Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ สิงหาคม 2527








 
นิตยสารผู้จัดการ สิงหาคม 2527
เมื่อไฟฟ้าช็อตวงการหม้อแปลงไฟฟ้า             
 


   
www resources

โฮมเพจ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

   
search resources

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
Electronic Components
บริษัท ศิริวิวัฒน์ (2515) จำกัด




ในยุคเศรษฐกิจยังคงทรงและทรุดอยู่อย่างนี้การปล่อยใบปลิวเป็นเรื่องที่สร้างความฮือฮาให้เกิดขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นกรณีธนาคารกรุงเทพ จำกัด หรืออย่างเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมนี้ที่มีบุคคลนิรนามส่งใบปลิวไปยังหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ เอ่ยพาดพิงถึงการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และบริษัท ศิริวิวัฒน์ (2515) จำกัด ในกรณีการตัดราคาหม้อแปลงไฟฟ้าและการส่งมอบงานล่าช้า

นิตยสาร "ผู้จัดการ" เห็นว่าเรื่องนี้มีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศด้วยจึงได้ติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพื่อรายงานให้ผู้อ่านได้ทราบ แต่เมื่อพยายามสอบถามไปยังสำนักผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็ได้รับคำตอบว่า "เรื่องนี้เป็นเพียงใบปลิว เราคงไม่ต้องแถลงอะไร"

ในวงการอุตสาหกรรมหม้อแปลงไฟฟ้าบ้านเรานั้นผู้ผลิตมีอยู่หลายรายด้วยกัน เช่น บริษัท ศิริวิวัฒน์, บริษัทไทยแมกซ์เวล, บริษัทเอกรัฐวิศวกรรมจำกัด, ห้างหุ้นส่วนจำกัดหม้อแปลงสยาม, ห้างหุ้นส่วนแสงสินการไฟฟ้า, แสงชัยการไฟฟ้า และห้างหุ้นส่วนกิจวัฒนาจำกัด แต่ที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ได้แก่ ศิริวิวัฒน์, ไทยแมกซ์เวล, และเอกรัฐวิศวกรรม ส่วนผู้รับซื้อรายใหญ่ที่สุดคือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)

แหล่งข่าวใน กฟภ. ได้พูดถึงการประมูลซื้อหม้อแปลงไฟฟ้าของก กฟภ. ว่า

"เมื่อก่อน กฟภ. ประมูลซื้อจากบริษัทต่างประเทศ แต่เมื่อมีบริษัทของคนไทยจึงเปลี่ยนมาซื้อของคนไทย ทั้งนี้โดยคำนึงว่า ราคาของบริษัทไหนถูกและแบบตรงตามสเป็กก็จะเลือกของบริษัทนั้น ส่วนใหญ่ที่บริษัทศิริวิวัฒน์ ได้งานประมูลไปก็เพราะเขาตั้งราคามาต่ำ"

บริษัทผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งสามต่างก็แย่งกันประมุลขายหม้อแปลงไฟฟ้าให้กับ กฟภ. ดุจดาวล้อมเดือน

การแข่งขันยื่นซองประมูลเป็นไปอย่างถึงพริกถึงขิงด้วยชั้นเชิงของนักธุรกิจที่เตรียมเชือดเฉือนกันอยู่ทุกเฮือกของลมหายใจ ขณะเดียวกันเหตุการณ์ยิ่งทวีความเข้มข้นเมื่อศิริวิวัฒน์ผู้ผลิตหม้อแปลงรายใหญ่ที่สุดของประเทศ และทำการค้ากับหน่วยราชการถึง 80% ประกาศตัดราคาเพื่อน็อกคู่ต่อสู้ทั้งสองเมื่อต้นปี 2526

"ผมจะตัดราคาต่อไปจนกว่าจะสามารถครองตลาดทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด"

สมเจตน์ วัฒนสินธุ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทศิริวิวัฒน์ฯ ประกาศเมื่อเปิดศึกตัดราคาหม้อแปลงไฟฟ้าตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่สองของปี 2525

"โรงงานเราตั้งมานานแล้ว ภาระด้านดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการลงทุนย่อมจะลดลงและขณะเดียวกันเรามีปริมาณการขายสูง สามารถสั่งซื้อวัตถุดิบครั้งละมากๆ ซึ่งจะได้ราคาที่ต่ำลง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ต้นทุนเราลดลงมากสามารถขายตัดราคาโรงงานที่เพิ่งตั้งโดยไม่ต้องลดคุณภาพสินค้า"

"การตัดราคาของเราทำให้ผู้ใหญ่บางคนกังวลว่า เราจะลดคุณภาพสินค้าซึ่งผมก็ชี้แจงเทคนิคการจัดการของเราไปว่าเราลดต้นทุนได้ยังไงบ้าง"

"จะมาว่าผมไม่ได้นะ นี่เป็นวิถีทางทางการค้าไม่ว่าใครก็ต้องทำอย่างนี้"

สมเจตน์ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ธุรกิจฉบับหนึ่งเมื่อครั้งเปิดศึกตัดราคาครั้งแรกอย่างไม่พรั่นพึงต่อเสียงผู้ใดทั้งสิ้น

หลังจากสงครามตัดราคาหม้อแปลงอันดุเดือดผ่านไปได้เพียงปีเศษ ในเดือนกรกฎาคม 2527 ก็มีมือดีร่อนใบปลิวจุดระเบิดลูกที่สองขึ้นมาอีก (รายละเอียดของใบปลิวอยู่ในล้อมกรอบ) ภูเขาไฟที่คุกรุ่นรอการระเบิดก็ปะทุพ่นลาวาออกมาทันทีโดยไม่รั้งรอ

