Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา สิงหาคม 2554
เมื่อ “พญามังกร” จะคืนสมุทร             
โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล
 





กลางปี 2554 เกิดความตึงเครียดในน่านน้ำทะเลจีนใต้ขึ้น จากปัญหาการอ้างสิทธิในความเป็นเจ้าของเหนือหมู่เกาะและแนวปะการังต่างๆ ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลเวียดนามออกมาโวยวายว่า เรือตรวจการณ์กับเรือประมงของจีนได้เข้าตัดสายเคเบิลใต้ทะเลของเรือสำรวจน้ำมันเวียดนามจำนวน 2 ลำ ทำให้เกิดปัญหาสายเคเบิลพันกันในน่านน้ำของประเทศเวียดนาม ขณะที่รัฐบาลจีนก็ตอบโต้ว่าเรือสำรวจน้ำมันของเวียดนามต่างหากที่ละเมิดน่านน้ำของประเทศจีน

ปัญหาเกี่ยวกับการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะสแปรทลีย์ในทะเลจีนใต้ที่ประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ประมาณ 750 เกาะ และครอบคลุมเนื้อที่กว่า 400,000 ตารางกิโลเมตร ระหว่างจีน เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ รวมทั้งไต้หวัน เกิดขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว แต่ความขัดแย้งระหว่างจีนกับเวียดนามล่าสุด นำไปสู่การเดินขบวนประท้วงของประชาชนใน 2 ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ และพัฒนาไปสู่การซ้อมรบในทะเลจีนใต้ของกองทัพเรือเวียดนาม ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับ “พี่เบิ้ม” ของภูมิภาคคือจีนเป็นอย่างมาก

ความขัดแย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำในทะเลจีนใต้ยิ่งลุกลามไปอีก เมื่อมหาอำนาจจากโลกตะวันตก คือ กองทัพเรือของสหรัฐฯ จัดให้มีการซ้อมรบกับฟิลิปปินส์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2554 กับญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย นอกชายฝั่งของประเทศบรูไน ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2554

ความพยายามกลับเข้ามาแทรกแซง และมีบทบาทในการกำหนดทิศทางความมั่นคงในภูมิภาค เอเชีย-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลจีนไม่พอใจเป็นอย่างมาก โดยเมื่อ พล.ร.อ.ไมเคิล มูลเลน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 4 วัน วันที่ 11 กรกฎาคม 2554 พล.อ.เฉิน ปิ่งเต๋อ ประธานเสนาธิการทหารร่วมของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนกล่าวตำหนิผู้แทนของสหรัฐฯ ต่อหน้าผู้สื่อข่าวว่า สหรัฐฯ กรุณาอย่าจุ้นในเรื่องที่ไม่มีสิทธิ์ยุ่ง

“สหรัฐฯ ย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่ได้มีเจตนาจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ แต่กลับทำในสิ่งตรงข้ามกับคำพูด” พล.อ.เฉินกล่าวในงานแถลงข่าวหลังจากพบปะกับ พล.ร.อ.มูลเลน โดยนอกจากจะได้พบปะ พล.อ.เฉินแล้วในการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐอเมริกายังได้พบปะกับสี จิ้นผิง รองประธานาธิบดีจีน และว่าที่ผู้นำคนถัดไปของจีนด้วย

อาร์เธอร์ เฮอร์แมน ผู้เขียนหนังสือ To Rule the Waves: How the British Navy Shaped the Modern World หนังสือประวัติราชนาวีอังกฤษ กล่าวไว้ในคำนำของหนังสือว่า “ระบบโลกที่ก่อตัวขึ้นหลัง ค.ศ.1815 ในทางหนึ่งเกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของการพึ่งพาต่อราชนาวีอังกฤษ (Royal Navy) ในบทบาทของตำรวจโลก โดยประเทศต่างๆ สามารถใช้เส้นทางเดินเรือที่อาณาจักรอังกฤษบุกเบิกเอาไว้ ซึ่งเส้นทางเดินเรือดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการค้าเสรีที่อังกฤษยึดถือ”[1]

