เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมานักข่าวจากหลายสำนักได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมการฟังอภิปรายที่จัดโดยบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
ไอทีเอฟ. ณ ที่ทำการสาขาชลบุรี
ปกติการจัดอภิปรายหรือการเชิญไปดูงานในกิจการต่างจังหวัดของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมักจะออกมาในรูปของการกึ่ง
ๆ พาไปกินไปเที่ยวจึงไม่สู้ได้รับการสนใจจากนักข่าวส่วนใหญ่เท่าใดนัก แต่การจัดอภิปรายครั้งนี้ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
ไอทีเอฟ.ได้รับความสนใจจากนักข่าวส่วนกลางเป็นอย่างดีเพราะสามารถเชิญผู้อภิปรายอย่าง
ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลัง เอกมล คีรีวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับและตรวจสอบธนาคารพาณิชย์และสัมพันธ์
ลิ้มตระกูล รองผู้อำนวยการฝ่ายการธนาคารจากแบงก์ชาติมาร่วมอภิปรายด้วย
หัวข้อที่พูดกันในวันนั้นก็คือ "จะขอกู้เงินดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินชั้นนำได้อย่างไร"
ก็ถูกอกถูกใจนักธุรกิจท้องถิ่นพอสมควร เพราะที่ผ่านมาหลายคนก็เจอแต่การกู้เงินดอกเบี้ยสูงจากสถาบันการเงินชั้นต่ำหรือสถาบันการเงินที่ไม่ได้รับอนุญาตมาจนอ่วม
ห้องประชุมชั้น 3 ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ไอทีเอฟ. สาขาชลบุรีที่จุคนได้ประมาณ
150 คนจึงค่อนข้างแออัดเป็นพิเศษด้วยบรรดาลูกค้า..และผู้สังเกตการณ์จากพนักงานธนาคารพาณิชย์ในจังหวัดเดียวกัน
"เราใช้เวลาเตรียมงานนี้ประมาณ 2 สัปดาห์ โดยเริ่มจากการส่งจดหมายเชิญไปยังกลุ่มลูกค้าของเรา
นักธุรกิจท้องถิ่นที่ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่อยู่ในจังหวัดชลบุรีเท่านั้น จังหวัดใกล้เคียงอย่างระยอง
จันทบุรีเราเชิญหมด เพราะอยู่ในวิสัยที่เราสามารถให้บริการแก่เขาได้"
ชนินทร์ ลีลานันทกิจ ผู้จัดการสาขาชลบุรีเล่าให้ฟัง
เนื้อหาสาระที่ตรงเป้ากับหัวข้อการอภิปราย สงบ พรรณรักษา เหมาพูดคนเดียวเกือบทั้งหมดโดยมีเอกสารประกอบแจกให้ผู้ฟังก่อนล่วงหน้า
"ผู้จัดการ" ไม่รู้เหมือนกันว่านักธุรกิจท้องถิ่นมีความสนใจ เข้าใจในเนื้อหาของเอกสารมากมายแค่ไหนแต่เท่าที่สังเกตดูความสนใจดูเหมือนจะพุ่งไปที่แบบฟอร์มขอกู้เงินทั้งของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
ว่าถ้าจะกู้เงินจากสถาบันการเงินแห่งนี้จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง
ส่วนเรื่องการขอกู้เงินดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินชั้นนำที่ สงบ พรรณรักษาออกตัวไว้ว่าไม่ได้หมายถึงเฉพาะ
ไอทีเอฟ. แต่รวมไปถึงบรรดาสาขาธนาคารพาณิชย์อื่นในจังหวัดชลบุรีด้วยนั้น
ผู้ฟังก็ฟังกันอย่างเนือย ๆ
ที่ว่าเนือย ๆ นั้นอาจจะเป็นเพราะว่าสิ่งที่พูด ๆ กันอยู่มันไม่ตรงกับปัญหาของนักธุรกิจที่นั่งฟังอยู่ก็เป็นได้
เพราะปัญหาของเขาอาจจะอยู่ที่ "ทำอย่างไรถึงจะได้กู้เงิน" เหมือนกับลูกค้ารายหนึ่งพูดกับ
"ผู้จัดการ" ในช่วงพักระหว่างอภิปราย
เอกกมล คีรีวัฒน์ร่ายยาวให้ฟังถึงเรื่องการปรับตัวของทิศทางการดำเนินงานของสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์ในระยะต่อไป
ว่าจะต้องหันมาเน้นในเรื่องการให้สินเชื่อ แทนการเร่งระดมเงินฝาก เพราะมีเงินเหลือในระบบอยู่มาก…ก็เหมือนกับเนื้อข่าวที่ลงหนังสือพิมพ์รายวันรายสัปดาห์ที่ลงติดต่อกันเป็นเดือน
นักธุรกิจที่อยากได้เงินกู้ใจจะขาดฟังดูแล้วไม่รู้จะหัวร่อหรือร้องไห้ดี
ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ เดินทางมาถึงสถานที่จัดอภิปรายเมื่อเวลาบ่ายสามโมงเกือบครึ่ง
เนื่องจากติดคิวการอภิปรายในกรุงเทพฯ โดยพ่วงศลัย พานิชภักดิ์ ปริญญ์และนฤณ
