมอบเป็น "กัมประโด" ใน 14 จังหวัดภาคใต้กว่า 40 สาขา
"ในขณะนั้นรู้สึกว่าธุรกิจนั้นค่อนข้างดี เราก็เป็นผู้อนุมัติสินเชื่อ
จ้างพนักงานเอง กำไรแบ่งคนละครึ่ง แต่ถ้าหนี้สูญเรารับเอง เพราะเราเป็นคนอนุมัติเงินกู้"
แหล่งข่าวภายในเล่าให้ทราบถึงวิธีการทำงานในตอนนั้น
แต่ต่อมาก็ต้องมาเลิกเป็น "กัมประโด" เพราะ "แบงก์ชาติไม่ชอบระบบนี้ก็ขอให้เลิก
แล้วธนาคารก็เข้ามาบริหารโดยเทกโอเวอร์พนักงานและสาขาทั้งหมด"
แหล่งข่าวคนเดิมกล่าว
และจากประสบการณ์เหล่านี้เองในปี 2513 กลุ่มยิบอินซอยจึงโจนเข้ามาในวงการเงินอย่างเต็มตัวด้วยการตั้งบริษัทเงินทุนยิบอินซอยขึ้น
ด้วยทุนจดทะเบียนครั้งแรก 20 ล้านบาท โดยมีกลุ่มยิบอินซอยถือหุ้น 75% ของทั้งหมด
ธนาคารกสิกรไทย 20% และบุคคลอื่นอีก 5%
บริษัทเงินทุนยิบอินซอยในระยะเริ่มแรกยังไม่ค่อยจะมีบทบาทมากนัก จนในปลายปี
2525 กลุ่มยิบอินซอยก็เริ่มขยายฐานทางการเงินออกไปอีก โดยการเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชสแมนฮัตตัน จำกัด
เนื่องจากได้มี พ.ร.ก. เงินทุนเกิดขึ้น เงินทุนเชสฯ จึงไม่สามารถถือหุ้นเกิน
40% ได้ จึงมีมติขายหุ้นทั้งหมดให้กับบริษัทคนไทยที่มีฝีมือเชื่อถือได้สามารถมาดำเนินกิจการต่อไป
"ในตอนแรกที่ทราบข่าว เราก็ยื่นเรื่องให้เขาไปพิจารณา แต่ไม่ได้มีเรารายเดียวที่ยื่นเสนอไป
สุดท้ายเชสฯ ตัดสินใจไว้วางใจเรา ซึ่งทำให้เราภูมิใจมาก" แหล่งข่าวเล่าให้
"ผู้จัดการ" ทราบ
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชสแมนฮัตตันภายใต้การบริหารของกลุ่มยิบอินซอยก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ศรีมิตร จำกัด
และจากการที่กลุ่มยิบอินซอยเข้าไปซื้อหุ้นของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เชสฯ
ก็มีผลพลอยได้หลายอย่างให้กับยิบอินซอยเงินทุนด้วย
ที่สำคัญคือบริษัทเงินทุนเชสฯ ได้วางระบบการบริหารและอบรมบุคคลในการบริหารมาอย่างดี
กลุ่มยิบอินซอยจึงได้นำระบบการบริหารไปใช้และขอตัวผู้บริหารบางคนไปช่วยงาน
ส่วนศรีมิตรไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแต่ประการใด จะมีแต่เพียงคนของกลุ่มยิบอินซอยเข้าไปเป็นกรรมการเพียง 2 คนคือ โชติ จูตระกูล และเทียนชัย ลายเลิศ
นอกจากนั้นแล้วธนาคารกสิกรไทยยังได้เข้าไปร่วมทุนกับศรีมิตรด้วยเพราะเชื่อมั่นในการบริหารทีมงานเก่าและความมั่นคงของยิบอินซอย
เป้าหมายของยิบอินซอยเงินทุนที่วางไว้สำหรับทีมงานที่ปรับปรุงใหม่ คือ
ขยับจากกิจการลำดับที่ 100 ให้ขึ้นมาอยู่ใน 20 อันดับ และในปี 2526 ยิบอินซอยเงินทุนก็สามารถไต่มาอยู่อันดับที่ประมาณ 35 ได้ มีทีมงานเพิ่มจาก 3-4 คน ในช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงมาเป็น 75 คน
มีการเพิ่มทุนจาก 20 ล้านมาเป็น 40 ล้านในปี 2524 เป็น 50 ล้านและ 60 ล้านในปี
2525 และปี 2527 เพิ่มเป็น 120 ล้าน โดยมีนโยบายขยายกลุ่มผู้ถือหุ้นออกไป
