Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มกราคม 2528








 
นิตยสารผู้จัดการ มกราคม 2528
"มันเป็นเรื่องของปัญหาเดิมที่ไม่ได้แก้ไขแล้วโดนซ้ำ"             
 


   
search resources

เครือเจริญโภคภัณฑ์
ธนาคารแห่งประเทศไทย
Financing
ธนดี โสภณศิริ




ธนดี โสภณศิริ ประธานคณะกรรมการจัดการกลุ่มธุรกิจการค้าของเครือบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ซึ่งเคยคร่ำหวอดในแวดวงบริษัทเงินทุนมาก่อน เป็นอีกคนหนึ่งที่เมื่อ "ผู้จัดการ" ขอให้เขาช่วยย้อนกลับไปมองปัญหาที่เกิดขึ้นในรอบปี 2527 ในประเด็นของตัวสาเหตุแล้ว ธนดีดูจะเน้นไปที่ปัญหาตัวผู้บริหารเป็นพิเศษ "ส่วนหนึ่งมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ หวังอาศัยสถาบันการเงินเป็นฐานหาผลประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงหลักการและความถูกต้อง อีกส่วนหนึ่งเกิดจากปรับการบริหารไม่เข้ากับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม" ธนดีกล่าวในเชิงรายละเอียดลงไปอีกว่า เจตนารมณ์ของการก่อตั้งบริษัทเงินทุนขึ้นมานั้นได้แยกตลาดไว้ชัดเจนไม่ไปแข่งกับธนาคารพาณิชย์โดยตรง แต่พอทำไปจริงๆ ธุรกิจที่ว่าก็เกิดมีปริมาณไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องหันเข้าไปแข่งกับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้รับจากลูกค้าที่ดีๆ เพราะต้นทุนสูงกว่าธนาคาร ส่วนใหญ่ก็เลยต้องทำธุรกิจกับกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง ปล่อยให้บริษัทในเครือตัวเองหรือไม่ก็ทำธุรกิจเก็งกำไร เช่นซื้อขายที่ดิน

หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ เป็นต้น

"เมื่อเขาต้องหันไปเล่นแต่พวกสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำ ภายใต้สถานการณ์ปกติ คือมีเงินฝากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คงประคองธุรกิจไปได้ จะเสียหายบ้างก็ตรงที่ดอกเบี้ยเงินฝากต้องจ่ายคนฝากเงิน แต่ที่ดินเกิดยังขายไม่ได้ และถ้าเป็นในสภาพไม่ปกติคือ ฝากไม่เพิ่มแถมคนยังรุมถอนเงินจะเรียกคืนเงินจากลูกหนี้ก็ไม่ได้ จะขายที่ดินก็ยังไม่มีคนซื้อ เพราะกำลังซื้อของคนต่ำ ดอกเบี้ยแพงเงินหายาก ปัญหาก็เกิดขึ้นอย่างที่พบเห็นกันในรอบปีที่ผ่านมา"

ธนดี ลำดับปัญหาเป็นขั้นตอนให้ฟัง

สำหรับเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งนับเป็นวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งใหญ่นี้ ธนดีกล่าวว่า มันเป็นปัญหาที่เขาเคยคาดหมายไว้ว่าสักวันจะต้องลงเอยเช่นที่เห็น

เพียงแต่เขาไม่คิดว่าจะรุนแรงขนาดสั่นสะเทือนไปทั้งระบบและมีบริษัทนับสิบๆ แห่งต้องประสบชะตากรรมอย่างน่าสมเพชเช่นที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น

"สิ่งที่ทำให้ผมพอจะคาดหมายได้ก็เพราะอย่างที่บอกคือ ปัญหาของบริษัทเงินทุนมันมีมานานแล้ว และมัน

ค่อยๆ สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สาเหตุที่มันต้องมีอันเป็นไปอย่างรุนแรง หลังจากผมลองทบทวนดูแล้ว ผมเชื่อว่า