"ไม่มีใครหรอกครับ แหล่งข่าวนี่คือใคร ผมพิสูจน์ให้เห็นได้เลยว่าเป็นไอ้เจ้าเอกรัฐ เพราะการแข่งขัน การ กฟภ. นั้นก็มีแค่ 3 บริษัท ตามสถิติแล้วนี่ในปี 2527 ไทยแมกซ์เวล ได้งานประมูลไป 50-60 ล้านบาท ผมได้มา 95 ล้านบาท ส่วนของเอกรัฐได้ไปแค่ 6 ล้านกว่าบาท เขาหาว่าผมเสนอราคาต่ำสุดก็ไม่จริง อย่างวันที่ 13 ต.ค. นี่ประมูลกันไทยแมกซ์เวลได้ ผมไม่ได้ คือเราผลัดกันได้ แล้วจะมาว่าผมตัดราคาได้ยังไง บาางครั้งประมูลกันเอกรัฐยังต่ำกว่าผมอีก แต่ไทยแมกซ์เวลก็ไม่มีอะไรหรอก เพราะต่างคนต่างทำ เขาได้น้อย ผมได้มากกว่า เขาก็ยังมีงานทำ แต่ที่ร้องนี่คือเอกรัฐ เพราะมันประมูลได้น้อย ก็ราคามันสูงกว่าเขานี่ครับ"

สมเจตน์กล่าวกับ "ผู้จัดการ" พร้อมกับรัวประโยคต่อไปอีกว่า

"นี่ถ้าไม่มีผม อีกสองบริษัทเขาจะต้องจับมือฮั้วกันอย่างแน่นอน ขนาดไทยแมกซ์เวล ที่เคยเจ๊งมาจากไต้หวันแล้วมาเปิดบริษัทร่วมทุนกับไทย เจ้าของก็เป็นลูกเขยเจ้าของบริษัทบะหมี่ไวไว มร.ซันนี่ ย่องมาหาผม 2 ครั้งอ้อนวอนขอให้ร่วมมือด้วย แต่ผมไม่เอาด้วยหรอกผมกับเขาได้ บีโอไอทั้งคู่ ฉะนั้นเท่ากับรัฐบาลส่งเสริมให้เขามาแข่งขันกับผม เราต้องเป็นคู่แข่งขันกัน"

"กรณีที่มีข่าวกล่าวหาว่าผมตัดราคาเพื่อผูกขาดการค้าเสียเองนั้นเป็นการกล่าวร้ายโดยไม่มีเหตุผลของฝ่ายตรงข้ามที่ไม่มีงานจะทำแล้ว"

สาเหตุที่ทำให้สิงโตถึงกับคำรามออกมาเช่นนี้ แหล่งข่าวที่รู้เรื่องดีเล่าให้ "ผู้จัดการ" ฟังว่า

"คุณสมเจตน์กับบริษัทเอกรัฐมีเรื่องมีราวกันอยู่ แล้วเขาก็เป็นญาติกันด้วย"

คมเฉือนคมตอนศึกสายเลือด

หลังจากสมเจตน์ วัฒนสินธุ์ คนบ้านบางกรูด อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เดินทางมาเล่าเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบจนกระทั่งรับปริญญาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิตสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้าทำงานซ่อมและสร้างหม้อแปลงไฟฟ้าอยู่ที่ร้านวรบูรณ์ของ ม.จ.ดุลภากร วรวรรณ หลังโรงภาพยนตร์โอเดียนเป็นเวลา 10 ปี เมื่อสั่งสมประสบการณ์และรวบรวมเงินทองได้ก็ออกมาดำเนินกิจการของตนเองโดยจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดศิริวิวัฒน์ เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2501 อยู่ที่ซอยกัลปพฤกษ์

"คุณสมเจตน์ติดต่อกับ กฟภ. มาตั้งแต่บริษัทยังอยู่ที่ซอยกัลปพฤกษ์ เป็นที่ทำงานเล็กๆ เกือบ 20 ปีแล้ว" พนักงานเก่าแก่ของการไฟฟ้าเล่าถึงความหลังให้ "ผู้จัดการ" ฟัง

เมื่อกิจการก้าวหน้าก็ต้องมีการขยับขยายรวบรวมญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมหุ้นกันจัดตั้งบริษัทเมื่อ 1 มิ.ย. 2515 แต่ปรากฏว่าผู้เริ่มก่อการคนหนึ่งเสียชีวิตลง ทำให้ไม่สามารถจดทะเบียนเป็นบริษัทได้ ถัดมาในวันที่ 24 ก.ค. ของปีเดียวกันห้างหุ้นส่วนจำกัดศิริวิวัฒน์ ก็ได้ยื่นขอเลิกห้างหุ้นส่วนและจดทะเบียนเป็นบริษัทศิริวิวัฒน์ (2515) จำกัด สำเร็จในอีกประมาณ 10 เดือนต่อมา เมื่อวันที่ 19 เม.ย.2516 ด้วยทุนจดทะเบียนหนึ่งล้านบาท แบ่งเป็นหนึ่งพันหุ้นหุ้นละหนึ่งพันบาท โดยสมเจตน์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จำนวน 500 หุ้น และมีผู้ถือหุ้นร่วมกันอีก 6 คน และในจำนวนหกคนนี้มีผู้ถือหุ้นรายหนึ่งชื่อสมเกียรติ น้อยใจบุญ ซึ่งเป็นญาติกับสมเจตน์และมีลูกชายสำเร็จวิศวกรรมโยธาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชื่อ เกียรติพงศ์ น้อยใจบุญ ได้เข้ามาร่วมงานกับสมเจตน์หลังจากที่สำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2514 แล้ว

