Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ASTV ผู้จัดการรายสัปดาห์16 พฤศจิกายน 2553
มอเตอร์ไซค์หัวฉีดเดือด ยามาฮ่าเปิดหน้าตักสู้ฮอนด้า             
 


   
search resources

ไทยยามาฮ่า มอเตอร์, บจก.
Motorcycle




ยามาฮ่า เปิดศึกรถจักรยานยนต์หัวฉีดแล้ว หลังจากจดๆ จ้องๆ มานาน โดยปล่อยให้ฮอนด้า ผู้นำตลาดส่งผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์เครื่องหัวฉีดทำตลาดนำไปหลายก้าว รวมถึงค่ายเล็กอย่างซูซูกิ เองก็บุกตลาดดังกล่าวไปก่อน ในขณะที่ตลาดรถจักรยานยนต์หัวฉีดก็มีแนวโน้มการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ คาดการณ์กันว่า ตลาดรถจักรยานยนต์ในปี 2553 น่าจะมีปริมาณสูงกว่า 1.8 ล้านคัน และจากตัวเลขยอดขายรถจักรยานยนต์รวมทุกประเภทช่วง 10 เดือนแรกของปี 2553 ที่ผ่านมานั้นมีปริมาณสูงถึง 1,543,775 คัน ในจำนวนนี้ 62% หรือราว 953,280 มาจากรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์หัวฉีด ที่เหลืออีก 590,495คัน หรือ 38% เป็นส่วนของรถจักรายนต์เครื่องยนต์ที่เรียกว่าคาบูเรเตอร์ เปรียบเทียบกับยอดขายรถจักรยานยนต์ช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาคือ 1,25,927 คันนั้น รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์หัวฉีดมีปริมาณ 518,605 คัน และยอดขายรถจักรยานยนต์เครื่องคาบูเรเตอร์อยู่ที่ 739,322 คัน

ที่ผ่านมานั้นในตลาดมีเพียงฮอนด้า และซูซูกิ เท่านั้นที่เริ่มทำตลาดรถจักรยานยนต์เครื่องหัวฉีด โดยเฉพาะฮอนด้าของ ค่าย เอ.พี.ฮอนด้านั้นปรับไลน์ผลิตภัณฑ์ภัณฑ์ทั้งหมดไปผลิตรถและเครื่องยนต์หัวฉีดทำตลาดในทุกเซกเมนต์ ต้องถือว่าฮอนด้าทุ่มงบประมาณจำนวนมากในการผลักดันตลาดรถเครื่องหัวฉีด และประสบความสำเร็จอย่างมาก ดูได้จากตัวเลขยอดขายรถจักรยานยนต์ของ เอ.พี.ฮอนด้า ในช่วง 10 เดือนที่ว่านี้ 1,050,898 คัน ครองส่วนแบ่งตลาดมากถึง 68% โดยมียามาฮ่าตามมาเป็นอันดับ 2 คือ 401,123 คันหรือราว 26% และซูซูกิอยู่ในอันดับ 3 คือ 56,541 คัน หรือ 4%

การเริ่มขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ของ ยามาฮ่า ผู้เล่นอันดับ 2 ของตลาดรถจักรยานยนต์ไทยสู่ตลาดเครื่องยนต์หัวฉีดในครั้งนี้ เป็นกาวสำคัญในการแข่งขันกับผู้นำตลาดอย่างฮอนด้า หลังจากที่เคยสร้างปรากฏการณ์ในการยึดตลาดรถจักรยานยนต์เซกเมนต์สำหรับวัยรุ่นด้วยผลิตภัณฑ์ในแบบโมเดิร์นคลาสสิก ของยามาฮ่า ฟีโน่มาแล้ว