มันเป็นเรื่องของปัญหาเดิมที่ไม่ได้แก้ไขแล้วซ้ำเติมด้วยปัญหาใหม่จากสถานการณ์ภายนอก คือปัญหาเศรษฐกิจและการเงินในช่วงสองสามปีหลังนี้" ธนดีอธิบายถึงสิ่งที่อยู่นอกการคาดหมายให้ฟังพร้อมกับเสริมว่า

"ปัจจัยทั้งของเก่าและของใหม่นี่เอง ทำให้หลายบริษัทมีปัญหา ผู้ถือตั๋วสัญญาใช้เงินก็เริ่มไม่มีความเชื่อมั่น

บริษัทเงินทุน จากแห่งหนึ่งไปสู่อีกแห่งหนึ่ง แล้วก็ทั้งระบบในที่สุด"

อีกสาเหตุหนึ่ง ธนดีมองว่า น่าจะเป็นเพราะธุรกิจบริษัทเงินทุนยังเป็นของใหม่ กฎหมายหรือระเบียบต่างๆ

ตามผู้ประกอบการไม่ทัน มักจะออกมาตามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งไม่เคยมี MASTER PLAN เอาแต่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ มันจึงกลายเป็น CRISIS MANAGEMENT ไป

"เขี้ยวเล็บของกฎหมายก็ไม่ค่อยมี ขั้นตอนมีมากมาย ถ้าเขียนไม่ชัดคนทำผิดหลุดหมด คนก็เลยไม่กลัว อีกอย่างหนึ่งกลไกการควบคุมและระบบรายงานของเราก็เป็นตัวสะสมปัญหาถึงแม้ว่าคนควบคุมจะมีความรู้ความซื่อสัตย์และความสามารถส่วนตัวสูงปานใด แต่ระบบของเรายังเป็นระบบรับชอบแต่ไม่รับผิด มันจึงเป็นธรรมดาที่คนเราจะชอบแต่ทำของดีๆ ส่วนของที่มีปัญหาหรือของไม่ดีไม่มีใครอยากสอดมือเข้าไปยุ่ง เพราะทำไปก็ไม่ได้ดีอะไรกับตัว ระบบนี้มีทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน ตอนผมเรียนหนังสือเขายังเคยสอนไว้เลยว่า ในการแก้ปัญหาในกรณีที่เรายังไม่สามารถวิเคราะห์ตัวปัญหาที่แท้จริงได้ วิธีแก้อย่างหนึ่งในหลายๆ อย่างก็คือ รอให้ปัญหามันลุกลามมากขึ้น ถึงจุดหนึ่งแล้วปัญหามันจะแก้ด้วยตัวของมันเอง หรือไม่ก็จะทำให้เห็นปัญหาที่แท้จริง จากนั้นค่อยมาคิดแก้กัน"เขากล่าวในตอนหนึ่ง

ธนดีดูจะเชื่ออย่างมากว่า จากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ได้ให้บทเรียนที่มีคุณค่ายิ่งในการบริหารธุรกิจการเงินสืบไปในภายภาคหน้า

เขาได้ให้ความเห็นในเชิงข้อชี้แนะว่า โลกธุรกิจสมัยนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกับเศรษฐกิจและสังคมทั้งในและนอกประเทศ ทางด้านรัฐบาลเองก็เข้ามามีส่วนต่อการดำเนินงานเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นการจะอาศัยการบริหารงานแบบครอบครัวคงจะไปไม่ได้ไกล ส่วนการบริหารงานสมัยใหม่ จะนำความรู้สึกมาใช้ในการตัดสินใจอย่างเดียวก็คงไม่ได้ จะต้องอาศัยข้อมูลมาประกอบด้วย การกระจายอำนาจให้กับพนักงานที่มีความรู้และประสบการณ์จึงเป็นเรื่องจำเป็น

