Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา มิถุนายน 2554
“อึก” ที่มีคุณ-ค่า ณ “ห้องสมุดแห่งน้ำ”             
โดย สุภัทธา สุขชู
 


   
www resources

Water Library Homepage
Water and Wine Co., Ltd. Homepage

   
search resources

Drinking Water
Water Library
Water and Wine Co., Ltd.
อริสา ศรีโปฎก




บางคนเปรียบน้ำแร่เสมือนยาน้ำบำรุงจากธรรมชาติ บ้างยกย่องน้ำแร่เฉกเช่นความจำเป็นที่สัตว์ป่าพึ่งพาดินโป่ง ในแง่ “มูลค่า” น้ำดื่มไร้สี ไร้กลิ่น และไร้รสชาตินี้อาจมีราคาสูงกว่ากาแฟหรูหรือแพงพอกับไวน์ชั้นดีีเลยทีเดียว

หลายคนที่เดินเข้าร้านสะดวกซื้อเพื่อมองหาน้ำดื่มมาดับกระหาย อาจชั่งใจอยู่นาน ระหว่างน้ำดื่มขนาด 0.6 ลิตร ราคา 8 บาท ซึ่งมีราคาเท่ากับน้ำแร่บางยี่ห้อ หรืออาจยอม เพิ่มอีกไม่กี่บาทเพื่อลิ้มรสน้ำแร่จากแหล่งน้ำใต้ดินบริสุทธิ์ทางภาคเหนือ หรือยอมควักเงินกว่า 30 บาท เพื่อดื่มน้ำแร่บริสุทธิ์จากเทือกเขาแอลป์แห่งฝรั่งเศส

ตัวเลือกที่หลากหลายนี้ดูน้อยไปในพริบตาเมื่อเทียบกับจำนวนแบรนด์น้ำแร่ทั้งหมดทั่วโลก ซึ่งมีอยู่กว่า 3 พันแบรนด์ ซึ่งผลิตขึ้นใน 130 กว่าประเทศ

ก่อนหน้านี้ คนไทยส่วนใหญ่อาจรู้จักน้ำแร่เพียงไม่มาก คุ้นเคยกับน้ำแร่เพียงไม่กี่แบรนด์ โอกาสในการลิ้มลองน้ำแร่แบรนด์ต่างๆ ยิ่งน้อยกว่า นอกจากราคาที่สูงกว่าน้ำดื่มทั่วไป น้ำแร่หลายแบรนด์ยังหาซื้อได้ยากในเมืองไทย กระทั่งร้านอาหารแห่งหนึ่ง เปิดตัวพร้อมกิมมิกใหม่ ด้วยการเป็นแหล่งรวบรวมน้ำแร่จากทั่วโลกมาให้ลูกค้าได้ดื่มชิม

Water Library เป็นร้านอาหารประเภท Fine Dining ที่นอกจากจะมีไฮไลต์อยู่ที่ความหลากหลายของไวน์ ที่มีให้เลือกมากกว่า 400 แบรนด์ ที่นี่นับเป็นร้านอาหาร ที่รวบรวมน้ำแร่หายากจากทั่วโลกมาให้บริการมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย โดยมีกว่า 10 แบรนด์ และมีการหมุนเวียนเปลี่ยนแบรนด์ ใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ

เนื่องจากเจ้าของร้าน Water Library เป็นเจ้าของบริษัท Water & Wine ผู้นำเข้าน้ำแร่และไวน์จากทั่วโลก เพื่อขายปลีกและส่งให้กับร้านอาหารและโรงแรมชั้นนำอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากในการเสาะแสวงหาน้ำแร่ชั้นนำของโลกเข้ามาให้บริการแบบเอ็กซ์ คลูซีฟที่ร้านอาหารแห่งนี้

“ตอนเปิดแรกๆ ลูกค้าส่วนใหญ่แทบจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับน้ำแร่และก็ไม่อยากจะลองด้วย” อริสา ศรีโปฎก ผู้ช่วยผู้จัดการร้านอาหารแห่งนี้เล่าย้อนกลับ ไปกว่า 2 ปี