เมื่อย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 สหรัฐอเมริกาก็เข้ามารับบทบาทแทนอังกฤษ ในฐานะเจ้าลัทธิแห่งการค้าเสรี พร้อมไปกับการสร้างกองเรือที่มีขนาดใหญ่มโหฬารเพื่อสืบทอดสถานะ “ตำรวจโลก”

ทั้งนี้ คงไม่เป็นการเกินเลยแต่อย่างใด หากจะกล่าวว่า ทุกวันนี้กองเรือสหรัฐฯ ที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลกถือเป็นผู้ค้ำจุนสถานะความเป็น “มหาอำนาจเดี่ยว” ของสหรัฐฯ และเปลี่ยนโลกหลังยุคสงครามเย็นให้กลายเป็น “โลกขั้วเดียว” (Unipolar World) เรียบร้อยโรงเรียนมะกัน

ต่อมา เมื่อประเทศจีนตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายอันยาวนานของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม เติ้ง เสี่ยวผิง รวมถึงผู้นำรุ่นถัดๆ มาได้นำจีนฝ่าฟันอุปสรรคจากการปฏิรูปทางเศรษฐกิจต่างๆ นานา จนพร้อมที่จะนำพาประเทศหวนคืนสู่การเป็นมหาอำนาจแห่งโลกตะวันออก โดยมุ่งเป้าที่จะพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นอีกขั้วอำนาจหนึ่งที่สามารถถ่วงดุล และคัดคานมหาอำนาจเดี่ยวอย่างสหรัฐฯ ให้ได้ ทว่าเมื่อพิจารณาจากปัจจัยรอบด้านแล้วก็ต้องยอมรับว่าจีนด้อยศักยภาพในหลายๆ ส่วน

ในห้วงกว่า 150 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่สงครามฝิ่นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ชาวจีนได้เรียนรู้และมีการทบทวนความผิดพลาดของตนเองมาตลอดว่า เหตุใดในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ถึง ศตวรรษที่ 20 หรือนับเป็นเวลากว่า 100 ปีเต็ม จีนจึงถูกลัทธิจักรวรรดินิยมและต่างชาติเข้ามารุมทึ้งแผ่นดินและทรัพยากร โดยถึงขั้นแบ่งแยกประเทศออกเป็นส่วนๆ

ความผิดพลาดหลักประการหนึ่งที่ชาวจีนเล็งเห็นก็คือ นับจากราชวงศ์ชิงต่อเนื่องมาจนถึงยุคสาธารณรัฐ ศักยภาพของกองทัพเรือจีนนั้นตกต่ำจนถึงขีดสุด

ยกตัวอย่างเช่น ในสมัยของพระนางซูสีไทเฮา ขุนนางในราชสำนักชิงเล็งเห็นความสำคัญและมีความพยายามที่จะปฏิรูปกองทัพเรือให้ทันสมัย โดยมีการจัดตั้งกองทัพเรือเป่ยหยาง, กองทัพเรือหนานหยาง, กองทัพเรือกวางตุ้ง, กองทัพเรือฮกเกี้ยนขึ้นมา โดยในช่วงแรกมีการจัดสรรงบประมาณอย่างดี จนกระทั่งพระนางซูสีไทเฮาได้เบียดบังนำงบประมาณในการพัฒนากองทัพเรือดังกล่าวไปซ่อมสร้างพระราชวังฤดูร้อนแห่งใหม่ อี๋เหอหยวน แทนพระราชวังฤดูร้อนแห่งเก่า หยวนหมิงหยวน ที่ถูกต่างชาติเผาทำลาย นำเงินอีกบางส่วนไปปรนเปรอส่วนตัว ทำให้ในเวลาต่อมากองทัพเรือจีนอันอ่อนแอ จึงพ่ายแพ้ให้กับกองทัพเรือญี่ปุ่นอย่างย่อยยับในสงครามจีน-ญี่ปุ่น ช่วงปี ค.ศ.1894-1895

