กล่าวโดยทั่วไปแล้ว ตลาดการเงินของฝ่ายตะวันตก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและเยอรมนี
ประสบกับความวุ่นวายมากยิ่งขึ้นอันเป็นผลจากความตึงเครียดทางการเงินและการคลังระหว่างปี
1980-1981
ความตึงเครียดที่ว่านี้คงจะเนื่องมาจากมูลเหตุสำคัญ 2 ประการด้วยกันคือ
ประการแรก ได้แก่ การดำเนินนโยบายเงินตึงอย่างรุนแรงของรัฐบาลประธานาธิบดี
เรแกน จึงทำให้อัตราดอกเบี้ยของเงินดอลลาร์สูงขึ้นไปอย่างน่าดูทีเดียว เลยทำให้ปัญหากระแสเงินสดของบริษัทที่มีหนี้สินมาก
ต้องยุ่งยากลำบากมายิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเป็นการคุกคามต่อความสามารถชำระหนี้ของบริษัทออมทรัพย์
และเงินกู้ในสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก เนื่องจากสินทรัพย์ส่วนใหญ่ประกอบด้วยสินเชื่อระยะยาว
พร้อมกับดอกเบี้ยในอัตราต่ำที่กำหนดไว้แน่นอน
นอกจากนั้น การขึ้นสูงของอัตราดอกเบี้ยทั่วไปทำให้ตลาดพันธบัตรอันเป็นแหล่งการเงินสำคัญในสหรัฐอเมริกา
ต้องเป็นอัมพาตไป ปี 1983 เริ่มต้นขึ้นด้วยการล้มละลายของบริษัทเงินออมและเงินกู้
ฟิเดลลิตี้ อันเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งในนครซานฟรานซิสโก และสิ้นปีลงด้วยการเกือบพังทลายของธนาคาร
ซีแอตเติลเฟอร์สต์ แนชนัลแบงก์ ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 26 ของประเทศ ที่รอดตัวมาได้ก็ด้วยการที่ธนาคารต่างๆ
ในสหรัฐอเมริกา ได้ช่วยกันออกเงินฉุกเฉินเข้าไปโอบอุ้มเอาไว้ รวมทั้งคอนติเนนตัลอิลลินอยส์
ซึ่งเป็นรายล่าสุด
มูลเหตุของความตึงเครียดประการที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตึงเครียดที่ส่งผลกระทบต่อธนาคารเยอรมัน
ได้แก่หนี้สินรายใหญ่ของโปแลนด์ เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทรุดตัวในช่วงปี
1980-81 และการผลิตถ่านหิน (ซึ่งเป็นสินค้าออกที่สำคัญของประเทศ) ต้องตกต่ำลงไปอย่างมาก
โปแลนด์จึงไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ตามระยะเวลาที่กำหนดได้ ธนาคารของเยอรมันตะวันตก
ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างแรงจากการที่เงินดอลลาร์มีราคาแพงขึ้นในปี 1981 อยู่แล้วเมื่อมากระทบกับเหตุการณ์ไปแลนด์
ก็เลยทำให้ผลกำไรตกต่ำไป
ในตอนต้นปี 1983 เมื่อโรมาเนียขอเลื่อนกำหนดการชำระหนี้ก็เกิดภัยคุกคามว่าบรรดาลูกหนี้ในยุโรปตะวันออกจะพากันรุมขอยืดเวลาการชำระหนี้ออกไปบ้าง
เยอรมนีตะวันตก ซึ่งเป็นคู่ค้าตะวันตกรายใหญ่ของสหภาพโซเวียต และยุโรปตะวันออก
ซึ่งได้รับผลกระทบจากการนี้ ย่อมจะต้องเสียหายร้ายแรงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
และแล้วในปี 1981 นั้นเอง ภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของเยอรมนี ซึ่งประสบกับความยุ่งยากอย่างร้ายแรงอยู่แล้ว
ก็ต้องซวนเซ จนรัฐบาลกรุงบอนน์ต้องรีบเข้าช่วยเหลือ ให้บริษัทใหญ่ๆ บางบริษัท