"ผมมาเริ่มทำงานที่ศิริวิวัฒน์ตั้งแต่บริษัทยังเล็กๆไม่มีอะไรจนมีชื่อเสียง คนที่รู้จักก็รู้จักแต่ในนามคุณสมเจตน์ อาศัยว่าผมยังหนุ่มปล่อยให้เขาดังไปก่อน" เกียรติพงศ์คุยให้ "ผู้จัดการ" ฟัง และตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

ในช่วงระยะเวลานั้นศิริวิวัฒน์ยังไม่มีคู่แข่งในประเทศ กิจการก้าวรุดหน้าจนมีการเพิ่มทุนจากหนึ่งล้านบาทมาเป็นสิบล้านบาท ในเดือนมี.ค.2517 และสมเจตน์ก็ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อีกเช่นเคย คือเพิ่มเป็น 4,500 หุ้น(ปัจจุบันเป็น 5,000 หุ้น) แต่ก็ยังต้องแข่งขันกับต่างประเทศอยู่นั่นเอง

ศิริวิวัฒน์ต้องยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ได้มาตรฐานเดียวกับของต่างประเทศจึงจะสู้กับสินค้าของชาวต่างประเทศได้ และวิธีการหนึ่งที่ศิริวิวัฒน์ได้ทำคือ ยอมเสียเงินล้านเศษซื้อความรู้จากประเทศอิสราเอลที่ได้รับการยอมรับในฝีมือสมัยนั้น

และคนที่ได้รับเลือกให้ไปถ่ายทอดวิชาในครั้งนั้นก็คือเกียรติพงศ์

"เมื่อเราไปซื้อวิชาการที่อิสราเอล เขาต้องการคนที่ไม่ต้องมีประสบการณ์ ตอนนั้นผมเป็นหัวหน้าแผนกออกแบบ เขามาดูเพราะจะเริ่มเทรนใหม่เขาก็เลือกผม แล้วเขาก็สอนวิชาออกแบบหม้อแปลงให้ได้มาตรฐานเท่ากับเขา แล้วผมก็กลับมาทำงานต่ออีก 5-6 ปีก็ไปซื้อวิชาการที่เวสติ้งเฮ้าส์ อเมริกาจนจบมาก็สามารถผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานของโลก ตอนนี้เองมาตรฐานสินค้าของเราไม่แพ้ยุโรป"

แต่ทว่าความผันผวนก็เกิดขึ้นเมื่อเสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้ สมเจตน์เล่าให้เราฟังว่า

"มันเป็นหลานผม แล้วผมจับมันไปฝึกหวังจะให้แทนด้วยผม ทำงานกับผมมาสิบกว่าปีแล้วมันกำแหงพูดกับคนงานว่าถ้าไม่มีมันแล้วผมอยู่ไม่ได้ เขาจะทำอย่างไรผมก็ไม่กล้าไล่ออก"

สมเจตน์กล่าวต่อไปด้วยน้ำแสียงกร้าวว่า"มันยุคนงานสไตรค์ ผมเลยไล่ออกเลย"

หลังจากที่เกียรติพงศ์ถูกเชิญออกและรับเงินชดเชย 6 เดือนไปแล้วก็มีพนักงานในบริษัทติดตามออกมาอีกประมาณ 20 คน

"พักที่หลานชายคุณสมเจตน์และพนักงานช่างอีกหลายคนออกไป ศิริวิวัฒน์ก็เกือบแย่ไปเหมือนกัน" เสียงเล่าจากพนักงานเก่าแก่คนเดิมของ กฟภ. ชี้แจงให้ฟัง

ว่ากันว่าที่สมเจตน์เปิดศึกตัดราคาขึ้นมาก่อน เป็นเพราะ เกียรติพงศ์ หลานชายที่ตนไล่ออกมาได้รวบรวมญาติและเพื่อนฝูงออกมาตั้งบริษัทเอกรัฐวิศวกรรมจำกัด เมื่อปี 2524 พร้อมกับผู้ถือหุ้นจำนวน 18 คนด้วยจำนวนหุ้นสี่หมื่นหุ้น หุ้นละ 100 บาท โดยที่เกียรติพงศ์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จำนวนแปดพันหุ้น ทำการผลิตและซ่อมหม้อแปลงไฟฟ้า และยื่นประมูลหม้อแปลงไฟฟ้าประเภทสองสายกับการไฟฟ้าด้วยทุกครั้ง

"บริษัทเรากำลังก่อตั้ง ผมไม่เคยให้สัมภาษณ์ใคร คนภายนอกก็มองว่าผมเป็นคนเลว ผมก็ไม่รู้จะเถียงใคร พูดไปพูดมาก็ลำบากเพราะศิริวิวัฒน์เขาก็เป็นญาติผม คือคุณสมเจตน์เป็นอา ผมเคยเป็นผู้จัดการอยู่ที่ศิริวิวัฒน์มาก่อน เมื่อตอนที่ผมอยู่ที่บริษัท ผมสบายมาก ผมเป็นที่สองของบริษัท และเป็นผู้จัดการของบริษัทมีรายได้หนึ่งแสนบาท คุณสมเจตน์ให้ผมจัดการเรื่องการซื้อขาย อยู่มา 10 ปีตั้งแต่ปี 2514-2524 ผมก็แยกตัวออกมาเพราะมีปัญหาเรื่องครอบครัว คือเป็นเรื่องภายในรวมทั้งปัญหาอีกหลายอย่าง"