ท่ามกลางดีไซน์สไตล์โมเดิร์นที่ออกแบบโดยอนุภาพ อ่อนสะอาด ผู้ออกแบบภายในให้กับคีรีมายา ขวดน้ำแร่นับพันขวดในหลายรูปทรงหลากสีสันถูกวาง เรียงรายประดับประดาอยู่หลังเคาน์เตอร์วงกลม ดูสวยงามราวงานประติมากรรม ขณะเดียวกันก็ดูคล้ายกับชั้นวางหนังสือที่เต็มไปด้วยหนังสือทรงขวดแก้วที่ภายในไม่ได้บรรจุน้ำบริสุทธิ์ผสมแร่ธาตุ แต่ยังมีเรื่องเล่าอันเป็นเรื่องราวของน้ำแร่แต่ละแบรนด์ สมกับที่เป็น “ห้องสมุดแห่งน้ำ”

Fine (ฟิเน่) น้ำแร่ในขวดทรงสาเกเดินทางมาจากญี่ปุ่น ขณะที่ Elsenham (แอลเซนเฮม) น้ำแร่ในขวดทรงเหลี่ยมเดินทางผ่านชั้นหินมาไกลจากอังกฤษ Sole (โซเล่) น้ำแร่ตราพระอาทิตย์ ในขวดเขียวมาจากธารน้ำธรรมชาติ ประเทศอิตาลี ส่วน Wattwiller (ว็อตวิลเลอร์) มาจากธารน้ำใน “หมู่บ้านน้ำ” แห่งฝรั่งเศส เป็นต้น

ในอดีต แหล่งน้ำแร่ธรรมชาติ โดยเฉพาะบ่อน้ำพุมักถูกใช้ประโยชน์เพื่อเป็นยาบำบัดโรค ต่างๆ อาทิ โรคไขข้ออักเสบ โรคนิ่ว และโรคผิวหนัง โดยส่วนใหญ่มักอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ชนชั้นสูงและผู้มีฐานะเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งน้ำแร่บริสุทธิ์เหล่านี้ และด้วยข้อจำกัดในการเดินทาง จึงเป็นที่มาของความคิดบรรจุน้ำแร่ลงขวดเพื่อนำไปขายให้ผู้นิยมน้ำแร่อย่างไม่เกี่ยงราคา

ว่ากันว่า น้ำแร่บรรจุขวดเริ่มต้นจากสปาที่มีชื่อเสียงในฝรั่งเศส แล้วเริ่มแพร่หลายในชนชาติตะวันตกตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 จนกระทั่งเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว จึงเริ่มมีการส่งออกน้ำแร่ในยุโรปและอเมริกาเหนือ และขยายกระแสความนิยมดื่มน้ำแร่เพื่อสุขภาพไปทั่วโลกในเวลาต่อมา

แร่ธาตุหลักๆ ในน้ำแร่ประกอบด้วยแคลเซียมที่ช่วยในเรื่องกระดูกและฟันโปแทสเซียมช่วยกระตุ้นระบบประสาทและเซลล์ แมกนีเซียมช่วยเรื่องการหมุนเวียนของเลือดและคลายกล้ามเนื้อ โซเดียมช่วยรักษาสมดุลของน้ำและความเป็นกรด-ด่างในร่างกาย ธาตุเหล็กป้องกันการเกิดนิ่วในไตและสร้างเม็ดเลือดแดง ไบคาร์บอเนตช่วยเรื่องการย่อย ซัลเฟตช่วยลดพิษตกค้างในตับและกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ซิลิกาเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผมและเล็บ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ เป็นต้น

“หากลูกค้าเข้ามาแล้วอยากลองดื่มน้ำแร่ เราจะถามว่าอยากได้อะไรเป็นพิเศษ เช่น หากอยากบำรุงเล็บบำรุงผมก็แนะนำน้ำแร่ที่มีแร่ธาตุซิลิกา หรือกลุ่มผู้สูงวัยเยอะ เราก็อาจแนะนำน้ำแร่ที่มีแคลเซียมสูง แต่ถ้าวันนี้ลูกค้าอยากทานอาหารหนักประเภท เนื้อ เราก็จะแนะนำให้ทานคู่กับน้ำแร่ที่มีไบคาร์บอเนตเพื่อช่วยย่อย หรือถ้าลูกค้าเจาะจงเลือกน้ำแร่เอง แล้วปรากฏว่าเป็นน้ำแร่ที่ออกรสหวานเพราะมีโซเดียมต่ำ เราก็จะช่วยแนะนำว่าควรดื่มคู่กับอาหารเบาๆ หรือซีฟู้ด”

นอกจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการร้าน ด้วยความรู้ในเรื่องน้ำแร่ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบริษัทนำเข้าน้ำแร่ บวกกับการหาข้อมูลเพิ่มเติม อริสายังทำหน้าที่ประหนึ่ง “Water Sommelier” หรือผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำแนะนำเรื่องน้ำแร่แก่ลูกค้าไปในตัว

น้ำแร่แบ่งกว้างๆ ได้ 2 ประเภท คือ แบบ Still หรือน้ำแร่ที่ไม่มีแก๊สและแบบ Sparkling หรือน้ำแร่ที่มีแก๊สโดยธรรมชาติ และน้ำแร่ที่ผ่านระบวนการอัดแก๊ส ซึ่งจะทำให้ได้ความสดชื่นและซาบซ่าเพิ่มขึ้น แต่มีแก๊สในปริมาณที่น้อยกว่าน้ำโซดาหลายเท่า

ทั้งนี้ แหล่งน้ำแต่ละแหล่งให้แร่ธาตุที่ต่างกันไปตามสภาพทางธรณีวิทยาและสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันไป แหล่งน้ำแร่ส่วนใหญ่อยู่ชั้นใต้ดิน ขณะที่บางแหล่ง เป็นบ่อน้ำพุ หรือธารน้ำบริสุทธิ์ แต่แหล่งน้ำแร่จากบางประเทศได้มาจากน้ำที่ละลาย จากหิมะและธารน้ำแข็ง หรือมาจากการกลั่นของน้ำฝนท่ามกลางสภาพอากาศที่แสนบริสุทธิ์ ซึ่งน้ำแร่จากแหล่งพวกนี้มักมาจากดินแดนที่ห่างไกลผู้คนและระบบการผลิตที่ก่อให้เกิดมลพิษ

อย่างไรก็ดี แร่ธาตุในน้ำแร่ไม่ได้มีแต่สารที่เป็นประโยชน์ แต่ยังมีสารบางตัวที่อาจก่อให้เกิดโทษหากสะสมในปริมาณมาก โดยเฉพาะไนเตรท ซึ่งมีในน้ำแร่หลายแบรนด์ เพียงแต่มีในปริมาณที่น้อยมาก

แร่ธาตุที่แตกต่างกันในปริมาณที่แตกต่างกันอาจทำให้ราคาน้ำแร่มีราคาไม่เท่ากัน แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ราคาน้ำแร่มีระยะห่างระหว่างแบรนด์ กว้างขนาด “หลายร้อยเท่า” เช่นทุกวันนี้

ขณะที่น้ำแร่ Minere ของไทย ขนาด 0.6 ลิตร ราคา 8 บาท น้ำแร่ขนาดเท่ากันยี่ห้อ Aura จากภาคเหนือของไทยมีราคา 10 บาท แต่น้ำแร่จากเดนมาร์กแบรนด์ Iskilde ตกลิตรละ 567 บาท ส่วน Fine น้ำแร่จากญี่ปุ่นราคาลิตรละกว่า 1,300 บาท ส่วน OGO จากเนเธอร์แลนด์ สนนราคา 1,512 บาทต่อลิตร และ Berg แบรนด์น้ำแร่จากเกาะกรีนแลนด์ ราคาลิตรละเกือบ 2,000 บาท โดยแบรนด์น้ำแร่ที่มีราคาสูงสุดในโลกแบรนด์หนึ่ง ได้แก่ Bling H2O สนนราคาอยู่ที่เกือบ 4,300 บาท ต่อ 0.75 ลิตร เป็นต้น

“เรื่องราวต้นกำเนิดของแหล่งน้ำแร่ และภาพลักษณ์บรรจุภัณฑ์ ถือเป็นกลยุทธ์ สำคัญทางการตลาดที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาลให้กับแบรนด์น้ำแร่และเศรษฐกิจของประเทศนั้น” บทสรุปจากนิทรรศการขนาดย่อมที่มีชื่อว่า “น้ำ...กลั่นจากความคิด” จัดขึ้นที่ TCDC ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม-10 กรกฎาคม นี้