ที่ระบบธนาคารเองก็เกือบจะช่วยค้ำไม่ไหวอยู่แล้ว รอดพ้นจากความหายนะออกมาได้
ดังเช่น บริษัท อาเอเก-เทเลฟุงเกน, อารเบด สตาร์สตาล และเมื่อต้นปี 1983 นี่เอง
บริษัท คอร์ฟอินดัสตรี อุ๊นด์ ฮันเดล ก็หวิดไปเหมือนกัน
แม้ในระยะก่อนสิ้นทศวรรษ 1970 บริษัทใหญ่ๆ ของสหรัฐอเมริกาหลายบริษัท ก็คงจะล้มครืนถ้าหากรัฐบาลของสหพันธรัฐไม่เข้าไปช่วยค้ำประกันเงินกู้เอาไว้ให้
ดังกรณีตัวอย่าง บริษัท ไครสเลอร์และบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตรอีกหลายบริษัท
เช่น บริษัท แมสเล่ย์ เฟอร์กูสัน และบริษัท อินเตอร์ แนชั่นนัล ฮาร์เวสเตอร์
เป็นต้น
ในปี 1982 เกือบทุกวิสาหกิจอุตสาหกรรมและวิสาหกิจการเงินต้องประสบกับปัญหายุ่งยากไม่ระดับใดก็ระดับหนึ่ง
บริษัท โดม ปิโตรเลียม อันเป็นบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่บริษัทหนึ่งของสหรัฐก็ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากราคาน้ำมันตกต่ำ
กับวิกฤตการณ์ผลิตน้ำมันมากเกินไป ในขณะที่เพราะเหตุให้กู้ยืมเงินในกิจการน้ำมันที่ไม่ค่อยได้กำไร
มากเกินไป เป็นมูลเหตุเบื้องหลังที่ทำให้ธนาคาร โอคลาโฮม่า ซิตี, ธนาคาร
เพนน์สแควร์ แบงก์ ต้องล้มละลายไป และธนาคารคอนติเนนตัล อิลลินอยส์ ในนครชิคาโก
อันเป็นธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับความยากลำบาก
กรณีล้มละลายอันฉาวโฉ่ของบริษัทหลักทรัพย์ของรัฐบาลดรีสเดล ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้าผู้ชำนาญพิเศษในเรื่องพันธบัตรเงินกู้ของรัฐบาลยังก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อธนาคาร
เชส แมนฮัตตัน อันเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 3 ของสหรัฐอเมริกา
ในขณะเดียวกันการล้มละลายของธนาคารบังโค อัมโบรเซียโน ในอิตาลี อันเป็นกรณีฉาวโฉ่ระหว่างประเทศที่สั่นสะเทือนสำนักวาติกัน
และกรณีฉ้อโกงอันฉาวโฉ่อื่นๆ อีกหลายเรื่องที่ได้ไปบ่อนทำลายเกียรติภูมิของธนาคาร
เวสต์ ดอยท์ เช่ ลันเดสบังค์ อันเป็นธนาคารใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเยอรมนี
สายฟิวส์ที่เชื่อมต่อยุโรปตะวันออกกับละตินอเมริกา
ในขณะที่ปี 1892 อันเป็นปีแห่งความเงียบเหงาของตลาดในประเทศกลุ่มเศรษฐกิจ
ทุนนิยมใหญ่ๆ นั่นเอง ประเทศที่มีหนี้สินมาก อย่างเช่นโปแลนด์ (ซึ่งมีหนี้ถึง
27 พันล้านดอลลาร์) และโรมาเนีย (ซึ่งมีหนี้สิน 10 พันล้านดอลลาร์) ก็ต้องประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มโซเวียต
อย่างไม่เคยมีมาก่อนเลย แม้กระทั่งประเทศฮังการี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่รักใคร่ของธนาคารระหว่างประเทศก็มีหนี้สินรุงรังมากยิ่งขึ้น
ถึง 8 พันล้านดอลลาร์ และเพิ่งจะรอดพ้นจากการผิดนัดชำระหนี้เมื่อฤดูใบไม้ผลิ
ปี 1982 มาได้ด้วยความช่วยเหลือของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF.) และธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ
(BIS.)