"ผมเคยอ่านหนังสือ IN SEARCH OF EXCELLENCE ซึ่งเขาได้สรุปธุรกิจสมัยใหม่ที่ประสบความสำเร็จว่า มักจะประกอบด้วยปัจจัย 8 ประการที่สำคัญ คือ หนึ่ง - เน้นการเข้าถึงลูกค้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ สอง -เน้นการทำให้เกิดผลงานกับบริษัทเป็นหลัก สาม -ให้อิสระในการดำเนินงาน ส่งเสริมให้พนักงานเป็นนักบุกเบิก สี่ -มุ่งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยมีพนักงานร่วมมือ ห้า -สร้างค่านิยมในการทำงาน หก -ขยายงานในธุรกิจที่ตนชำนาญ เพราะคนเราจะเก่งไปหมดทุกอย่างไม่ได้ เจ็ด -จัดองค์กรไม่ให้มีงานซ้ำซ้อน และแปด -มีระบบการควบคุมที่ยืดหยุ่นคือมีทั้งตึงและหย่อนคู่กันไป"

คำชี้แนะเพื่อสร้างความเป็นเลิศนี้ ธนดีบอกว่าคงสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกธุรกิจ ซึ่งแน่นอนว่า คงไม่มีใครหวงลิขสิทธิ์ น่าเสียดายตรงที่เรามีแต่ปริมาณที่เพิ่มขึ้นเท่านั้นแต่คุณภาพของนักธุรกิจกับไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนตามปริมาณ

"อาจจะเป็นเพราะลักษณะของธุรกิจมันกึ่งผูกขาด เพราะมีอภิสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เลยสร้างบรรยากาศของการบริหารงานที่ไม่จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพหรือต้องพึ่งพาความรู้ความสามารถมากนัก ทั้งหมดนี้ก็เลยไม่ได้เอื้ออำนวยให้มีการสร้างนักบริหารและการบริหารแบบมืออาชีพขึ้นมา" นักสังคมวิทยาและจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยมหิดลคุยให้ "ผู้จัดการ" ฟังระหว่างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องนี้

"สมัยนั้น เอ็มบีเอไม่สำคัญหรอก สำคัญว่าคุณรู้จักพลเอกคนไหนบ้างและสัมปทานนี้ใครสั่งมาให้คุณ" นักธุรกิจเก่ารุ่นลายครามพูดเสริมให้ "ผู้จัดการ" ฟัง

แต่ในด้านสินค้าอุปโภคบริโภคกลับตรงกันข้าม อาจจะเป็นเพราะสินค้าอุปโภคบริโภคนั้นไม่ได้อยู่ในขอบข่ายที่บรรดานักคว้าอภิสิทธิ์จะสนใจเพราะยุ่งยากกำไรช้า ในวงการนี้กลับเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วพอสมควร และก็ได้สร้างคนขึ้นมาเป็นมืออาชีพก็ไม่น้อยรวมทั้งองค์กรของไทยด้วย

"เหตุผลหนึ่งที่กลุ่มสหพัฒนเขาเก่งขึ้นมามากเพราะเขาต้องดีลกับบริษัทฝรั่งเช่นลีเวอร์หรือคอลเกตมานานแล้ว ฉะนั้นเขาได้มีโอกาสพัฒนาคนของเขาเองมาตลอด" ไพบูลย์ สำราญภูติ ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทพัฒนาที่ดินเพื่ออุตสาหกรรมให้เหตุผลกับเรา

แม้แต่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่เช่นเครือซิเมนต์ไทยนั้นก็ไม่ได้ดีไปกว่าด้านอื่นในเรื่องระบบและความเป็นมืออาชีพ เครือซิเมนต์ไทยนั้นว่าไปแล้วเริ่มจะสนใจในการพัฒนาและทำงานอย่างมืออาชีพกันจริงๆ ก็ไม่เกิน

10 - 15 ปีที่ผ่านมานี้เอง

สำหรับธุรกิจในด้านการเงินนั้นก็ยิ่งแล้วใหญ่จากการที่ธนาคารต่างๆ ในสมัยนั้นอยู่ภายใต้กลุ่มครอบครัวกันแล้วจะเห็นได้ชัดว่าการพัฒนาคนขึ้นมานั้นโดยให้โอกาสและให้อำนาจแทบจะไม่มีทีเดียว อาจจะมีเพียง

บุญชู โรจนเสถียร เท่านั้นกระมังที่โชคช่วยและจังหวะให้ทำให้กายเป็นบุคคลนอกตระกูลโสภณพนิชที่สามารถจะเข้ามาบริหารและสร้างให้ตัวเองเป็นมืออาชีพขึ้นมา