แม้จะเป็นแบรนด์ไทย แต่ดูเหมือนจะมีคนไทยน้อยคนที่เลือกซื้อน้ำแร่มิเนเร่จากร้าน 7-11 จะรู้ถึงต้นกำเนิดของน้ำแร่แบรนด์นี้ หากแต่ว่าหลายคนหยิบจับเพราะเห็นว่าราคาเท่ากับน้ำเปล่า ขณะที่แบรนด์ Aura สร้าง “มูลค่า” เพิ่มด้วยการเล่าเรื่องราวน้ำแร่ ซึ่งจากแหล่งน้ำใต้ดินเก่าแก่กว่า ร้อยปีที่กักเก็บน้ำฝนจากเทือกเขาสูงลงมายังชั้นหินลึกนับพันฟุตแล้วดันตัวเองสู่พื้นดินกลายเป็น “น้ำรู” หรือชาวบ้านทางภาค เหนือ เรียก “น้ำฮู”

ขณะที่ Evian แบรนด์น้ำแร่บริสุทธิ์จากเมืองเอเวียง-เลส์-แบงส์ ประเทศฝรั่งเศส ได้จากน้ำฝนและน้ำจากหิมะบนเทือกเขา แอลป์ละลายผ่านชั้นหินเป็นเวลากว่าสิบห้าปี สะสมเป็นแหล่งน้ำแร่ที่ชนชั้นสูงใช้ประโยชน์ในเรื่องสปาบำบัดโรคมากว่า 200 ปี

ด้วยเรื่องราวกึ่งประวัติศาสตร์ของแหล่งที่มาของน้ำแร่ บวกกับกระบวนการผลิตและบรรจุขวดที่ได้รับการยอมรับ Evian กลายเป็นน้ำแร่ธรรมชาติพร้อมดื่มที่มียอดจำหน่ายสูงถึง 1,500 ล้านลิตร ส่งออกไปใน 129 ประเทศ สำหรับเมืองไทย Evian มีราคาขายแพงกว่าน้ำแร่ไทยเกือบ 5 เท่า

Wattwiller เป็นอีกแบรนด์น้ำแร่จากเมืองน้ำหอม มาจาก บ่อน้ำแร่ในหมู่บ้านวัตต์วิลเลอร์ซึ่งแปลว่า “หมู่บ้านแห่งน้ำ” ซึ่ง ค้นพบและถูกใช้ประโยชน์มาตั้งแต่สมัยโรมัน ปัจจุบันหมู่บ้านนี้ กลายเป็นพื้นที่ป่าสงวน รัฐบาลฝรั่งเศสจึงสงวนพื้นที่นี้ไว้เพื่อการผลิตน้ำแร่แบรนด์นี้โดยไม่ให้ผู้คนเข้าไปพักอาศัยใกล้แหล่งน้ำแร่

ด้วยคุณค่าของเรื่องเล่าบวกกับคุณสมบัติพิเศษของน้ำแร่ แหล่งนี้ที่ปราศจากไนเตรท (zero Nitrate) Wattwiller ขายอยู่ที่ขวดละกว่า 100 บาท ขณะที่ขวดพลาสติกขายที่หน้าร้าน Water Library อยู่ที่ราคา 40-50 บาท

Fine น้ำแร่จากแดนปลาดิบราคา 1,400 บาท เปิดตัวเมื่อปี 2005 ด้วยรูปลักษณ์ขวดที่ถูกออกแบบคล้ายขวดเหล้าสาเกดั้งเดิมยิ่งช่วยเพิ่มความเป็นญี่ปุ่น ตอกย้ำคุณค่าและมูลค่าด้วยการเพิ่มเรื่องแหล่งที่มา ซึ่งได้มาจากแหล่งน้ำแร่อายุนับหมื่นปีที่อยู่ใต้ภูเขาไฟฟูจิในชั้นหินที่ลึกกว่า 600 เมตร จึงทำให้ Fine เป็นน้ำแร่ที่มีสารซิลิกาสูงกว่าน้ำแร่ทั่วไป