กระทั่งสหภาพโซเวียตซึ่งจำต้องขายทองคำเป็นจำนวนมากเพื่อนำเงินไปใช้หนี้
ก็ยังชำระเงินทางการค้าล่าช้ากว่าปกติในช่วงระยะเดียวกันนั้นด้วย
ยูโกสลาเวีย ซึ่งมีปัญหาหนี้ต่างประเทศอยู่เป็นจำนวนเงินถึง 18 พันล้านดอลลาร์
ก็ยังคงมีปัญหาต่อไปในปี 1982 จนกระทั่งในที่สุดต้องขอทำความตกลงผัดหนี้ต่อออกไปอีกในตอนปลายปี
และในฤดูร้อนของปี 1982 คิวบา ซึ่งเมื่อก่อนนี้เคยเป็นผู้ชำระหนี้ที่ดีมาก ครั้นมาในระยะหลังๆ
ก็ไม่สามารถปฏิบัติเคร่งครัดตามสัญญาความตกลงได้
นับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 60 เป็นต้นมา โลกทุนนิยมได้ให้กลุ่มโซเวียตกู้ยืมเงินไปทั้งหมดมากกว่า
100 พันล้านดอลลาร์ ทั้งๆ ที่ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างฝ่ายตะวันออก-ตะวันตกได้เขม็งเกลียวขึ้นอีกก็ตาม
แต่การต้องยอมรับให้มีหนี้สินจำนวนมาก และความจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งตลาดในยุโรปตะวันออกให้คงเปิดประตูอยู่เสมอ
ทำให้ธนาคารและรัฐบาลของฝ่ายตะวันตกแทบจะไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น นอกจากต้องยอมตกลงผ่อนผันการชำระหนี้ออกไป
อย่างไรก็ดี ในฤดูร้อนปี 1982 นั่นเองสถานการณ์ทางการเงินระหว่างประเทศเกิดทรุดหนักลงไปอย่างกะทันหัน
โดยกลุ่มประเทศในละตินอเมริกาได้พร้อมใจกันขอร้องหยุดพักชำระหนี้ กระแสลูกโซ่แห่งการผิดนัดชำระหนี้ได้เริ่มขึ้นในเม็กซิโกก่อน
โดยกลุ่มทุนนิยมอัลฟ่าไม่สามารถชำระหนี้ต่างประเทศของตนจำนวน 2.3 พันล้านดอลลาร์
ได้จนเลยฤดูหนาวปี 1982 เมื่อรู้ว่าความรุ่งเรืองที่ตั้งอยู่บนทรัพยากรน้ำมันกำลังจะหมดสิ้นไป
บรรดาเงินทุนของเม็กซิโกก็พากันหลั่งไหลออกนอกประเทศไปอย่างสะดวกด้วย
เนื่องจากรัฐบาลได้ยกเลิกระบบควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
การหนีหายของเงินเปโซทำให้รัฐบาลจำต้องนำเอาระบบควบคุมการแลกเปลี่ยนมาใช้อีก
พร้อมกับโอนกิจการธนาคารเป็นของชาติ เช่นเดียวกับกรณีของฮังการี ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ
และกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้เข้ามาประกันการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศสำหรับการโอนเงินกระแสรายวัน
ในขณะที่การเจรจาอันยาวนานเพื่อการผ่อนชำระหนี้กำลังดำเนินอยู่กับธนาคารต่างๆ
หลายร้อยธนาคารทั่วโลก ซึ่งเป็นผู้ออกเงินกู้ต่างประเทศให้แก่เม็กซิโกเป็นส่วนมาก
เงื่อนไขของอาร์เจนตินา ซึ่งมีหนี้ต่างประเทศสะสมอยู่จนถึงสิ้นปี 1982
เป็นจำนวนถึง 32 พันล้านดอลลาร์ได้เบิกทางไปสู่ความโกลาหลแห่งหนี้สินของกลุ่มละตินอเมริกา
แต่ลางบอกเหตุที่แท้จริงได้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อฤดูร้อน ปี 1981
เมื่อเป็นที่ปรากฏชัดว่าคอสตาริกาผู้เป็นแบบอย่างของนักกู้ยืมเงินที่ดี
จนได้รับรางวัลจากธนาคารทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 1970 กลับต้องมาประสบกับปัญหายุ่งยากในการชำระหนี้
สงครามในแอตแลนติกภาคใต้ (สงครามชิงเกาะฟอล์กแลนด์) และการอายัดสินทรัพย์ของอาร์เจนตินาในอังกฤษ
