สามกรณีศึกษาว่าใครจะดีกว่ากัน
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ถ้าจำแนกประเภทของกิจการที่ต้องล้มไปในแง่ของผลที่ติดตามมาก็คงจะแยกออกได้เป็น
3 ประเภท
ซึ่งก็เป็น 3 ประเภทที่ถูกกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยใช้มาตรการต่างๆ
กันออกไปในเรื่องการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ถือตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเจ้าหนี้รายใหญ่ของบริษัทที่ล้ม
ประเภทแรก ก็คือ เมื่อล้มแล้วธนาคารแห่งประเทศไทยรับเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงินให้
ก็เริ่มกันมาตั้งแต่รายของกิจการของ "ตึกดำ" เป็นต้นมา จนถึงขณะนี้มีจำนวนที่จะต้องช่วยรับเปลี่ยนตั๋วให้มากกว่า
13 บริษัท เป็นเจ้าหนี้จำนวนหลายหมื่นและเป็นเงินหลายพันล้านบาท
ประเภทที่สอง ก็คือ บริษัทที่ถูกเจ้าหนี้ฟ้องร้องต่อศาล จนต้องถูกพิทักษ์ทรัพย์
และบรรดาผู้ถือตั๋วสัญญาใช้เงินก็ต้องรอให้มีการแบ่งทรัพย์สินต่อไป ก็มีหลายคนที่กำลังเฝ้าดูว่า
ระหว่างทางที่หนึ่งกับทางที่สองนี้ทางไหนจะสามารถเรียกเงินกลับคืนมาได้มากกว่ากัน
กล่าวได้ว่า กรณีของบริษัทสยามเงินทุนที่ขณะนี้ถูกบังคับคดีเข้าพิทักษ์ทรัพย์นั้น
จะเป็น "กรณี" ตัวอย่างเพื่อใช้เปรียบเทียบโดยเฉพาะ
"หลายคนก็คงต้องเฝ้าติดตามว่า มาตรการทางศาลนี้จะรวดเร็วแค่ไหนและจะได้เงินกลับมามากหรือน้อยเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนตั๋วแล้วทยอยคืนต้นภายใน
10 ปี ตามมาตรการช่วยเหลือของธนาคารแห่งประเทศไทย" เจ้าหนี้ของบริษัทเงินทุนแห่งหนึ่งกล่าว
ส่วนประเภทที่สาม ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ก็คือ กรณีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เฟิร์สทรัสต์
เฟิร์สทรัสต์มีเหตุต้องล้มไปเพราะกฎหมาย ไม่ใช่ถูกทางการถอนใบอนุญาตเช่นบริษัทอื่นๆ
ที่ผ่านมา
เรื่องมีอยู่ว่า บริษัทนี้ประสบการขาดทุนติดต่อกันหลายปี จนเงินกองทุนลดเหลืออยู่ในข่ายที่จะต้องส่งรายงานการฟื้นฟูกิจการมาให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาตามกฎหมาย
(พระราชกำหนดที่ออกใหม่เมื่อปลายปี 2526)
รายงานที่ส่งไปนั้นไม่ได้รับความเห็นชอบ และเมื่ออุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ก็ให้ยืนตามความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย
จึงเป็นอันว่า บริษัทต้องล้มไปโดยผลของกฎหมายและธนาคารแห่งประเทศไทยได้แต่งตั้งผู้ชำระบัญชีเพื่อจัดการกับหนี้สิ้นที่มีต่อไป
"เราเชื่อว่า ประชาชนว่าจะได้ประโยชน์มากกว่าการถูกปิดถอนใบอนุญาตแล้วทางการเปลี่ยนตั๋วให้
เพราะวิธีนั้นมันหมายความว่า บริษัทเกือบจะไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว แต่กรณีของเฟิร์สทรัสต์นี้ปิดไปเพราะผลแห่งกฎหมายจึงเป็นที่คาดหมายว่า
เขาน่าจะมีอะไรเหลืออยู่มากกว่าพวกประเภทแรก" คนระดับผู้อำนวยการของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุออกมา
อย่างไรก็ตาม เรื่องของหนูลองยาตัวนี้คงจะรู้ผลแน่ชัดอีกทีก็ตอนที่ได้มีการชำระบัญชีเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ
ผู้ถือตั๋วจะได้เงินกลับมามากหรือน้อยกว่าวิธีเดิมๆ ที่ใช้กันก็คงจะได้รู้กันตอนนั้น
สำคัญก็แต่จะมีหนูลองยาตัวต่อไปไหมเอ่ย