ขณะที่น้ำแร่แบรนด์ 420 VOLCANIC ที่ขายในอังกฤษ ราคาลิตรละ 3,150 บาท เป็นน้ำแร่จากชั้นใต้ดินในแหล่งหินภูเขาไฟเช่นกัน ทว่า แหล่งนี้มีอายุเก่าแก่นับหลายล้านปี

สำหรับเรื่องราวของ Berg น้ำแร่ที่เดินทางไกลมาจากฝั่งตะวันตกของเกาะกรีนแลนด์ ถูกเล่าผ่านแหล่งน้ำโบราณที่มีอายุกว่า 15,000 ปี ซึ่งอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง ถูกปกป้องด้วยน้ำทะเลและมหาสมุทรอาร์กติกจึงยากที่แก่การเข้าถึง กระทั่งน้ำแข็งแตกจึงเริ่มมีคนเข้า ไปเก็บน้ำแร่จากแหล่งนี้มาใช้ จนวันนี้ ผ่านกระบวนการบรรจุขวดเป็นน้ำแร่ราคาลิตรละกว่า 1,900 บาท

สำหรับ Elsenham แม้เรื่องราวของน้ำแร่แบรนด์นี้จะไม่น่าตื่นเต้น แต่ด้วยรูปทรง ขวดที่ดูเก๋ไก๋คล้ายขวดน้ำหอม เพราะออกแบบโดยดีไซเนอร์คนเดียวกับที่ออกแบบขวดน้ำหอมชาแนล โดยแต่ละขวดจะถูกขัดด้วยมือก่อนนำมาบรรจุน้ำแร่ จากน้ำแร่ในชั้นหินใต้ดินธรรมดาจากหมู่บ้านชื่อเดียวกัน ในอังกฤษ ก็สามารถอัพราคาขายสูงกว่า 200 บาท ต่อ 0.75 ลิตร

น้ำแร่ในขวดทรงกลมคล้ายลูกโบว์ลิ่งแต่มีขนาดเล็กกว่า มีชื่อแบรนด์ว่า OGO (โอโก) จากแหล่งน้ำพุธรรมชาติในเนเธอร์แลนด์ นักออกแบบชาวฝรั่งเศสไม่เพียงต้องการดีไซน์ขวดที่มีรูปทรงแปลกตา แต่ยังต้องการให้ขวดได้บอกเล่าถึงคุณลักษณะพิเศษของน้ำแร่แบรนด์นี้ ที่มีออกซิเจนในน้ำมากกว่า น้ำปกติถึง 35 เท่า ผลก็คือ น้ำแร่แบรนด์นี้มีมูลค่าเพิ่มไปถึงลิตรละ 1,750 บาทเลยทีเดียว

อริสาอธิบายว่า น้ำแร่ส่วนใหญ่ที่เห็นในร้านแห่งนี้จะเป็นขวดแก้วหนา เพราะนอกจากจะช่วยรักษาอุณหภูมิของน้ำแร่เพื่อรักษาคุณภาพของแร่ธาตุแล้ว ดีไซน์ของขวดยังช่วยสร้างมูลค่าและกลายเป็น “กิมมิก” ที่ทำให้นักดื่มหลายคนกลายเป็นนักสะสมขวดน้ำแร่

สำหรับนักสะสมขวดน้ำแร่ตัวยง คงรู้จัก Bling H2O ในขวดแก้วประดับคริสตัลจาก Swarovski กว่า 60 เม็ด ที่มีราคากว่า 4,200 บาท เป็นอย่างดี ซึ่งมาคู่กับแบรนด์ Fillico จากญี่ปุ่น ที่มีดีไซน์ฝาขวดเป็นมงกุฎประดับเพชร ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากมงกุฎของจักรพรรดิ เฟดเดอริคที่ 2 ในศตวรรษที่ 13 และเนื่องจากทุกขวดทำด้วยมือจึงผลิตได้แค่ 5 พันขวดต่อเดือน น้ำแร่ยี่ห้อนี้จึงมีความพิเศษและเอ็กซ์คลูซีฟมาก ด้วยกลยุทธ์เหล่านี้ถีบให้แบรนด์นี้สูงกว่า 3,000 บาทต่อ 0.72 ลิตร