ซึ่งชวนให้รำลึกนึกถึงพฤติกรรมของสหรัฐอเมริกาที่กระทำแก่อิหร่านเมื่อ 2
ปีก่อน เหล่านี้ทำให้สถานะทางการเงินในบูโนสเอเรสต้องเขม็งเกลียวยิ่งขึ้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
เมื่อเม็กซิโกผสมโรงกับอาร์เจนตินาในฐานะลูกหนี้ที่มีปัญหา เลยทำให้นายธนาคารทั้งหลายต่างพากันจับตามองประเทศใน
ละตินอเมริกาทั้งหมด ซึ่งมีหนี้สินราว 40% ของหนี้สินรวมของโลกที่สามทั้งหมด
การจัดระบบการเงินอย่างเสรีเต็มที่ของลิลี่ก็ไม่อาจช่วยให้ระบบการธนาคารรอดพ้นจากการล้มละลายได้ในปี
1982
ส่วนโบลิเวีย ต้องระงับการชำระหนี้ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน
แม้กระทั่งเวเนซุเอลา ซึ่งร่ำรวยด้วยน้ำมันก็ยังมีภาระหนี้สินเกินตัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับหนี้เงินกู้ระยะสั้น
ครั้นแล้วเหตุการณ์ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ก็ได้เกิดขึ้นในตอนสิ้นปี คือ
ธนาคารแห่งบราซิล (ธนาคารชาติ) ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 1 ของบราซิล และเป็นธนาคารในอันดับที่
17 ของธนาคารโลกไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้กระแสรายวันในตลาดการเงินในนครนิวยอร์กได้
ผลสะท้อนที่เกิดขึ้นในทันที ได้แก่การที่รัฐบาลบราซิลไม่สามารถหาเงินมา
ชำระหนี้ส่วนหนึ่งที่กำหนด ในจำนวนหนี้สินทั้งหมด 84 พันล้านดอลลาร์ได้
และในวันที่ 31ธันวาคม 1982 กรุงบราซิเลียก็ได้ประกาศว่า รัฐบาลไม่สามารถชำระหนี้ตามข้อผูกพันทางการธนาคารและการเงินสำหรับปี
1983 ได้ด้วย ครั้นแล้วชิลี ซึ่งมีหนี้สินอยู่ตั้ง 16.5 พันล้านดอลลาร์
ก็ทำตามอย่างบ้างในเดือนมกราคม ในเดือนมิถุนายน 1983 เนื่องจากบราซิลมีอัตราเงินเฟ้อรายปีถึง
180%
กองทุนการเงินระหว่างประเทศจึงได้ประกาศระงับการให้เงินกู้เพื่อช่วยเหลือรวมพร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลบราซิล
ดำเนินมาตรการอดออมต่อไป
ในตอนต้นปี 1983 กลุ่มประเทศในโลกที่สามที่มีหนี้สินรวมกันมากกว่า 300
พันล้านดอลลาร์ ในจำนวนหนี้ทั้งหมด 700 พันล้านดอลลาร์กับกลุ่มประเทศลูกหนี้ในค่ายโซเวียตได้ประกาศระงับชำระหนี้ชั่วคราว
และเจรจาขอยืดเวลาในการชำระหนี้
อย่างไรก็ดี ยอดหนี้สอนรวมของโลกที่สามนั้นมีไม่มากไปกว่าราวๆ 7-10% ของสินทรัพย์รวมของธนาคารระหว่างประเทศขนาดใหญ่ๆ
เท่านั้น แม้นี่จะนับเป็นอัตราส่วนที่สูงมากอยู่ก็ตาม แต่มันก็ยังไม่ถึงกับคุกคามความสามารถชำระหนี้ของระบบธนาคารระหว่างประเทศได้
ตราบเท่าที่มาตรการอันสอดคล้องเหมาะสม (ดังเช่นการค้ำประกันเครดิตโดยองค์กรมหาชน
เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐฯ, องค์การอีซีจีดี ของอังกฤษ หรือองค์การ
ซีโอเอฟเอซีอี ของฝรั่งเศส ความตกลงยืดเวลาชำระหนี้ การใช้บริการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
การเพิ่มสินทรัพย์สภาพคล่องของธนาคารกลาง) ได้ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือทางการเงินแก้หนี้สินที่ถึงกำหนดแล้ว
แต่ยังมิได้รับการชำระหนี้
ยิ่งกว่านั้น วงการเงินระหว่างประเทศยังมีความปริวิตกยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อได้ตระหนักว่า
ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ได้กระหน่ำเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศทุนนิยม
รวมทั้งเศรษฐกิจของประเทศในโลกที่สาม และในกลุ่มโซเวียตด้วย
สัญญาณที่เปิดเผยเรื่องนี้ให้เห็นอย่างเด่นชัดที่สุด ได้แก่ ภาวะน้ำมันล้นตลาดและความตกต่ำของราคาน้ำมัน
การที่ราคาสินค้าวัตถุดิบอืดนิ่งอยู่กับที่ ภาวะเงินเฟ้อโดยทั่วไปได้ลดต่ำลง
และความเติบโตทางเศรษฐกิจโดยทั่วไปแทบจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ทั้งหมด
ทุกสิ่งทุกอย่างต่างชี้ตรงไปยังภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งภารกิจประการเดียวที่เหลืออยู่อันได้แก่การพยายามฉุดรั้งเอาไว้ไม่ให้มันจมน้ำดำดิ่งลงไป
กำลังเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งขึ้นทุกทีสำหรับวิสาหกิจและรัฐบาลของประเทศต่างๆ
ที่ได้สะสมหนี้สินเอาไว้มากมายในระยะก่อนหน้าที่จะเกิดภาวะเงินเฟ้อ ที่ถึงขั้นร้อนจัดเต็มที่
หรือการขยายการค้าต่างประเทศออกไปจนบานทะโรค
ความเพิกเฉยของสหรัฐอเมริกา
รัฐบาลสหรัฐอเมริกาซึ่งมีสิทธิ์มีเสียงอย่างสำคัญในองค์กรใหญ่ๆ ระหว่างประเทศ
ได้ทำงานน้อยมากในการช่วยหลีกเลี่ยงความเลวร้ายของสถานการณ์ทางการเงินในตลาดเงินระหว่างประเทศ
และในตลาดเงินของประเทศทุนนิยมใหญ่ๆ ด้วยการกักขังตนเองอยู่ในระบบการเงินที่คับแคบและเข้มงวดกวดขัน
รัฐบาลสหรัฐอเมริกาเอาแต่จะลดเงินให้กู้เพื่อช่วยเหลือโลกที่สาม ด้วยการคอยกดดันธนาคารโลกและองค์การในสังกัด
เช่น องค์การเพื่อพัฒนาการระหว่างประเทศ และองค์การที่เกี่ยวข้อง ดังเช่น
ธนาคารพัฒนาแอฟริกา, ธนาคารพัฒนาเอเชีย, ธนาคารพัฒนาประเทศในทวีปอเมริกา
และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เป็นต้น
โดยทำนองเดียวกัน นโยบายอัตราดอกเบี้ยเงินดอลลาร์สูง ยังคงดำเนินต่อไปตลอดครึ่งแรกของปี
1982 พร้อมกับบีบคั้นอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตระกูลอื่นๆ เป็นครั้งคราวแล้วยังสร้างอุปสรรคมากยิ่งขึ้นแก่การชำระหนี้ของบริษัทและรัฐบาลประเทศต่างๆที่มีหนี้สินมาก
(ซึ่งเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา เพียงสิ้นปี 1982 ก็มีหนี้อยู่แล้วถึง 131.3
พันล้านดอลลาร์)
เพิ่งจะภายหลังฤดูร้อนเมื่อภาวะเศรษฐกิจหดตัวและภาวการณ์ว่างงานได้มีอัตราสูงจนถึงขีดที่น่ากลัวอันตรายในสหรัฐอเมริกา
และเมื่อคำวิจารณ์อันเผ็ดร้อนได้พุ่งเข้าใส่นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลเรแกน
มากยิ่งขึ้นทุกที เจ้าหน้าที่การเงินของรัฐบาลสหรัฐฯ จึงเพิ่งจะดำเนินการเพื่อดึงอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ให้ลดต่ำลงมาบ้างในที่สุด
แม้กระทั่งเกือบจะสิ้นปี 1982 อยู่แล้ว กรุงวอชิงตันก็ยังเพิกเฉยต่อคำเรียกร้องของรัฐบาลประเทศสมาชิกองค์การร่วมมือทางเศรษฐกิจและพัฒนาการ
ที่ขอให้ใช้ความพยายามอย่างพร้อมเพรียงกันเพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