"ผมไม่สบายใจคือ ผมคิดแง่หนึ่ง แต่เขาคิดอีกแง่หนึ่ง คือเขาคิดว่าเขาสร้างผมขึ้นมาและส่งไปศึกษางานด้านออกแบบหม้อแปลงไฟฟ้าที่ต่างประเทศ ขณะเดียวกันผมก็คิดในแง่ของผมว่า เมื่อผมอยู่ที่ศิริวิวัฒน์ทำความเจริญเติบโตให้ในแง่วิชาการ เผอิญช่วงนั้นมีเรื่องส่วนตัวแต่ผมไม่ได้สนใจ เพราะถือว่าผมเป็นหลาน คุณสมเจตน์ก็ไม่มีลูก ผมออกด้วยความโกรธคุณสมเจตน์ที่แกหาเรื่องกับผม เอาเรื่องส่วนตัวมายุ่งกับงาน แกว่าผมคิดจะหักหลังแก เตรียมการมาเป็นเวลานาน อะไรอย่างนี้ ผมฟังก็ เอ๊ะ! เป็นผู้ใหญ่ในวงการ เป็นคนดังของประเทศ (เป็นนักธุรกิจตัวอย่างปี 2524) ฉะนั้นเมื่อแกพูดอะไรออกไปทุกคนก็ต้องเชื่อเขาหมด แล้วคนอย่างผมจะไปพูดอะไรได้" เกียรติพงศ์ระบายออกมาในวันหนึ่งกับ "ผู้จัดการ"

"ตอนนี้เท่ากับว่าผมเป็นมด นั่งมองยักษ์ใหญ่เขาสู้กัน แต่ผมก็เข้าประมูลด้วยทุกครั้ง ผมใช้วิธีรบแบบกองโจร รอจังหวะที่เขาเผลอแล้วไปขอลดค่าวัสดุที่ผลิตเป็นกรณีพิเศษไป แล้วผมก็ได้ ทางไทยแมกซ์เวลก็บอกว่าเขามีทุนไม่รู้จบ เพราะเงินทุนของเขามีมากนี่ครับ ศิริวิวัฒน์ก็ว่าเขาใหญ่ ทำกิจการนี้มานาน ไทยแมซ์เวลตั้งขึ้นมาเป็นที่สองประมาณ 7 ปีก่อน เขาก็ตัดราคากันมาตลอด ส่วนผมมาเป็นที่สาม รอดูยักษ์ใหญ่อย่างเขาตีกันดีกว่า" เกียรติพงศ์กล่าวทิ้งท้ายกับ "ผู้จัดการ" ก่อนจากกันไปในวันนั้น

ในระบบการค้าเสรีในประเทศไทยนั้นการตัดราคาเป็นเรื่องที่ไม่ผิด สำหรับคนที่เงินทุนหนากว่าก็จะสามารถอยู่ต่อไปได้ คนที่เงินทุนไม่มากพอก็ต้องตกไปปล่อยให้คนอื่นก้าวขึ้นมาแทน เป็นตัวตายตัวแทนกันไปตามวัฏจักรของระบบการค้าเสรี สำหรับผู้ซื้อก็จะได้สินค้าที่มีราคาถูกลงและได้รับของที่มีการปรับปรุงและทันสมัยอยู่เรื่อยๆ แต่ในแง่กลับกันหากว่าผู้ซื้อไม่มีการควบคุมคุณภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ ผู้ซื้อก็จะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพต่ำ กฟภ. เองได้รับผลประโยชน์จากการตัดราคาในตอนต้น แต่เมื่อใดที่ กฟภ. ไม่ควบคุมคุณภาพ ใครจะเป็นผู้สูญเสีย เรื่องนี้ กฟภ. คงจะเป็นผู้รู้เรื่องดี

ในขณะเดียวกันหากทั้งสามบริษัทยอมฮั้วกันทำการผูกขาดสินค้าหม้อแปลง การณ์ก็จะกลับกลายเป็นดาบสองคม ในแง่ดีก็คือ สามารถแข่งขันกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น คู่แข่งสำคัญของไทยได้ แต่ผลเสียที่เกิดขึ้นคือผู้ซื้อจะได้สินค้าที่มีราคาแพงและคุณภาพอาจจะต่ำเพราะไม่มีการแข่งขันกันปรับปรุงคุณภาพสินค้าเพื่อจูงใจลูกค้าให้มาซื้อของของตน

กรณีที่มีใบปลิวออกมาก็คงจะเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่เป็นปกติวิสัยสำหรับการค้าที่มีการตัดราคา จากใบปลิวที่กล่าวถึงงานของ กฟภ. ที่ศิริวิวัฒน์ประมูลได้ตั้งหลายโปรเจ็กต์นั้น เมื่อถึงกำหนดเซ็นสัญญาศิริวิวัฒน์ก็ทำเพิกเฉยเสียไม่มาลงนามกันให้เป็นที่เรียบร้อย และ กฟภ. ก็มิได้ดำเนินการเร่งรัดไปแต่ประการใด ในเรื่องนี้ศิริวิวัฒน์ได้ชี้แจงให้ "ผู้จัดการ" ฟังว่า "เรื่องเซ็นสัญญานั้นผมเซ็นไปหมดแล้ว ไม่มีติดค้างอะไรอีก ผมมาเซ็นไม่ทันผมก็ยอมให้ กฟภ. ปรับไปตามระเบียบ…."

ส่วนแหล่งข่าวที่พอจะทราบเรื่องนี้เปิดเผยว่า "สัญญาที่ค้างๆ อยู่ของศิริวิวัฒน์ตอนนี้เขามาเซ็นเรียบร้อยแล้ว เพิ่งมาเซ็นเมื่อวันที่ 6 กับ 9 เดือนนี้เอง (ก.ค.)…." ดังนั้นเรื่องการเซ็นสัญญาล่าช้าหรือไม่มาเซ็นนั้นเป็นอันว่าหายข้องใจไปได้ แต่ยังติดอยู่นิดตรงที่ ศิริวิวัฒน์มาเซ็นสัญญาที่ค้างๆ อยู่นั้นสาเหตุเพราะถูกแรงกระแทกของใบปลิวหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้

แต่ก็ยังมีคลื่นใบปลิวอีกลูกหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นลูกใหญ่พอที่จะทำให้ศิริวิวัฒน์หวั่นไหวบ้างเหมือนกัน

