เด็กๆ ที่นิยมชมชอบหนังการ์ตูนทุกคน น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักชื่อบริษัท วิดีโอสแควร์
เพราะวิดีโอการ์ตูนญี่ปุ่นมากมายที่เด็กๆ ชื่นชอบนั้นล้วนแล้วแต่เป็นลิขสิทธิ์ของวิดีโอสแควร์ทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นโดราเอมอน อิกคิวซัง ดรากอนบอล หรือเซเลอร์มูน ที่เป็นขวัญใจของคุณหนู
คนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวิดีโอสแควร์คือ ร.ต.อ.อำพล ภูมิวสนะ
ซึ่งสะสมวิทยายทุธ์ในวงการการ์ตูนมาเกือบ 20 ปี ก่อนที่จะมาเป็นผู้อำนวยการบริษัทวิดีโอสแควร์ในช่วง
10 ปีที่ผ่านมา
อำพลเริ่มเข้าสู่โลกหนังการ์ตูนญี่ปุ่นหลังจากได้รับการชักชวนจาก "ประมุท
สูตระบุตร" ในสมัยนั้นเป็นผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชน ให้เข้ามาร่วมงานในตำแหน่งหัวหน้าแผนกธุรกิจที่สถานีโทรทัศน์ช่อง
9 ขณะนั้นอำพลยังรับราชการตำรวจอยู่ แต่ด้วยความที่อยากใช้วิชาการบริหารธุรกิจที่ร่ำเรียนมาให้เกิดประโยชน์เขาจึงลาออกจากราชการมาทำงานให้ช่อง
9 ตามคำชักชวน
ภารกิจสำคัญที่อำพลได้รับมอบหมายให้ทำคือการทำให้เรตติ้งของช่อง 9 ซึ่งอยู่ในสภาพที่ตกต่ำมากกระเตื้องขึ้นมาให้ได้
ยุคนั้นภาพยนตร์กำลังภายในของช่อง 3 เป็นที่นิยมชมชอบของผู้ชมทั่วประเทศโดยเฉพาะเรื่องกระบี่ไร้เทียมทาน
กระแสความนิยมดังกล่าว ทำให้ช่อง 9 ซึ่งเคยเป็นผู้ผลิตละครดังๆ อยู่ในสถานะลำบาก
ช่วงแรกอำพลคิดแก้ปัญหาด้วยการนำภาพยนตร์ชีวิตรักอมตะของจีนนำเข้ามาฉายเพื่อดึงคน
แต่ก็ไม่ได้รับความนิยม แม้ต้องลงทุนถึงขนาดฝืนกฎ กบว. ด้วยการถ่ายทอดเสียงภาษาจีนทางวิทยุเพื่อหวังดึงดูดความสนใจจากคนจีนก็ตาม
เมื่อไม่ประสบความสำเร็จกับหนังหนังอมตะของจีน อำพลก็ตัดสินใจนำหนังการ์ตูนญี่ปุ่นเข้ามาฉาย
เพราะได้ความคิดจากการสังเกตพฤติกรรมของลูกชาย 4 คนของเขาที่วันๆ สนใจดูแต่หนังการ์ตูนอย่างเดียวเท่านั้น
เมื่อได้รับความเห็นชอบจากประมุท เขาก็เริ่มนำหนังการ์ตูนประเภทหุ่นยนต์ต่างๆ
เข้ามาฉาย
"หนังการ์ตูนที่ผมซื้อมาฉายในช่วงแรกเป็นประเภท Super Natural ทั้งหลาย
เพราะต้องการเอามาสู้กับหนังกำลังภายในของช่อง 3 ตอนนั้นเราไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ที่
อ.ส.ม.ท.จะได้ ต้องการเพียงดึงเรตติ้งก่อน นอกจากนี้เอเยนซี่ที่เราไปขายโฆษณาก็ไม่สนใจ
เขาว่าเด็กเป็นกลุ่มผู้ชมที่ไม่มีอำนาจซื้อ ขณะที่ผมมองในมุมกลับกันว่าเด็กนี่แหละที่จะลงไปนอนดิ้น
เพื่อบีบบังคับให้พ่อแม่ควักกระเป๋าซื้ออะไรทุกสิ่งที่เขาต้องการได้แต่ช่วงนั้นความคิดของผมยังไม่ได้ผล"
อำพลย้อนอดีตให้ฟัง
แต่ในที่สุดความคิดของเขาก็เป็นผล หลังจากนำหนังการ์ตูนหุ่นยนต์มาฉายได้ประมาณ
1 ปี เขาก็ไปได้ลิขสิทธิ์หนังการ์ตูนเรื่องโดราเอมอน แมวมหัศจรรย์มาในช่วงที่หนังสือการ์ตูนเรื่องนี้กำลังอยู่ในความสนใจของนักอ่าน
และแมวโดราเอมอนนี่แหละที่เข้ามาช่วยชุบชีวิตของช่อง 9 ไว้ได้ หลังจากที่โดราเอมอนดังแล้ว
หนังการ์ตูนญี่ปุ่นทุกเรื่องที่มาฉายทางช่อง 9 ขายดีหมด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่สถานีโทรทัศน์สามารถหารายได้หลักได้จากหนังการ์ตูน
จากอดีตที่ฉายเป็นของแถม
นอกจากช่อง 9 จะได้ดีกับหนังการ์ตูนแล้วตัวอำพลเองก็กลายเป็นผู้ที่มีสายสัมพันธ์กับบริษัทที่ขายการ์ตูนของญี่ปุ่นที่ดีที่สุดในประเทศไทยคนหนึ่งไปด้วย