และเร่งส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ในที่ประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก ซึ่งจัดให้มีขึ้นที่นครโทรอนโต
ประเทศแคนาดา เมื่อเดือนกันยายน ในขณะที่วิกฤตการณ์ทางการเงินของเม็กซิโกกำลังขึ้นสูง
ผู้แทนของสหรัฐอเมริกายังทำหูทวนลมต่อข้อเสนอของประชาคมเศรษฐกิจยุโรป
และของโลกที่สาม ที่ขอให้เพิ่มทรัพยากรในกองทุนการเงินระหว่างประเทศขึ้นอีก
50% เพื่อให้คุ้มกับการที่จะต้องช่วยเหลือทางการเงินสำหรับหนี้สินระหว่างประเทศที่มีอยู่มากมาย
และทั้งๆ ที่สัญญาณบอกอันตรายกำลังแจ่มชัดมากขึ้นทุกที รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ
ก็ยังคงกล่าวอย่างหน้าเฉยตาเฉยว่า ระบบการเงินระหว่างประเทศยังเข้มแข็งและคึกคักดี
และว่า อันตรายที่แท้จริงนั้นอยู่ที่รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างผิดกาละ
ต่างหาก
ท่าทีของสหรัฐอเมริกาเพิ่งมาเปลี่ยนเอาในที่สุด เมื่อเป็นที่แจ้งชัดว่า
บราซิลจะต้องล้มละลายตามคราวของตน และภาพแห่งความไม่สามารถชำระหนี้ของประเทศในละตินอเมริกา
ได้ปรากฏอย่างชัดเจนแล้ว
ในวันที่ 10 ธันวาคม รัฐมนตรีว่าการคลังของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 5 ประเทศ
มีสหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, ฝรั่งเศส, เยอรมนีตะวันตกและอังกฤษ) ได้ตกลงกันให้เพิ่มโควตาของกองทุนการเงินระหว่างประเทศขึ้นไปอีก
50% กับให้เพิ่มวงเงินให้กู้ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศขึ้นอีกจาก 6.5
พันล้านดอลลาร์ เป็น 20 พันล้านดอลลาร์ เพราะเมื่อก่อนนี้เงินให้กู้เหล่านี้ใช้งานเพียงเพื่อประโยชน์ของ
10 มหาอำนาจเท่านั้น
ในขณะเดียวกันธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศซึ่งตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี
1930 เพื่อปรับปรุงระบบการเงินระหว่างประเทศให้มีระเบียบขึ้นมาใหม่ ภายหลังจากได้รับความเสียหายเนื่องจากภัยของสงคราม
และวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ติดตามมาจนสามารถแสดงบทบาทได้อย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ประเทศที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน
จนกว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศจะสามารถดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือที่กว้างขวางยิ่งกว่า
และในระยะเวลาที่ยาวนานกว่ากันได้ ทั้งนี้เป็นการทำให้องค์กรซึ่งเกือบจะถูกลืมไปเสียแล้วตั้งแต่ปี
1945 เป็นต้นมา ได้กลับฟื้นคืนชีวาโดดเด่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ในบรรดาประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือเบื้องต้นจากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศนี้
ได้แก่ ฮังการี เม็กซิโก ยูโกสลาเวีย และบราซิล
ปฏิบัติการณ์แบบตัวใครตัวมัน
ฝรั่งเศสก็เช่นกัน ต้องประสบกับความยุ่งยากทางการเงินในปี 1982 ถึงแม้ว่า
สถานการณ์ทางเศรษฐกิจภายในประเทศจะไม่ร้ายแรงไปกว่าประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ
ก็ตาม แต่การที่มีรัฐบาลสังคมนิยมขึ้นมาสู่อำนาจ ก็อดที่จะส่งผลกระทบต่อค่าของเงินฟรังก์ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินไม่ได้เหมือนกัน
ภายหลังจากปีต่อมา ทั้งๆ ที่ฝรั่งเศสมีหนี้เงินกู้อยู่แล้วเป็นจำนวนรวมถึง
25 พันล้านดอลลาร์ก็ตาม รัฐบาลซาอุดีอารเบียก็ยังได้ให้กู้ยืมเงินต่อไปอีกถึง
6 พันล้านดอลลาร์ ในรูปแบบต่างๆ กัน ดังนั้น ในที่สุดฝรั่งเศสก็กลายเป็นประเทศผู้กู้ยืมเงินรายใหญ่ไปในตลาดการเงินระหว่างประเทศ
เลยเข้าไปเป็นพวกเดียวกันกับประเทศลูกหนี้รายใหญ่อื่นๆ ดังเช่น เดนมาร์ก,
สวีเดน ฟินแลนด์ เบลเยียม ออสเตรีย สเปน ปอร์ตุเกส และอิตาลี
ปัจจัยใหม่อีกประการหนึ่ง ได้แก่การหายหน้าไปของเงินเหลือใช้จากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือโอเปก
ซึ่งเงินเหล่านี้เคยถูกส่งกลับเข้าไปหมุนเวียนอยู่ตลาดการเงินใหญ่ไม่โดยทางทรง
ก็ทางอ้อม และส่วนหนึ่งยังได้ถูกส่งเข้าไปในโลกที่สาม อันเป็นการก่อให้เกิดภาวะอุ่นหนาฝาคั่งในวงการเงินและวงการธนาคารในกลางปี
1983 สถานการณ์ทางการเงินได้เลวลงอย่างผิดสังเกตในทุกประเทศผู้ผลิตน้ำมันในโลกที่สาม
แม้แต่ผลผลิตของซาอุดีอารเบียเองก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้เงินในประเทศรัฐบาลที่นครริยาด
จำเป็นต้องใช้เงินสำรองของตนต่อไป เพื่อใช้จ่ายในการพยุงภาวะเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ในนครคูเวต ตลาดหุ้นขนาดใหญ่ถึงกับต้องล้มคว่ำอันเนื่องมาจากการเก็งกำไร
จากเช็คลงวันที่ล่วงหน้า ที่ใช้ไปในการซื้อขายหุ้นของบริษัทที่ไม่มีตัวจริง
ได้ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อเงินทุนสำรองของรัฐบาล
จากสถานการณ์รอบด้านดังกล่าวเช่นนี้เอง แรงกดดันที่มีต่อระบบการคลังและการเงินระหว่างประเทศและต่อตลาดภายในของแหล่งศูนย์กลางอุตสาหกรรม
ก็ค่อยๆ หนักหน่วงรุนแรงยิ่งขึ้นทุกที นอกจากนั้นภาวะเงินฟุบโดยทั่วไปในเศรษฐกิจโลก
พร้อมกับภาวะหยุดนิ่งอย่างสิ้นเชิงของการค้าระหว่างประเทศมาตั้งแต่ปี 1981
ได้ทำให้ภาระของหนี้สิน ซึ่งได้หดตัวลงอย่างน่าชื่นชมในช่วงระยะที่มีภาวะเงินเฟ้อ
กลับรุนแรงขึ้นมาอีก
การใช้นโยบายเงินแข็งในช่วงปลายทศวรรษ 70 ซึ่งปฏิบัติกันอย่างเหลือเฟือในสมัยรัฐบาลประธานาธิบดีเรแกน
ก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ช่วยกันผลักไสสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ,
การเงิน และการธนาคารของโลก ให้เฉียดใกล้เข้าสู่ความหายนะ
และสถานการณ์อันนี้ยิ่งทรุดหนักลงไปอีกเมื่อมีการปฏิเสธที่จะปฏิบัติร่วมกัน
ซึ่งการปฏิเสธนี้ไม่ใช่จะเกิดขึ้นเฉพาะระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้เท่านั้น
แต่ยังได้เกิดขึ้นระหว่างประเทศมหาอำนาจอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ด้วยกันอีกด้วย
มาตรการต่างๆ ที่นำมาใช้ปฏิบัติในตอนปลายปี 1982 และตอนต้นปี 1983 จึงเหินห่างจากการสอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจโลกไปอย่างมาก
จึงเป็นอันว่าเศรษฐกิจโลกยังคงถูกปล่อยปละให้อยู่ในภาวะอันตรายตั้งแต่ต้นทศวรรษ
70 เป็นต้นมาทีเดียว