นั่นคือ ศิริวิวัฒน์ไม่สามารถส่งหม้อแปลงตามกำหนดสัญญาได้ แหล่งข่าวเดิมเล่าให้ฟังถึงเรื่องนี้ว่า "เป็นเรื่องจริงที่ศิริวิวัฒน์ส่งงานช้า แต่บางงานที่ กฟภ. ขอเร่งก่อนกำหนดเขาก็เร่งส่งให้ กฟภ. ทันทีได้เหมือนกัน เรื่องนี้คงเป็นทำนองพึ่งกันไปพึ่งกันมา แต่ถ้าศิริวิวัฒน์ส่งงานช้าไม่ทันตามกำหนดก็ต้องถูกปรับตามสัญญาเหมือนกัน บางคราวเขาโดนปรับกันเป็นล้านเลย"

ส่วนศิริวิวัฒน์ก็ตัดพ้อถึงเรื่องนี้ว่า "บางอันเราเร็วกว่าก็มี บางครั้งการไฟฟ้าบอกมาว่าต้องการอะไรเร็วเราก็ทำให้ก่อนหลายเดือนเลย ก็มีอย่างเมื่อราวเดือนก่อนน้ำท่วมนี่เอง ท่านรัฐมนตรีช่วยวีระไปปักษ์ใต้มา พบว่ามีโครงการหนึ่งจะเร่งด่วนแกก็ยังบอกกับผมเลยว่า คุณสมเจตน์หม้อแปลง 19 เควี. ที่ใช้ทางภาคใต้นั้นขอก่อนนะ ผมก็เร่งทำให้เสร็จก่อนเวลาตั้งเดือน แต่เสร็จก่อนเวลาเราไม่เคยได้รับค่าชดเชยหรือใบชมเชยเลย แต่ถ้าเรามีอะไรช้าเราก็ต้องถูกปรับตามสัญญาที่กำหนดอยู่แล้ว มีบางครั้งผมถูกปรับถึง 10 ล้านบาท คุณคิดดูว่า กฟภ. ได้ประโยชน์มากแค่ไหน"

แล้วทำไมการผลิตหม้อแปลงของยักษ์ใหญ่อย่างศิริวิวัฒน์ ซึ่งมีกำลังผลิตถึง 7-8 พันตัว/ปี ยังไม่สามารถส่งงานได้ตามกำหนดอีกล่ะ!

เรื่องนี้มันค่อนข้างจะซับซ้อนพอดู เพราะจะว่าไปแล้วศิริวิวัฒน์คงจะผลิตได้ทันกำหนดแน่ๆ ถ้ามีทุกอย่างเตรียมพร้อมตามขั้นตอนการผลิต แต่นี่พอจะเริ่มต้นก็ต้องมาหยุดเอาตั้งแต่ขั้นตอนแรกเสียแล้ว

ขั้นตอนแรกนั้นคืออะไรหรือถ้าไม่ใช่เรื่อง…เงิน!!!!!

ในการประมูลแต่ละครั้งนี้จะได้งบประมาณมา 2 ทางคือ งบราชการและงบเงินกู้ต่างประเทศ เมื่อศิริวิวัฒน์ประมูลงานได้แล้วก็จะสั่งวัตถุดิบประเภทชิ้นส่วน ซีเอชพี ไทย (C.H.P.THAI) ของบริษัทเวสติ้งเฮ้าส์ ซึ่งศิริวิวัฒน์จะต้องอาศัยวัตถุดิบจากต่างประเทศถึง 98% เช่น ลวดทองแดง เหล็ก แผ่นเหล็กทำถัง กระดาษฉนวนสี เป็นต้น แต่ศิริวิวัฒน์ไม่สามารถเปิดแอลซี สั่งวัตถุดิบได้ เพราะกฟภ. ยังประชุมอนุมัติเงินไม่เสร็จ และกว่าจะเสร็จก็กินเวลาหลายเดือน "ที่ผมว่าอย่างนี้เพราะผมประมูลได้เมื่อเดือนกันยา 2526 เพิ่งจะออกออเดอร์ให้ผมเมื่อต้นปี 2527 นี้เอง เรื่องเงินกู้เวิลด์แบงก์กว่าจะประชุมกันเสร็จก็ 10 เดือน แล้วจะมาว่าผมช้าแล้วตัดสิทธิผมได้อย่างไร เพราะมันยังไม่ถึงสัญญาส่งมอบหม้อแปลงนี่" สมเจตน์เปิดเผยให้เราฟัง

ส่วนปัญหาอีกเรื่องคือ การงดปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ซึ่งจะต้องมีการพิจารณากันอย่างละเอียดจึงจะอนุมัติ "ทางแบงก์หาว่าผมทำกำไรไม่ถึง 10% ก็เลยพิจารณาให้แอลซีผมช้า" สมเจตน์เล่าให้เราฟัง ขณะนี้ศิริวิวัฒน์ให้แบงก์กรุงเทพค้ำประกันโครงการ พีอี 10-10 อาร์อีเอ 2 พี-บี 11981 โดยธนาคารออกเป็นดังนี้คือ ขอให้ธนาคารประกันงาน กฟภ. 2,298,000 บาท ของเงินค้ำประกันแอลซี/ทีอาร์ 9.5 ล้านบาท ประกันแอลซีในประเทศ 542 ล้านบาท เงินโอดี อีก12.1 ล้านบาท นอกจากนี้ค้ำประกันเงินกู้ค่านำเข้าวัตถุดิบอีก 1,632,905 บาท