ภรรยาและลูกชาย-หญิงมาด้วย เพราะมีโปรแกรมเดินทางต่อไปพักผ่อนที่พัทยาในช่วงวันหยุดพร้อมกับเป็นการฉลองวันเกิดลูกชายที่อายุครบ
8 ขวบไปในตัว
"รัฐบาลยังคงเน้นเรื่องความมั่นคงของสถาบันการเงิน หรือธนาคารพาณิชย์ที่ถูกต้อง
ให้สามารถอยู่ได้โดยการประกอบธุรกิจอย่างตรงไปตรงมารวมทั้งเน้นให้ช่วยเหลือบริการด้านการเงินแก่ท้องถิ่น
ไม่ใช่มุ่งระดมเงินออมเข้าไปส่วนกลางเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ปัจจุบันทิศทางการลงทุนค่อนข้างชัดเจนคือมุ่งในแนวอุตสาหกรมเกษตร
อุตสาหกรรมแปสภาพผลผลิต การเกษตร หรือแม้แต่อุตสาหกรมในครัวเรือนที่ต้องใช้คนเป็นจำนวนมาก"
ตอนหนึ่งของการอภิปายของ ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ พูดในท่วงทำนองที่ยังคงสไตล์แบบคนแบงก์ชาติ
ตัวอย่างอุตสาหกรรมต่อเนื่องการเกษตรที่ ดร. ศุภชัย พานิชภักดิ์ ยกให้ฟังก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
เช่นเรื่องการปรับปรุงวิธีการชำแหละสุกร เพื่อที่จะได้ "หนัง"
มาใช้ในอุตสาหกรมเครื่องหนังซึ่งทุกวันนี้ยังคงต้องอาศัยการนำเข้าจากต่างประเทศหรือการส่งออกขนเป็ดที่เป็นขนอ่อนที่ต่างประเทศนิยมใช้ยัดหมอน-ที่นอน
"อย่างอุตสาหกรรมในครัวเรือนที่ผมไปเจอในเขตที่ผมสมัครรับเลือกตั้งก็คือการทำกรงนกเขา
พ่อแม่พี่น้องเชื่อไหมครับว่ากรงไม้ไผ่สานที่ใช้วัสดุในท้องที่นั้นเขาขายกันราคาหลายพันบาท
ทำกันด้วยแรงงานในครอบครัว…เรื่องอย่างนี้นี่แหละครับที่เป็นเรื่องที่เราต้องคิดต้องมองและช่วยการสนับสนุน"
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังพูดต่อในลีลาของผู้แทนราษฎร
การอภิปรายเสร็จสิ้นลงในเวลาบ่ายสี่โมงกับ 10 นาที หลังจากที่เริ่มมาตั้งแต่บ่ายโมงครึ่ง…
นักธุรกิจท้องถิ่นแยกย้ายกันกลับทิ้งให้ทีมผู้อภิปรายถูกนักข่าวส่วนกลางป้อนคำถามที่ต้องโดนถามอยู่แล้วหากเป็นการอภิปรายในกรุงเทพฯ
เพียงแต่ย้ายสถานที่ถามมาเป็นจังหวัดชลบุรีเท่านั้น
คำถามที่ "ผู้จัดการ" และเพื่อนนักข่าวถูกสต๊าฟบริหารของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
ไอทีเอฟ.ถามย้ำอยู่หลายครั้งในช่วงของอาหารมื้อเย็นก็คือ "การจัดอภิปรายครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง?"
ก็ขอโอกาสให้ความเห็นในรายงานชิ้นนี้เสียเลย
เรื่องที่ว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ก็ต้องบอกว่าดีแน่ คือดีสำหรับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
ไอทีเอฟ.โดยเฉพาะสาขาที่ชลบุรี เพราะนอกจากจะได้จัดกิจกรรมเชิงวิชาการให้ลูกค้าที่จัดได้ว่าเป็นบริการให้ความรู้อย่างหนึ่งที่สถาบันการเงินชั้นนำพึงมี
ผลอีกด้านหนึ่งก็คือการสร้าง IMAGE ของสถาบันการเงินแห่งนี้ ในการที่สามารถดึงคนระดับบริหารของแบงก์ชาติหรือแม้แต่ระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการมาอภิปรายได้
เท่ากับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม
ที่อยากจะติงกันสักนิดก็คือหัวข้อของการอภิปรายที่ออกจะกว้างเกินไป ด้วยหัวข้ออย่างนี้ไปจัดอภิปรายที่ไหนหรือจัดในกรุงเทพฯ
ก็คงไม่แตกต่างกันนักแต่ในเมื่ออุตส่าห์ไปจัดกันถึงจังหวัดชลบุรีที่เป็นเมืองเอกของภาคตะวันออกของประเทศ
ก็น่าจะใช้หัวข้อเรื่องที่เกี่ยวพันกับธุรกิจท้องถิ่นมากกว่านี้
นักข่าวส่วนกลางไปฟังอภิปรายก็ได้ฟังในสิ่งที่ได้รับฟังในการอภิปรายเป็นประจำในกรุงเทพฯ
ผู้อภิปรายก็เป็นคนที่ต้องพบเจอกันเป็นประจำในสายงานข่าวในกรุงเทพฯ นักธุรกิจท้องถิ่นก็ได้รับฟังในสิ่งที่หาอ่านได้ในสิ่งพิมพ์ที่ส่งมาจากกรุงเทพฯ
เรื่องราวของธุรกิจในชลบุรีหรือธุรกิจภาคตะวันออก ปัญหาของธุรกิจในภูมิภาคนี้ลักษณะการดำเนินงานของสถาบันการเงินกับธุรกิจท้องถิ่น
ที่ควรจะเอามาเขียนถึงอย่างเป็นเนื้อเป็นหนังคงต้องรอให้มีการจัดอภิปรายในครั้งต่อไปกระมัง