จากบทเรียนในหน้าประวัติศาสตร์และความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ครั้งล่าสุด รองศาสตราจารย์หวัง เป่าคุน นักวิชาการจากสถาบันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและเศรษฐศาสตร์เพื่อการป้องกันประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเหรินหมิน ได้เขียนบทความลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไชน่าเดลี เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2554 โดยเรียกร้องว่า ถึงเวลาแล้วที่กองทัพเรือแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (People’s Liberation Army Navy หรือ PLAN) จะต้องมีเรือบรรทุกเครื่องบินเป็นของตัวเอง

“กองทัพเรือหนึ่งๆ มิอาจถือว่าเป็นกองทัพเรือที่ดีได้เลย หากกองทัพดังกล่าวขาดเรือบรรทุกเครื่องบิน ไม่น่าแปลกใจเลยที่สหรัฐอเมริกาเตรียมสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นเจอราร์ด อาร์. ฟอร์ด (เรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ หรือ Supercarrier ซึ่งใช้เรียกเรือบรรทุกเครื่องบินที่มีระวางขับน้ำตั้งแต่ 70,000 ตันขึ้นไป-ผู้เขียน) ถึง 10 ลำ เพื่อมาทดแทนเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นเก่า โดยเรือแต่ละลำจะสามารถประจำการได้นานถึง 50 ปี โดยเรือชั้นฟอร์ดลำแรกจะต่อสำเร็จในปี 2557 (ค.ศ.2014) และลำสุดท้ายจะลงน้ำในปี 2591 (ค.ศ.2048) ซึ่งเรือบรรทุกเครื่องบินเหล่านี้จะทำให้สหรัฐฯ สามารถรักษาความเป็นหนึ่งในมหาสมุทรเอาไว้ได้”[2]

นักวิชาการหญิงจากมหาวิทยาลัยเหรินหมิน สถาบันอุดมศึกษาซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนโดยตรงกล่าวต่อว่า ปัจจุบันกองทัพปลดแอกประชาชนจีนขาดแคลนยุทโธปกรณ์สำคัญ 3 ประเภทด้วยกัน คือ เครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกล, เครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่ และเรือบรรทุกเครื่องบิน

“จีนเป็นชาติเดียวใน 5 ชาติสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการ แม้แต่ประเทศที่ไม่ใช่สมาชิกถาวรของคณะมนตรีฯ ก็ยังมีเรือบรรทุกเครื่องบิน นี่ทำให้จีนเสียเปรียบในเชิงยุทธศาสตร์” รศ.หวังระบุ

พร้อมกันนั้น เธอยังกล่าวดักคอบรรดาชาติตะวันตก และเพื่อนบ้านที่หวาดระแวงจีนด้วยว่า ทฤษฎีภัยคุกคามจากจีน (China Threat Theory) นั้นไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย เพราะจีนไม่เคยใช้และจะไม่ใช้กำลังทางทหารเพื่อการขยายดินแดน โดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเหรินหมินอ้างว่าในศตวรรษที่ 15 สมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) ในยุคที่ทัพเรือจีนเกรียงไกรที่สุด หรือในสมัยที่ราชสำนักหมิงส่ง เจิ้ง เหอ (ซำปอกง) พร้อมกับกองทัพเรือนับร้อยๆ ลำ ออกไปเป็นทูตสันถวไมตรีถึง 7 ครั้งระหว่าง ค.ศ.1405-1433 ไปถึงแถบอาหรับ, บรูไน, แอฟริกาตะวันออก, อินเดีย, มาเลย์ รวมถึงไทย (สยามในอดีต) ก็เป็นเพียงเพื่อเหตุผลทางการค้าและการสานสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ เท่านั้น โดยไม่มีการคุกคาม รุกรานหรือยึดครองดินแดนแต่อย่างใด ซึ่งแตกต่างจากจุดประสงค์และพฤติกรรมในการล่องเรือยึดอาณานิคมของชาวยุโรปในไม่กี่ศตวรรษถัดมาอย่างสิ้นเชิง