"มีอยู่งานหนึ่งที่ช้ามาตั้ง 2 ปีแล้ว ก็เรื่องประมูลแล้วตัดสินไม่ได้ เรื่องคือ ผมชนะงาน 80 กว่าล้าน แต่ไทยแมกซ์เวลกล่าวหาว่าผมไม่มีใบรับรองมาตรฐานของสำนักงานมาตรฐาน ก่อนประมูลนี่ผมก็ไปขอใบรับรองมาตรฐาน เขาก็เอาหม้อแปลงผมไปตรวจแล้วเห็นว่ามีมาตรฐานทุกประการ แต่ใบประกาศยังไม่ได้ แล้วกว่าจะออกให้ก็เผอิญในสำนักงานฯ เขาก็มีเรื่องวุ่นๆ ภายในอยู่ เลยไม่มีใครกล้าเซ็น พอถึงวันประกวดราคาผมก็ไม่มีใบประกาศนียบัตร สำนักงานมาตรฐานฯ ก็ให้ใบรับรองมาก่อน พอประกวดราคาปรากฎว่าผมชนะ แต่ไทยแมกซ์เวลไม่ยอม ค้านว่าผมไม่มีใบมาตรฐาน กฟภ. ก็ไม่กล้าตัดสินให้ผม ผมก็ต้องมาขอที่สำนักงานมาตรฐาน ทางสำนักงานมาตรฐานก็ปัดให้ไปถาม ครม. ดูสิ…ผมก็เลยต้องอุทธรณ์กันอยู่นาน ในที่สุดผมก็ได้หลังจากตัดสินแล้ว 8 เดือน

นั่นคือเหตุผลของศิริวิวัฒน์ ที่ต้องทำงานล่าช้า ก็ถ้าจะต้องทำงานร่วมกับราชการก็คงต้องปลงเสียบ้าง เพราะงานราชการเป็นงานละเอียดอ่อนมาก การทำงานทุกอย่างต้องมีขั้นตอนแบบแผนมากมายจะทำมาชุ่ยๆไม่ได้ เพราะทุกอย่างเป็นความลับของทางราชการไปหมด

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปัญหาหนักใจมิใช่เฉพาะศิริวิวัฒน์เท่านั้น เอกรัฐ หรือแม้แต่โรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ต้องหนักใจไปด้วย นั่นก็คือ….ภาษี….!

คนไทยที่ดีทุกคนควรมีหน้าที่เสียภาษีให้กับรัฐบาล เพื่อรัฐบาลจะได้นำเงินภาษีไปพัฒนาประเทศ แต่พวกเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลายต้องครวญกันเลยว่า รัฐตั้งหน้าเก็บลูกเดียวไม่ส่งเสริมหรือเห็นใจกันบางเลย

โครงสร้างการเก็บภาษีนำเข้าหม้อแปลงสำเร็จรูปกับการส่งวัตถุดิบสำเร็จรูปมาผลิตอีกทีหนึ่งนั้นแตกต่างกันมาก ถ้าสั่งหม้อแปลงสำเร็จรูปเข้ามาจะเสียภาษีในอัตรา 5% แต่ถ้าสั่งวัตถุดิบสำเร็จรูปมาผลิตอีกทีหนึ่งต้องเสียในอัตรา 33% แล้วก็ยังมีเงินคืนภาษีตามข้อตกลงการคืนเงินภาษีหม้อแปลงไฟฟ้า เงินกู้ โอเอซีเอฟ รัฐบาลสั่งซื้อหม้อแปลงไม่มีการหักภาษีการนำเข้าตาม ซีไอเอฟ แต่ของเราต้องมีแบงก์ค้ำประกันวัตถุดิบให้กรมศุลกากรจึงจะสามารถนำเข้ามาได้ตามมูลค่านำเข้าของภาษีการนำเข้า ซึ่งต้องเสียให้กรมศุลกากร 1% และเสียให้กับแบงก์ค้ำประกันอีก 4.5% เป็นระยะเวลา 3 ปี รวมเป็นการจ่ายภาษีทั้งหมด 40.5% นี่ยังไม่รวมภาษีโรงงาน ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และสารพัดภาษีอีกด้วย

"เรื่องภาษีเก็บกันอย่างนี้ก็ตายอยู่แล้ว ผมร้องเรียนไปหลายครั้ง นี่…บีโอไอ ยังจะส่งเสริมการผลิตหม้อแปลงของอังกฤษให้มาแข่งกับคนไทยอีก เรามิตายเหรอ ไม่ส่งเสริมแล้วยังไม่เคยเหลียวแลอีกด้วย เหมือนอย่างเป็นพ่อแม่ออกลูกมาแล้วก็ไม่เคยคิดจะติดตามดูเลยว่าลูกจะมีกินไหม มีค่าเช่าบ้านไหม อย่าง บีโอไอ นี่รัฐบาลตั้งมาให้ส่งเสริม แต่ผมว่ามันส่งเดชมากว่า พอถึงเวลาทีก็ตั้งหน้าแต่จะเก็บภาษีลูกเดียว" สมเจตน์โอดครวญมา

แม้ว่าจะมีข้อกระทบกระทั่งกับศิริวิวัฒน์เรื่อยมา แต่ในเรื่องภาษีแล้วสองอาหลานกลับมีความเห็นเข้ากันเป็นปีเป็นขลุ่ย "นี่ผมก็ร้องเรียนจนไม่รู้จะไปร้องเรียนกับใครแล้ว พอพูดถึงเรื่องลดภาษี รัฐบาลก็ไม่พูดด้วย แต่เมื่อผมถามว่าถ้าผมไปขายเมืองนอกไม่ได้แม้แต่บาทเดียว รัฐบาลก็ได้ภาษีศูนย์เพราะผมขายไม่ได้เลย แต่ถ้าสมมุติรัฐบาลลดให้ 20% ให้ไปแข่งกับนอก ผมได้งานทำจากนอก ผมมีกำไรผมก็เสียภาษีสุทธิ รัฐบาลไม่ยอมเข้าใจปัญหานี้ ถ้าถามเรื่องภาษีเมื่อไหร่ฉันไม่พูดไม่ลดให้ เดี๋ยวปิดหีบไม่ลง" เกียรติศักดิ์ น้อยใจบุญ แห่งเอกรัฐออกความเห็น