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วบุคลากรที่มีคุณภาพในด้านการเงินก็เป็นทรัพยากรที่ขาดแคลนอย่างมากๆ

"มันเป็นเพราะว่าสมัยก่อนนั้นการบริหารธนาคารมันไม่ยาก บุกตลาดให้เป็น ควบคุมภายในให้ดี มันก็ไปได้ คุณอย่าลืมว่าสมัยก่อนอัตราดอกเบี้ยอัตราเดียวนานๆ จะขึ้นจะลง ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ที่การผันแปรทางการเงิน

มันเกิดขึ้นแบบวันต่อวัน เราเองก็ค้าขายกับต่างประเทศมาก ภาวะดอกเบี้ยของโลกมีส่วนกระทบกันภาวะการเงินของเมืองไทย แต่ก่อนนี้ DEFICIT ของอเมริกายังน้อย ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ที่กว่า 200 พันล้านเหรียญ ซึ่งประเทศอื่นกำลัง FINANCE DEFICIT ของอเมริกาอยู่อย่างขมขืนโดยตัวเองไม่มีทางเลือกภาวะการแบบนี้สมัยก่อนไม่มีใครเคยเจอ ก็เลยทำให้เขามองไม่เห็นว่าควรจะรีบพัฒนาคนในด้านนี้ไปทำไม"อดีตข้าราชการธนาคารชาติที่เกษียณแล้วพูดให้ฟัง

ในด้านหนึ่งก็คงจะเป็นเช่นนั้นแต่มองดูอีกแง่หนึ่งแล้วเราจะเห็นว่าจากการที่ธนคารอยู่ในมือของกลุ่มตระกูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโสภณพนิช ล่ำซำ เตชะไพบูลย์ รัตนรักษ์ เช่นนี้แล้ว มันไม่มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาจะต้องรีบเร่งพัฒนาคนนอกให้เข้ามาทำงานแทนตน สู้รอพัฒนาลูกหลานของตัวเองไม่ดีกว่าหรือ

"ก็คงจะเป็นการขยายตัวของธุรกิจที่มันขยายเร็วมากจนพวกนี้ในที่สุดก็ต้องขยายตามเลยต้องหันมาพัฒนาคนนอกให้เข้ามาช่วยบริหารมากขึ้น "อดีตข้าราชการธนาคารแห่งประเทศไทยคนเดิมกล่าว

ค้าขายยุคหลัง 14 ตุลาคม นอกจากแรงกดดันทางการเมืองที่ถูกเปิดแล้วโจทย์ใหม่ของการค้าก็เกิดด้วยนักประวัติศาสตร์ในอนาคตอาจจะให้เหตุการณ์ตอน 14 ตุลาคม เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง

สำหรับ "ผู้จัดการ" แล้ว 14 ตุลาคมไม่มีความหมายเพียงการลุกฮือขึ้นมา เพื่อต้องการสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐาน หากแต่ยังมีความหมายไปถึงยุคสมัยใหม่ของการค้าขายอีกด้วย

สำหรับพ่อค้าอภิสิทธิ์ทั้งหลายที่เกาะติดถนอมและประภาสนั้น วันที่ถนอมและประภาสต้องขึ้นเครื่องบินจากแผ่นดินไทยไปในตอนนั้นเป็นเหมือนลางบอกเหตุพวกเขาว่า วันเก่าๆ ที่เคยมีความสุขจากการขออภิสิทธิ์ คงจะหมดไป แล้ว

ตั้งแต่นี้ต่อไปก็คงจะต้องใช้สมบัติเก่าที่รวยมาจากอภิสิทธิ์ให้เป็นประโยชน์ การชะงักงันของการลงทุนตอนหลัง 14 ตุลาใหม่ๆ นั้นแท้ที่จริงแล้วคือการคอยเฝ้าดูว่าใครจะขึ้นมาต่อไปและจะเกาะใครต่อไปได้ หาใช่เพราะมันมีนักศึกษามาวุ่นวายมากนักก็เลยไม่กล้าลงทุน