โดยเฉพาะสายสัมพันธ์กับนายฮิโนชิ คอนโด ผู้บริหารระดับสูงของแอนิเมชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล
ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังการ์ตูนญี่ปุ่นสำหรับฉายทางโทรทัศน์และวิดีโอรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น
ลิขสิทธิ์หนังการ์ตูนดังๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นโดราเอมอน อิคคิวซัง นินจาฮาโตริ
ดรากอนบอล รวมทั้งเซเลอร์มูนก็ล้วนแต่อยู่ในมือเขาทั้งสิ้น
หลังจากสร้างความสำเร็จให้กับช่อง 9 แล้ว อำพลก็โบกมืออำลา อ.ส.ม.ท.มาทำธุรกิจส่วนตัว
คือ เปิดบริษัทจำหน่ายเครื่องมือสื่อสาร รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาซึ่งรับผิดชอบหน้าที่ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์หนังจีนและหนังการ์ตูนญี่ปุ่นให้กับบริษัทผู้ผลิตวิดีโอในเมืองไทยควบคู่กันไปด้วย
"ผมเป็นคนแรกที่ทำวิดีโอลิขสิทธิ์ในประเทศไทยโดยติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์หนังกำลังภายในจากทีวีบีให้กับบริษัทเบสท์
ซึ่งเป็นผู้ทำวิดีโอลิขสิทธิ์เจ้าแรกในไทยเช่นกัน เริ่มจากเรื่องกระบี่ไร้เทียมทานและอื่นๆ
อีกมากมาย"
หลังจากเบสท์เลิกราวงการไป วิดีโอสแควร์ก็ดึงตัวอำพลมานั่งเป็นที่ปรึกษา
หน้าที่หลักของเขาคือ การติดต่อซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูนญี่ปุ่นเพื่อมาทำวิดีโอ
ซึ่งเดือนๆ หนึ่งวิดีโอสแควร์ผลิตวิดีโอการ์ตูนออกสู่ตลาดประมาณ 15 เรื่อง
เกือบทั้งหมดเป็นวิดีโอที่ถูกลิขสิทธิ์ทั้งสิ้น
"แม้ว่าจะพูดว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยมีปัญหาลิขสิทธิ์เพราะเราเป็นเจ้าเดียวที่ติดต่อซื้อลิขสิทธิ์วิดีโอ
แต่ก็มีบางเรื่องที่การขอลิขสิทธิ์ล่าช้า เราจึงต้องผลิตออกไปขายก่อนที่จะย้อนไปเสียค่าลิขสิทธิ์หลังจากที่ตำลงกันได้
เพราะหากไม่ทำเช่นนั้นก็จะมีบริษัททำการ์ตูนผีจริงๆ ออกมาก่อน ดังนั้น ในช่วงที่กฎหมายลิขสิทธิ์จะมีผลบังคับในวันที่
21 มีนาคม 2538 เราก็มีการการรองรับ คือ ตั้งบริษัทนีโอ อินเตอร์เนชั่นแนล
ขึ้นมาใหม่เพื่อทำหน้าที่ขอลิขสิทธิ์โดยเฉพาะ"
นอกจากนี้วิดีโอสแควร์ยังกำลังเผชิญกับการท้าทายจากบริษัท ไรท์ พิคเจอร์
ซึ่งเริ่มหันมาจับตลาดการ์ตูนในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากไรท์ พิคเจอร์ พยายามที่จะเข้ามาสู่ตลาดนี้
ด้วยการเสนอซื้อลิขสิทธิ์กับผู้ผลิตในราคาแพงกว่าที่วิดีโอสแควร์เคยซื้อได้
เพื่อแก้ปัญหาที่บริษัทไม่สามารถซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูนได้ในช่วงแรกเพราะไม่เป็นที่รู้จัก
การเข้ามาของไรท์ พิคเจอร์ นอกจากจะทำให้ราคาลิขสิทธิ์วิดีโอหนังการ์ตูนญี่ปุ่นสูงขึ้นมา
4-5 เท่าแล้ว ญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการขายลิขสิทธิ์จากเดิมที่ขายในราคาเหมาเรื่องละประมาณ
500-1,000 ดอลลาร์ในช่วงเวลากาถือครองลิขสิทธิ์ 3-5 ปี มาเป็นการคิดค่าลิขสิทธิ์เป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดผลิตคูณด้วยราคาขาย
โดยค่าลิขสิทธิ์คงจะอยู่ระหว่าง 8-15% ซึ่งจะทำให้ราคาลิขสิทธิ์สูงขึ้นอย่างแน่นอนด้วย
"ตลาดนี้เป็นตลาดที่เราคุมมานาน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ต้องปรับตัวให้อยู่ในตลาดนี้ให้ได้"
อำพลยืนยันสถานภาพให้กับวิดีโอสแควร์