Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา กันยายน 2554
จีนอาจช่วยป้องสหรัฐฯ จากการถดถอยครั้งที่ 2             
 


   
search resources

Economics




ความปั่นป่วนวุ่นวายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อเดือนสิงหาคม ทำให้อนาคตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ดูเลวร้ายอย่างมาก การเติบโตที่เชื่องช้าของสหรัฐฯ กลับมาเป็นที่สนใจของทั่วโลกอีกครั้ง

หลังจากที่สหรัฐฯ ถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือการชำระหนี้ ความวิตกที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้คือ ทั้งรัฐบาลอเมริกันและธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ต่างก็ไม่มีกระสุนเหลือแล้ว ในการพลิกสถานการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ดูเหมือน จะปักหัวดิ่งลงเหวที่ยังมองไม่เห็นก้นเหว เรื่องเศร้านี้จะจบลงที่ใด

ขณะที่นักการเมืองอเมริกันยังมัววิวาทกันเรื่องเพดานหนี้ และ Fed ก็หมดมุกแล้ว บางทีการช่วยเหลือที่น่ายินดี แม้จะเล็กน้อย อาจจะมาจากประเทศที่เริ่มเป็นมิตรมากขึ้นอย่างจีน

เศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้ว่าปัญหาเงินเฟ้อ กำลังเพิ่มขึ้น ยอดเกินดุลการค้าเดือนกรกฎาคมของจีน เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบกว่า 2 ปี เนื่องจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเกินคาดถึง 20.4% ในเดือนกรกฎาคมเมื่อเทียบกับ 1 ปีก่อน นั่นเป็นสัญญาณที่น่ายินดีสำหรับเศรษฐกิจโลกโดยรวมด้วย

อย่างไรก็ตาม การส่งออกของจีนอาจจะช้าลงในช่วงเดือน หรือสองเดือนข้างหน้า แต่เศรษฐกิจของจีนยังคงเติบโตที่อัตรา 9.5% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งสูงเกินคาดและคาดว่าการเติบโต ของจีนจะมั่นคงต่อไปจวบจนสิ้นปีนี้

แม้กระทั่งนักวิเคราะห์ที่เคยพยากรณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงอย่างหนัก ก็ยังเปลี่ยนใจมาเชื่อว่า จีนจะเติบโตด้วยอัตราที่แข็งแกร่งเช่นนี้ต่อไปอีกนานหลายปี นั่นก็เป็นข่าวดีสำหรับ สหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกเช่นกัน

เพราะจีนอาจจะสามารถช่วยหนุนเสริมการฟื้นตัวที่ไม่เป็น ไปตามคาดในชาติตะวันตกได้ ซึ่งก็จะหวนกลับมาเป็นประโยชน์ต่อจีนเองด้วย เพราะจีนยังคงต้องพึ่งพาตลาดหรัฐฯ และยุโรปสำหรับการส่งออก และยังมีสิ่งอื่นๆ ที่จีนอาจจะพอช่วยสหรัฐฯ ได้

นักลงทุนที่กังวลเกี่ยวกับจีนกำลังกลัวว่า ปัญหาเงินเฟ้อที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในจีน จะไปขัดขวางการเติบโตของจีน ให้หยุดชะงัก ราคาผู้บริโภคในจีนเดือนกรกฎาคมพุ่งขึ้น 6.5% ภายในเดือนเดียว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้น เพื่อรับมือกับเงินเฟ้อ จีนเหยียบเบรกด้วยการขึ้นดอกเบี้ยมา 5 ครั้ง แล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว เพื่อชะลอการปล่อยสินเชื่อและการใช้จ่าย เพราะหากเงินเฟ้อส่งผลกระทบต่อแรงงานจีนที่มีค่าแรง น้อย ก็อาจเกิดความไม่สงบทางการเมืองอย่างกว้างขวางขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ราคาอาหาร ซึ่งเป็นรายจ่ายส่วนใหญ่ของแรงงานจีนกำลังเริ่มถูกลง ผลก็คือ นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากคาดว่า จีนคงจะเดินตามรอยประเทศอย่างเกาหลีใต้กับอินเดีย ที่ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย นั่นก็จะเป็นการช่วยหล่อลื่นการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และช่วยป้องกันไม่ให้ตลาดการเงินทั่วโลกดิ่ง เหวอีก ตลาดหุ้นจีนทะยานขึ้นทันที หลังจากรัฐบาลจีนส่งสัญญาณว่า จะยุติการควบคุมการปล่อยสินเชื่อ