"สำหรับพ่อค้าแล้วเขาจะรอดูว่าใครจะมากุมอำนาจ ถ้ารอไปนานๆ เขายังหาตัวคนขึ้นมามีอำนาจนานๆ แบบถนอมประภาสไม่ได้ เขาก็ลงทุนเหมือนกันแต่เขาก็ต้องเลือกลงทุนเพราะมันไม่ sure 100% เหมือเมื่อก่อนแล้ว" นักสังคมวิทยาจากมหิดลคนเก่าพูดให้ฟัง ความจริงระบบอภิสิทธิ์ก็ยังคงอยู่หลังจากถนอมและบารมีไม่ด้อยไปกว่าถนอมและประภาสแน่ๆ

แต่ว่าคนหรือจะฝืนลิขิตฟ้า การตายของพลเอกกฤษณ์ สีวะรา นั้นเท่ากับเปิดบทใหม่ในเรื่องธุรกิจในเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง แม่โขงที่คิดว่าสุราทิพย์น่าจะลอยลำเข้ามาก็กลับเป็นมหาราษฎร์ เพราะระบบ "ท่านเอาไปเท่านี้แล้วให้ผมได้สัมปทานไป" มันหมดไป พ่อค้าทุกคนต้องหัดทำความรู้จักกับคำว่า "ผลประโยชน์ที่รัฐควรจะได้" ธุรกิจอื่นๆ ก็เช่นกัน สำหรับธุรกิจการเงินนั้นบทใหม่ก็กำลังถูกเปิดขึ้นเช่นกัน

เมื่อมีการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการเงินทุนหลักทรัพย์จากกระทรวงการคลังนั้นผู้ที่วางแผนให้ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นจำนวนมากเช่นนั้น

"เราจะค่อยๆ ปล่อยให้โดยเราจะให้เวลาในการพัฒนาคนขึ้นมาเพื่อเข้ามารองรับสถาบันการเงินเหล่านี้"เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังที่ร่วมในการทำโครงการนี้เผยกับผู้จัดการ

"มันกลายเป็นแหล่งหาผลประโยชน์ทางการเงินของพรรคการเมืองที่มีอำนาจ เพราะในอนุญาตใบหนึ่งซื้อขายกันประมาณ 10-20 ล้านบาทเรียกกันได้ว่าต้องเสียเงินก็แล้วกัน เสียมากเสียน้อยก็ต้องเสียถ้าจะเอาใบอนุญาตมาเปิดบริษัทเงินทุน" เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าวต่อ

ใบอนุญาตเหล่านี้ส่วนหนึ่งสถาบันการเงินเก่าคือธนาคารได้เอาไปเสริมสร้างฐานตัวเองให้เหมือนหนวดปลาหมึกที่เพิ่มขึ้นอีกเส้นหนึ่ง

อีกส่วนหนนึ่งกว่า 50% ของใบอนุญาตทั้งหมดตกอยู่ในมือของพ่อค้าใกล้ชิดกับเผด็จการ เช่น

โค้วเฮงท้ง (เงินทุนหลักทรัพย์สหไทย) บุญ บังสุบรรณ (จักรวาลทรัสต์) พลตำรวจเอกพันธุ์ศักดิ์ วิเศษภักดี (คอมเมอร์เชียลทรัสต์) ผิน คิ้วไพศาล (เฟร์สทรัสต์) วัลลภ ธารวณิชกุล หรือ จอห์นนี่มา (นทีทอง-เอเอฟที และซินเซียร์ทรัสต์)ฯลฯ

อีกส่วนหนึ่งอยู่ในมือผู้ประกอบการที่ร่ำรวยมาจากยุคเผด็จการโดยไม่ได้อยู่วงในหากแต่เป็นคนในวงการเดียวกัน ในกลุ่มนี้ก็ยังมีที่เป็นผู้ประกอบการและร่ำรวยขึ้นมาเพราะความสามารถของตนเองด้วยเช่น

สุพจน์ เดชสกุลธร (เยาวราชไฟแนนซ์) ชวลิต หล่อไพบูลย์ (เงินทุนหลักทรัพย์ไพบูลย์) สมศักดิ์และสมยศ