เมื่อบริษัทหม้อแปลงภายในประเทศกำลังทำศึกชิงเจ้ายุทธจักรอยู่ ส่วนรัฐบาลก็มิได้ตั้งใจจะส่งเสริมอุตสาหกรรมกันอย่างจริงจัง ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้ก็เลยกลายเป็นประเทศในเอเชียที่ส่งหม้อแปลงแข่งกับไทย เมื่อเร็วๆ นี้มีการประมูลหม้อแปลงโครงการเงินกู้ โอเอซีเอฟ เกาหลีก็ชนะไทยได้ไป 40 กว่าล้านอย่างน่าเจ็บใจ จะว่าไปแล้วประเทศไทยก็เป็นประเทศผู้นำในเรื่องหม้อแปลงของเอเชีย โดยสมเจตน์เป็นตัวแทนของไทยและเป็นประธานสมาคมหม้อแปลงของเอเชียอีกด้วย แม้ว่าศิริวิวัฒน์จะเป็นยักษ์ใหญ่ของไทยและของเอเชีย แต่สมเจตน์ก็ยังสารภาพกับเราเรื่องคู่แข่งว่า "ในประเทศผมเชื่อว่าไม่มีใครสู้ผมได้ ไม่ว่าไทยแมกซ์เวลก็ดี หรือเอกรัฐก็ตาม เขาส่งนอกไม่มีใครรับซื้อหรอก เพราะเขาไม่เชื่อความสามารถ มันได้แค่สแตนดาร์ดเมืองไทย ผมไม่ได้ดูถูกสแตนดาร์ดเมืองไทยนะ ของผมได้อเมริกันสแตนดาร์ด มีผมแห่งเดียวในประเทศที่ได้ แต่ที่ผมกลัวก็คือญี่ปุ่น ใครๆ ก็รู้ว่าญี่ปุ่นขายกันยังไง ผมกลัวไอ้ยุ่นเอาไปกิน" เมื่อบริษัทเมืองไทยกำลังสาดโคลนเข้าใส่กันอย่างเต็มที่ บริษัทญี่ปุ่นและเกาหลีก็คงดีใจแล้วนั่งดูคนไทยตีกันอย่างสนุก

"ผมอยากให้โรงงานอุตสาหกรรมในประเทศสามัคคีกัน ที่จุดนี้ถ้าเรามีความสามัคคีกันกรุงศรีอยุธยาย่อมไม่มีวันแตก ถ้าผมสามัคคีกันได้ 3 โรงงาน ต่างชาติก็เข้ามาในประเทศไม่ได้ แต่ผมเป็นเพียงบริษัทเล็กๆ ทำอะไรไม่ได้ บริษัทใหญ่อย่างศิริวิวัฒน์เขาไม่ยอมรับ เขาต้องการปฏิเสธและหาว่าผมชวนทะเลาะวิวาท" เกียรติพงศ์ออกความเห็น

ยังมีปัญหาอีกเรื่องหนึ่งที่ถูกมองข้ามไปเพราะมันจะเป็นผลที่ตามมาของปัญหาเหล่านี้และเป็นปัญหาที่สำคัญมากที่สุดด้วย คือผลที่เกิดขึ้นต่อ กฟภ. และบานปลายไปถึงการพัฒนาประเทศด้วย

การตัดราคากันมากๆ ก็ดีจนทำให้มีข่าวลือว่า กฟภ. ได้สินค้าที่มีคุณภาพต่ำ เพราะบริษัทที่ประมูลได้ต้องไปลดต้นทุนให้ต่ำลง โดยการนำวัสดุที่คุณภาพไม่ดีเท่าที่ควรมาทำหม้อแปลง หรือการที่บริษัทต่างๆ ไม่สามารถผลิตหม้อแปลงส่งตามกำหนดได้ทัน ทำให้โครงการพัฒนาชนบทของ กฟภ. ต้องเลื่อน ต้องรอกันต่อไปอีก ในเรื่องนี้แม้จะมีมาตรการปรับอยู่ทั้งสองกรณีก็ตามแต่ มองดูเผินๆ แล้วจะช่วยทำให้ กฟภ. มีรายได้จากเงินค่าปรับกันเป็นล้านๆ ก็จริงอยู่ แต่ชาวบ้านตามชนบทอีก 65% ของคนทั้งประเทศที่ไม่มีไฟฟ้าใช้จะต้องรอกันอีกนานเท่าไหร่ สมมุติส่งงานช้าไป 1 เดือน บริษัท ที่ประมูลได้มีปัญหาจ่ายเงินค่าปรับให้แก่ กฟภ. ส่วน กฟภ. เมื่อได้เงินแล้วก็นั่งรอต่อไป ถ้าเดือนหน้าผิดสัญญาส่งช้าอีก ก็รอรับเงินปรับกันอีก แต่ตาสี ตาสาตามชนบทล่ะ แทนที่จะได้เห็นแสงสว่าง ได้สัมผัสกับความเจริญในเดือนนี้ก็ต้องเลื่อนและเลื่อนต่อไปอีก แล้วเมื่อไหร่พวกเขาจึงจะได้มีบุญเห็นแสงสว่างเหมือนคนกรุงเทพฯ เสียที ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นคนไทยและอาศัยอยู่บนแผ่นดินไทยเหมือนคนกรุงเทพฯ

