|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |

หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นไปเมื่อ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำนายเศรษฐกิจไทย ในครึ่งปีหลัง 2554 และปี 2555 ว่ามีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่เดิม แต่ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้ประเมิน เศรษฐกิจไทยในปี 2554 และ 2555 มีแนวโน้มขยาย ตัวมากขึ้น หลังจากรัฐบาลใหม่มีนโยบายยกระดับรายได้ของประชาชนเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะเข้ามาช่วยลดผลกระทบความเสี่ยง ภายนอกประเทศ จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจของโลกและ ความกังวลต่อสถานะหนี้ของสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศยุโรป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ในครึ่งปีหลังจะดีขึ้นหลังจากปัญหาหลายอย่างได้คลี่คลาย เช่นการฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดของอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น ประกอบ กับการได้รัฐบาลใหม่น่าจะเริ่มดำเนินการได้บางส่วนในไตรมาสที่ 4 เช่น การปรับฐานเงินเดือนข้าราชการระดับปริญญาตรีและการ จำนำข้าว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภค และชดเชยผลกระทบจาก ภาวะสุญญากาศด้านงบประมาณ
ในปี 2555 ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลใหม่จะเน้นกระตุ้นไปสู่ผู้บริโภค ขณะที่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในโครงการใหม่เม็ดเงินจะเข้าสู่ระบบได้น่าจะเป็นปี 2556 และจากการมองในมุมบวกคาดว่าจีดีพีอยู่ที่ 5.8 จากเดิมมองไว้ 4.5
นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจในกลุ่มภาคการลงทุนและการบริโภค จะส่งผลสะท้อนทำให้เงินเฟ้ออาจพุ่งแรงถึง 5% โดยเฉพาะการปรับอัตราค่าจ้างแรงงานเป็น 300 บาท
การปรับค่าจ้างแรงงานจะไม่ส่งผลกระทบเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นด้านเดียว แต่จะส่งผลต่อธุรกิจโดยตรงทำให้ต้นทุนแรงงาน เพิ่มเป็นร้อยละ 4-11 และธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ธุรกิจเอสเอ็มอี ที่พึ่งพิงการส่งออกสูงและมีกำไรต่ำ
ธุรกิจที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบมาก เช่น รองเท้า สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ กระเบื้อง เซรามิก อาหารทะเล อัญมณี เครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์โทรคมนาคม เป็นต้น
ส่วนต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นและการปรับอัตราเงินเดือนให้กับพนักงานระดับปริญญาตรีขั้นต่ำเป็น 15,000 บาท จะส่งผลกระทบต่อนักศึกษาจบใหม่ระดับปริญญาตรีอาจไม่สามารถหางาน ได้ง่าย
ด้านการเงิน การคลัง ได้คาดการณ์จะขาดดุลในปี 2555 แต่น่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ และไม่กระทบต่อเสถียรภาพการคลังในระยะสั้น
สำหรับสภาพคล่องของระบบการเงินไทยมีแนวโน้มลดลง จากการระดมทุนทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อปล่อยสินเชื่อในอนาคต หลังจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะมีการลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งทิศทางดังกล่าวจะส่งผลให้สถาบันการเงินแข่งขันระดมเงินฝากอย่างรุนแรง ส่วนหนึ่งเกิดจากการลดวงเงินฝาก คุ้มครองของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก คาดว่าจะมีเงินฝากประจำรายย่อย (ส่วนที่เกินวงเงินคุ้มครอง) ครบกำหนดอีกกว่า 5 หมื่น ล้านบาทในครึ่งปีหลัง 2554
ด้านสินค้าเกษตร โดยเฉพาะราคาข้าวและราคายาง ในครึ่งปีหลัง 2554 จะมีราคาสูงขึ้น ราคาจำนำข้าวมีแนวโน้มสูงจาก 15,000 บาทต่อตัน เพิ่มเป็น 20,000 บาทต่อตัน ส่วนราคายาง ปัจจัยที่จะหนุนราคาเพิ่มคืออุตสาหกรรมรถยนต์ในญี่ปุ่นฟื้นและจีนมีความต้องการใช้ยางมากขึ้น
กรณีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าจะสนับสนุนทำให้สินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำมันมีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้ราคา ยางเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ปัจจุบันยางจำหน่ายราคา 170 บาทต่อกิโลกรัม
เห็นได้ว่าการประเมินเศรษฐกิจในรอบนี้ของธนาคารกสิกรไทย การวิจัยจะอิงไปกับนโยบายของรัฐบาลใหม่ จึงทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจค่อนข้างดี แต่ธุรกิจเอสเอ็มอีในฐานะเป็นพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบด้านต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยตรง ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม แต่ควรพิจารณารอบด้าน ไม่ควรมองแต่ด้านดีเพียงอย่างเดียว
|
|
 |
|
|