สำหรับโรดแมปของการพัฒนาศักยภาพในการรบและตอบสนองภารกิจทางด้านมนุษยธรรมเมื่อเกิดภัยพิบัติของกองทัพเรือจีนในอนาคตนั้น รศ.หวังระบุว่า จะต้องมีการแบ่งเป็น 3 ระยะคือ หนึ่ง ปรับปรุงและสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดกลางของตัวเองขึ้นมา สอง สร้างเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ และสาม สร้างเรือรบขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์

จากรายงานของเว็บไซต์ Globalfirepower.com ล่าสุดในปี 2554 (ค.ศ.2011) ระบุว่า หากวัดกำลังของกองทัพกันตามจำนวนแล้ว จีนถือเป็นกองทัพที่ใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย โดยจีนเป็นประเทศที่มีกำลังทหารประจำการมากที่สุดในโลกถึง 2.285 ล้านนาย หรือมากกว่าสหรัฐฯ ถึงกว่า 800,000 นาย อย่างไรก็ตามเมื่อวัดกำลังรบทางทะเล ด้วยจำนวนเรือรบทุกชนิด (Navy Vassels) แล้วจีนยังตามหลังสหรัฐฯ อยู่ไกลสุดกู่คือ กองทัพเรือจีนมีเรือประจำการเพียง 562 ลำ เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ที่มีมากถึง 2,384 ลำ ที่สำคัญที่สุด จีนไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการเลยแม้แต่ลำเดียว ขณะที่สหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการมากถึง 11 ลำ

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2554 ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งของฮ่องกง พลเอกเฉิน ปิ่งเต๋อออกมายอมรับอย่างเป็นทางการว่า กองทัพปลดแอกประชาชนจีนกำลังสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกอยู่จริง อย่างไรก็ตาม พล.อ.เฉินไม่ได้ให้รายละเอียดของเรือดังกล่าวแต่อย่างใด [3]

กระนั้น สื่อมวลชนจีนและทั่วโลกต่างคาดหมายกันว่า เรือบรรทุกเครื่องบินดังกล่าวน่าจะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน “วาร์ยัก (Varyag)” ของสหภาพโซเวียตเดิมที่มีระวางขับน้ำ 67,500 ตัน ซึ่งต่อมาหลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลาย ยูเครนที่รับมรดกมาก็นำมาขายต่อให้กับรัฐบาลจีน มีข่าวลือต่อไปว่าจีนได้เปลี่ยนชื่อว่าที่เรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของกองทัพลำดังกล่าวเป็น “ซือ หลาง” เพื่อเป็นเกียรติแก่ขุนพลซือ หลาง นายทหารเรือในสมัยราชวงศ์ชิงผู้พิชิตเกาะไต้หวัน!

ในความเป็นจริงเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีนจะชื่อ “ซือ หลาง” หรือไม่คงไม่สำคัญ เพราะนัยของการขยายแสนยานุภาพทางทะเลของจีนจะไม่เพียงทำให้ไต้หวันต้องกระวนกระวาย แต่ยังทำให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงในทะเลจีนใต้-มหาสมุทรแปซิฟิก-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องรู้สึกกระสับกระส่าย และที่สำคัญทำให้ดุลอำนาจของกองเรือสหรัฐฯ ถูกท้าทายอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดยุคสงครามเย็น

หมายเหตุ:
[1] Arthur Herman, To Rule the Waves: How the British Navy Shaped the Modern World, HarperCollins (1St Edition), 2004.
[2] Wang Baokun, China needs aircraft carriers, China Daily, 15 July 2011.
[3] Liu Chang, PLA chief confirms vessel is ‘under construction’, Global Times, 8 Jun 2011.   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us