ยอดเกินดุลการค้าเดือนกรกฎาคม 31,000 ล้านดอลลาร์ของจีน เป็นสิ่งที่คอยเตือนใจสหรัฐฯ อย่างเจ็บปวด ถึงประโยชน์มหาศาลที่จีนเก็บเกี่ยวได้จากการกดค่าเงินหยวนให้ต่ำ จีนบอกปัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้จีนขึ้นค่าเงินหยวนเร็วกว่านี้ เพราะจะช่วย ส่งเสริมการฟื้นตัวของสหรัฐฯ เนื่องจากทำให้สินค้าส่งออกของสหรัฐฯ มีราคาถูกลง นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า ถ้าจะทำให้เศรษฐกิจอเมริกันฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติได้นั้น การส่งออกของสหรัฐฯ จะต้องเติบโตเร็วกว่านี้

ถึงแม้ว่า การส่งออกของสหรัฐฯ จะมีสัดส่วนเพียง 10% ของ GDP สหรัฐฯ แต่การเพิ่มขึ้นของ GDP สหรัฐฯ ในปีนี้พบว่า กว่า 1 ใน 3 มาจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้น การส่งออกของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นได้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ลง ซึ่งเกิดมาจากความกลัวที่มีต่ออนาคตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และจากการที่ Fed กว้านซื้อคืนพันธบัตร การขึ้นค่าเงินหยวนเร็ว ขึ้นจะช่วยส่งเสริมการส่งออกของสหรัฐฯ ให้ดีขึ้นต่อไปอีก

Wall Street Journal ชี้ว่า หากสหรัฐฯ ใช้นโยบายการเงินผ่อนปรนเชิงปริมาณรอบใหม่ (QE3) จะบีบให้จีนต้องเร่งขึ้นค่าเงินหยวนเร็วขึ้น เนื่องจากนโยบายนี้จะส่งเงินร้อนๆ ออกจากสหรัฐฯ ไปต่างประเทศ เพื่อแสวงหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งจะส่งแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่ออัตราเงินเฟ้อที่สูงอยู่แล้วของจีน อันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนยังไม่เห็นด้วยกับนโยบาย QE3 แต่การที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณจะออก QE3 อาจสามารถกดดันให้จีนต้องเร่งขึ้นค่าเงินหยวน และช่วยการฟื้นตัวของสหรัฐฯ ได้

หลังจาก S&P ลดอันดับความน่าเชื่อถือระยะยาวของสหรัฐฯ ลง จีนตามสำทับทันที ด้วยการตำหนิติเตียนนิสัยการใช้ เงินสุรุ่ยสุร่ายของสหรัฐฯ Zhou Xiaochuan ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน เรียกร้องให้สหรัฐฯ จัดบ้านของตัวเองให้เป็นระเบียบและขู่จะกระจายการถือครองเงินสกุลต่างประเทศไปจากการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐ

Dagong Global บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของจีน ยังซ้ำเติมด้วยการกล่าวโจมตีนักการเมืองสหรัฐฯ ที่วิวาทกันเรื่องการจัดการเพดานหนี้ สาเหตุที่จีนออกอาการอย่างมากในครั้งนี้ เป็นเพราะคราวนี้จีนมีเหตุให้ต้องวิตกจริงๆ ตรงถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐถึง 70% ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั้งหมด ของจีน แต่จีนอาจจะลืมไปว่า การที่จีนผูกติดค่าเงินหยวนไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐในทางปฏิบัติ ซึ่งทำให้การส่งออกของจีนบูมขึ้น มานั้นส่งผลให้ดอกเบี้ยในสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลายาวนาน

ผลก็คือสหรัฐฯ มีการกู้เงินมากเกินไป ซึ่งนำไปสู่ปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ในวันนี้ แต่เรากล่าวโทษกันไปมามากเกินไปแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเชือดเฉือนกันด้วยวาจาอีก ขอแต่เพียงให้เศรษฐกิจโลกกลับมาดีดังเดิมก็พอ


แปล/เรียบเรียง เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์
เรื่อง ไทม์   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us