วนาสวัสดิ์ (เงินทุนบางกอกรัษฎาทรัสต์) ที เอส ดัน (สากลเคหะ) วิวัฒน์ สุวรรณภาศรี (ส่งเสริมเงินทุนไทย) ฟูฟูคุณหลอง (สยามเงินทุน) และยังมีอีกมากมายฯลฯ จะเห็นได้ชัดเจนว่าในบรรดาที่กล่าวมานี้ส่วนใหญ่ หรือจะเกือบทั้งหมดหาได้เป็นนักบริหารสถาบันการเงินมืออาชีพเลยและในบรรดาทั้งหมดนั้นก็หาได้มีผู้ไดเคยบริหารทางการเงินมาก่อน

อันนี้เป็นจุดบอดของกระทรวงการคลังและธนาคารชาติและจุดนี้คือจุดที่หน่วยราชการทั้งสองแห่งจะต้องถูกตำหนิและต้องรับผิดชอบด้วยต่อการล้มของสถาบันการเงินต่างๆ ในพุทธศักราช 2527

จากรายชื่อที่"ผู้จัดการ" เอ่ยขึ้นมา เราสามารถจะยกตัวอย่างบางคนแล้วแจกแจงได้ว่าใครมีประสบการณ์มาจากด้านใด

ชื่อ อาชีพเดิม

1. สุพจน์ เดชสกุลธร ปั๊มน้ำมัน

2. ชวลิต หล่อไพบูลย์ ขายกางเกงในทีเจ

3. สมยศ/สมศักดิ์ วนาสวัสดิ์ ขายยา

4. ฟู ฟูคุณหลอง ทำเหมือง

ฯลฯ

เพียงแต่คนพวกนี้รู้จักฉกฉวยโอกาสและสร้างสายสัมพันธ์กับผู้หลักผู้ใหญ่ คนพวกที่เป็นผู้ประกอบการเหล่านี้น้อยคนที่จะมีการศึกษาสูง ส่วนใหญ่จะปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่หนุ่มแล้วสู้มาด้วยความมานะ เกือบจะร้อยทั้งร้อยจะเป็นลูกจีนที่เคยลำบากมาก่อนแล้วมีความทะเยอทะยานจะต้องพิสูจน์ให้โลกและคนที่เคยดูถูกดูหมิ่นเห็นว่าตัวเองแน่

"มันเป็นปมด้อยของคน คุณเคยเจ็บช้ำน้ำใจอะไรมาก่อน พอคุณเริ่มมีเงินขึ้นมาคุณจะไม่พอใจกับมันคุณจะมีมากขึ้นเพราะสิ่งแวดล้อมของคนพวกนี้ตั้งแต่เด็กคือบรรยากาศของการถูกอำนาจเงินตรากดมาตลอด เพราะฉะนั้นคนพวกนี้เชื่ออยู่อย่างเดียวว่าอำนาจที่แท้จริงนั้นคืออำนาจของเงิน"นักจิตวิทยาจากมหิดลพูดให้ฟัง

"บริหารบริษัทเงินทุนนั้นดูว่าง่ายมันก็ง่ายแต่ถึงจุดจุดหนึ่งคุณต้องใช้ความสามารถและความรู้จริงๆ เช่น

LIABILTY MANAGEMENT นี่ไม่ใช่คุณจู่ๆ เข้ามาในวงการนี้แล้วคุณจะทำได้ทันที"นักบริหารบริษัท

แนวทางการลงทุน ทุกคนมุ่งไปที่ของตายคือการลงทุนที่ดินมีเหตุผลอยู่บางประการที่นำไปสู่การวินาศวิสันตะโรของสถาบันเงินทุนในปี 2527

ประการแรกคือการที่ฐานของธนาคารไม่กว้างพอที่จะรองรับการเจริญเติบโตของบรรดาผู้ประกอบการส่วนที่ต้องการจะโตให้เร็วกว่าเดิม

เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงในสังคมธุรกิจเมืองไทยว่า เราขาดระบบ VENTURE CAPITAL คือการที่มีสถาบันการลงทุนมาร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการที่มีความคิดความสามารถแต่ขาดเงินทุนดำเนินการ)

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us