เพื่อให้ยิบอินซอยเงินทุนมีฐานสนับสนุนเพิ่มขึ้นในวงการธุรกิจ กลุ่มใหม่ที่เข้าร่วมคือ
ธนาคารกสิกรไทย กลุ่มพรประภา สุรภีร์ สนิทวงศ์ และล่าสุดคือธนาคารพาริบาส์จากประเทศฝรั่งเศสเข้ามาขอถือหุ้น 10%
การที่ยิบอินซอยเงินทุนในพาริบาส์มาร่วมหุ้นเพราะพาริบาส์มีประสบการณ์และความรู้ด้านการเงินและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ
ซึ่งสามารถนำมาขยายและส่งเสริมให้การบริหารของยิบอินซอยเงินทุนก้าวหน้าขึ้น
นอกจากประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจการเงินแล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีข่าวที่น่ายินดีสำหรับกลุ่มยิบอินซอยในเรื่องโครงการพัฒนาสัญญาณภัยทางอากาศอัตโนมัติโดยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์
หลังจากที่มีการเจรจากันมาเป็นเวลาหลายปี บริษัทยิบอินซอยในฐานะที่เป็นตัวแทนของบริษัทเบอร์โรว์คอมพิวเตอร์ในประเทศไทย ก็ประสบความสำเร็จในการเซ็นสัญญาระหว่างกองทัพอากาศไทย และบริษัท SYSTEM DEVELOPMENT CORP. (บริษัทลูกของเบอร์โร่ว์) ในโครงการพัฒนาฯ นี้เป็นจำนวนเงินถึง
71 ล้านเหรียญหรือประมาณเกือบ 2,000 ล้านบาท
โครงการนี้เป็นโครงการ FMS ซึ่งมีดอกเบี้ยถูกและระยะเวลาผ่อนชำระที่ยาวมาก
ขณะนี้มีช่างเทคนิคจำนวนหนึ่งได้เริ่มมาสำรวจงานแล้ว และในอนาคตอันใกล้นี้คงจะมี
PHASE 2 และ PHASE 3 ของโครงการนี้ต่อเนื่องออกไปเป็นมูลค่าอีกนับพันล้าน
ซึ่งกลุ่มยิบอินซอยในฐานะตัวแทนและเป็น SUBCONTRACTOR ในโครงการนี้ก็ได้รับผลประโยชน์ไปพอสมควร
เนื่องจากกลุ่มยิบอินซอยประกอบด้วย 3 ตระกูลใหญ่เป็นผู้ถือหุ้น ดังนั้นระบบการสืบทอดอำนาจจึงเป็นที่สนใจสำหรับบุคคลภายนอกอยู่มาก
แหล่งข่าวภายในเปิดเผยว่าเดิมทีโครงสร้างการบริหารจะรวมอำนาจสูงสุดไว้ที่บุคคลคนเดียวคือนายยิบอินซอย
ต่อมาคือ ชู จูตระกูล หลังจากนั้นมาก็มีการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารใหม่
โดยการกระจายอำนาจให้แต่ละบริษัทรับผิดชอบงานเอง แต่จะมีคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นเป็นผู้ควบคุมนโยบาย
โดยมีฉันท์ ลายเลิศเป็นประธานกรรมการของบริษัทฯ และมีทายาทของ 3 ตระกูลเพียง
3 คนเท่านั้นที่ทำงานให้กลุ่มยิบอินซอย นอกจากนั้นไปทำธุรกิจส่วนตัว คือ
โชติ จูตระกูล เป็นกรรมการผู้จัดการด้านธุรการ เทียนชัย ลายเลิศ คุมด้านการตลาด
และธวัช ยิบอินซอย
เวลา 71 ปี ที่ผ่านมาของกลุ่มยิบอินซอยได้ฟันฝ่ามรสุมต่าง ๆ มามากมาย แต่ก็สามารถเอาตัวรอดมาได้ตลอด
เพราะการทำธุรกิจให้ทันสมัยเปลี่ยนไปตามยุค ไม่ผูกกับสิ่งที่อยู่ในอดีตที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองมาจากธุรกิจเหมืองแร่
กลายมาเป็นการค้ากับต่างประเทศจนถึงบริษัทเงินทุนในปัจจุบัน
และนี่คือผลดีของการค้าที่ขายทุกอย่างตั้งแต่ไม้จิ้มฟันจนถึงเรือรบ