ทั้งที่จริงๆ คุณลักษณะของน้ำแร่ส่วนใหญ่คล้ายกันคือ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มี รสชาติ และเป็นสารประกอบที่มีไฮโดรเจน กับออกซิเจนเป็นหลักผสมกับแร่ธาตุจากชั้นหินบางตัว ทว่า ด้วยความพยายามที่จะใช้ดีไซน์ขวดบวกกับเรื่องเล่าสร้างความแตกต่างและบ่งบอกถึงความพิเศษของสินค้า

“ลูกค้าจะสนุกเมื่อได้รู้ที่มาของน้ำแร่แต่ละตัว เราเองก็สนุกที่ได้เรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้”

จากวันแรกที่ลูกค้าไม่อยากลองดื่ม กว่า 2 ปีของร้าน Water Library มีลูกค้า ประจำที่มาเพื่อทานอาหารและดื่มน้ำแร่ รวมถึงสั่งน้ำแร่ยกลังกลับไปดื่มที่บ้าน ทั้งยังมีลูกค้าหน้าใหม่จำนวนไม่น้อย ที่เดินเข้า มาในร้านเพื่อทดลองดื่มน้ำแร่โดยไม่ต้องรอให้โฆษณาชวนเชื่อ

น้ำแร่ที่ขายดีที่สุด ได้แก่ Wattwiller ซึ่งเป็นแบรนด์ประจำของเจ้าของร้านด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เพราะคุณสมบัติพิเศษในการ “คลีน” ช่องปากเพื่อพร้อมสำหรับการเทสต์รสชาติของอาหารจานถัดไปหรือไวน์แก้วต่อไป

สำหรับอริสา หลังจากเรียนรู้เรื่องน้ำแร่มากว่า 2 ปี ทุกวันนี้ เธอเลือกที่จะเลือกดื่มน้ำแร่เป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยเพิ่มแร่ธาตุให้ร่างกาย ทั้งนี้เพราะเธอเป็นคนทานวิตามิน แบบเม็ดไม่ได้ และสำหรับเธอ การพยายามบังคับให้ตัวเองดื่มน้ำแร่ทุกวัน ก็ทำให้เธอดื่มน้ำมากขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งนี่คงเป็นเหตุผลสำคัญให้ผิวพรรณของเธอชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง และนุ่มนวล

ทั้งนี้ น้ำแร่อาจถือเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย เพราะจริงๆ แล้วคนไทยสามารถรับแร่ธาตุเหล่านี้จากอาหารที่ทานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียมที่พบมากในกะปิและงาดำ โซเดียม ได้จากเกลือ แมกนีเซียมพบในผักใบเขียว โปแทสเซียมพบในกล้วย แร่กำมะถันก็ได้จากกระเทียมและทุเรียน ส่วนแร่ซิลิกาได้ในข้าวซ้อมมือ พริกไทย และธัญพืช เป็นต้น

ที่สำคัญต้องไม่ลืมสิ่งที่ทุกคนเคยถูกพร่ำสอนว่า “น้ำมีประโยชน์ต่อร่างกาย” เพราะน้ำเป็นจุดเริ่มต้นแห่งชีวิต กว่า 70% ในร่างกายเป็นน้ำ กว่า 80% ของสมองก็เป็นน้ำ กว่า 90% ของเลือดก็คือน้ำ

แต่นอกจากจะเตือนตัวเองว่า ...ร่างกายต้องการน้ำไม่ต่ำกว่าวันละ 8 แก้ว

ยังมีอีกสิ่งที่เป็นภาพสะท้อนจากน้ำแร่ที่เตือนให้ทุกคนต้องตระหนัก นั่นก็คือ ด้วยประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ทรัพยากรน้ำดื่มและแหล่งน้ำ (สะอาด) มีจำนวนจำกัดและลดลงเรื่อยๆ ยิ่งบวกกับเรื่องมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม “น้ำ” จึงไม่ใช่ “ของสาธารณะ” ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ฟรีๆ อีกต่อไป

น่ากลัวว่า ...สักวันหนึ่ง เราอาจต้องควักเงินซื้อน้ำดื่มในราคาลิตรละเป็นร้อยเป็นพันบาท ไม่ต่างจากน้ำแร่ก็ได้ ถ้าทุกคนยังใช้น้ำอย่างไม่รู้คุณค่า!!   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us