เรื่องนี้ "ผู้จัดการ" ได้สอบถามไปยังท่านผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าเรื่องจริงๆนั้นเป็นเช่นที่กล่าวมาไหม ก็ได้รับคำตอบชี้แจงจาก กฟภ. ดังนี้ "เรื่องใบปลิวนั้นเป็นเรื่องของบริษัทผลิตหม้อแปลงเขาตีกันเอง กฟภ. นั้นไม่เกี่ยวข้องด้วย แล้วข้อความในใบปลิวนั้นก็ไม่เกี่ยวกับ กฟภ. ดังนั้น เราจึงคิดว่า ไม่ต้องชี้แจงใดๆ" ว่าแล้ว กฟภ. ก็ปิดปากเงียบไม่ยอมอธิบายถึงปัญหาที่จะกระทบกระเทือนถึงการพัฒนาชนบทหรือแม้แต่ในกรณีที่ใบปลิวกล่าวพาดพิงมาถึง กฟภ. ว่า "ศิริวิวัฒน์เพิกเฉยไม่ได้มาเซ็นสัญญาตามกำหนด และ กฟภ. เองก็ยังไม่มีมาตรการในการนี้แต่อย่างใด ทั้งที่โครงการพัฒนาใช้ไฟฟ้าในชนบทหลายแห่งไม่สามารถเบิกหม้อแปลงไปใช้ได้….ซึ่งการนี้น่าจะมีเงื่อนงำบางประการ" จึงไม่ทราบว่าที่ท่านผู้ว่าฯ บอกว่าไม่เกี่ยวกับ กฟภ. นั้นเพราะเนื้อความระบุว่าเป็น กฟภ. แต่มิได้ระบุว่าเป็นท่านผู้ว่า" ท่านจึงเห็นว่าเรื่องไม่ควรจะเกี่ยวกับตัวท่าน

แล้วก็มีคนเดือดร้อนแทน กฟภ. จนได้ "คนนั้น" พูดถึงกรณีนี้ว่า "อันที่จริงแล้วทางนั้นเขาผิดสัญญาส่งของไม่ทันตามกำหนด บางโครงการที่ไม่เร่งด่วนก็รอกันได้ แต่บางโครงการที่รอไม่ได้ก็คงจะไปยืมหม้อแปลงของหน่วยงานอื่นมาใช้ก่อน แต่ก็มีบางโครงการที่ซื้อหม้อแปลงมาเก็บไว้ก่อน ถ้าเป็นกรณีนี้ก็คงไม่มีปัญหาหรอก"

ถ้าเรื่องนี้จะให้อุทาหรณ์กับวงการธุรกิจแล้วละก็ มันก็น่าจะมีข้อคิดอยู่ 2-3 ประการ เช่น

1. ในการทำธุรกิจนั้นจริงอยู่ถ้ามองในแง่ระบบเสรินิยมแล้วใครดีใครก็อยู่ไป แต่นั้นก็ควรจะเป็นการแข่งขันที่มีกฎเกณฑ์และทรงความยุติธรรมไว้บ้าง

เพราะการที่ศิริวิวัฒน์หม้อแปลงไฟฟ้าถึงกับประกาศว่า จะตัดราคาจนคู่แข่งทั้งหมดอยู่ไม่ได้นั้น มันแสดงถึงวิธีการทำธุรกิจแบบล้างแค้นมิใช่การแข่งขันกันธรรมดาในเรื่องราคาและคุณภาพแล้ว

จริงอยู่การทำเช่นนี้มันเป็นสิทธิของศิริวิวัฒน์ แต่ถ้าการที่ธุรกิจใหญ่กว่าเอาความใหญ่เข้ามาฆ่าธุรกิจเล็กกว่าแล้ววันหนึ่งในวงการหม้อแปลงไฟฟ้าอาจจะเหลือเพียงเจ้าเดียว ก็จะเป็นดาบอีกคมหนึ่งที่การไฟฟ้าฝ่ายภูมิภาคน่าจะระวังเอาไว้

ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าฯ จะพูดอย่างภูมิใจว่า "ดีซิที่เราจะได้ซื้อหม้อแปลงในราคาถูก"

แต่ตรรกวิทยาและสามัญสำนึกน่าจะสั่งสอนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคให้พึงสังวรไว้ว่าราคาที่ได้มาทุกวันนี้เป็นราคาที่ผิดกฎเกณฑ์อย่างมาก

2. ความจริงแล้วในวงการหม้อแปลงไฟฟ้าก็มีผู้ทำอยู่เพียงไม่กี่ราย และเราก็เสียใจพร้อมทั้งเสียดายว่า น่าจะสามัคคีร่วมกันทำงานได้แทนที่จะต้องหันเข้ามาปะทะกัน หรือว่าลักษณะนี้เป็นลักษณะธรรมชาติของนักธุรกิจไทยที่จะต้องประพฤติเช่นนี้

3. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเองก็น่าจะต้องมีบทบาทมากกว่าการนั่งเฉยและรอรับหม้อแปลงราคาถูกที่สุดและนั่งดูผู้ผลิตรายอื่นตายไป

บทบาทของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคควรที่จะต้องเป็นผู้ประสานงานและหาทางทำให้ผู้ผลิตเกิดความสามัคคีที่ไม่ได้เกิดการฮั้วกัน

จากราคาหม้อแปลงที่เคยขาย 100,000 บาทในปี 2525 ภายใน 1 ปีเท่านั้น มันไม่ใช่ลักษณะของการผลิตจำนวนได้มากและทำให้ราคาต่อหน่วยลดลงฮวบฮาบเช่นนี้

ปรากฎการณ์เช่นนี้น่าจะทำให้การไฟฟ้าภูมิภาคน่าจะดูออกว่า ต้นทุนจริงๆ ของผู้ผลิตอยู่ที่ใด และถ้าขืนเป็นไปแบบนี้เรื่อยๆ การไฟฟ้าเองก็ควรจะถามว่า จะอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่ลดคุณภาพ?

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us