ประพันธ์ พลธนะวสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดรถจักรยานยนต์ในปี 2010 ถือว่าเป็นปีที่น่าพอใจอีกปีหนึ่ง เพราะสภาวะเศรษฐกิจในช่วงต้นปีถึงกลางปีมีการเติบโตเพิ่มขึ้น ราคาพืชผลทางเกษตรมีราคาสูงขึ้น ทำให้ประชาชนมีรายได้ที่สามารถจับจ่ายซื้อของได้ ถึงแม้ในช่วงปลายปีได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมในหลายๆ จังหวัดก็ตาม ยามาฮ่าคาดว่าตัวเลขรวมของตลาดรถจักรยานยนต์ปี 2010 จะอยู่ที่ 1.83 ล้านคัน มีอัตราเติบโต 19% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้วที่มียอดรวมอยู่ที่ 1.54 ล้านคัน สำหรับยามาฮ่าคาดว่าจะมียอดจดทะเบียนประมาณ 480,000 คัน และมีส่วนแบ่งตลาด 26% ส่วนยอดการขายถึงผู้จำหน่ายยามาฮ่า จะได้มากกว่า 500,000 คัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นยอดขายที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ และในปีนี้จะเห็นว่าเป็นปีแรกที่สัดส่วนของรถออโตเมติกสูงกว่ารถเกียร์ธรรมดา ซึ่งมีสัดส่วนดังนี้ รถออโตเมติก 51% และรถเกียร์ธรรมดา 49%

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้มีนโยบายเน้นกลยุทธ์แบบไลฟ์สไตล์มาร์เกตติ้ง เน้นเจาะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการความแตกต่าง และชื่นชอบแฟชั่นที่ทันสมัย ผนวกกับการวิจัยผู้บริโภคเชิงลึกอย่างต่อเนื่อง ยามาฮ่ามองว่าความต้องการของผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น และมีความต้องการรถที่มีสไตล์ที่แตกต่าง ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการผู้บริโภคกลุ่มนี้ที่ถือเป็นเซกเมนต์ใหม่ ยามาฮ่าจึงได้ออกแบบรถจักรยานยนต์ให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ยามาฮ่าจึงส่ง “ยามาฮ่า ฟีโอเร่” ที่มาพร้อมกับสโลแกน “Smart’n in Style สมาร์ท...แบบมีสไตล์” รถจักรยานยนต์สไตล์เทรนดี้ใหม่ล่าสุดสู่ตลาด เพื่อกระตุ้นยอดขายช่วงปลายปี อีกทั้งยังเป็นรถจักรยานยนต์หัวฉีดอัจฉริยะ YMJET เทคโนโลยีระบบหัวฉีดใหม่ล่าสุด อีกทั้งยังเป็นการส่งรถจักรยานยนต์เทรนด์ใหม่ที่มีล้อขนาด 12 นิ้ว เป็นรายแรกในประเทศไทยอีกด้วย โดยตั้งราคาไว้ที่ ช่วงแนะนำ 44,500 บาท และได้ตั้งเป้าหมายการขายไว้ 10,000 คันต่อเดือน

สำหรับแผนการตลาด และการสื่อสารของ “ยามาฮ่า ฟีโอเร่ หัวฉีด” ยามาฮ่าได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำกิจกรรมการตลาด ในครั้งนี้ได้นำเอาศิลปินสุดฮอตชาวเกาหลี 4 สาว วง 2NE1 มาเป็นพรีเซนเตอร์ และนับได้ว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้มีการทำเพลง และจัดทำมิวสิกวิดีโอ ซึ่งขับร้อง และแสดงโดยพรีเซนเตอร์ให้กับตัวสินค้า “ยามาฮ่า ฟีโอเร่” สำหรับชื่อเพลงนี้คือ Don’t stop the music เป็นเพลงที่สดใส สนุกสนาน ซึ่งมั่นใจว่าจะเป็นที่ชื่นชอบของวัยรุ่น และที่พิเศษสุดๆ สำหรับแฟนคลับวง 2NE1 จะได้ฟังเพลงและชมมิวสิกวิดีโอ เป็นที่แรกของโลกอีกด้วย

นอกจากนี้ ยามาฮ่าได้จัดให้มีสื่อโฆษณาอีกมากมาย ทั้งภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ สปอตวิทยุ สื่อกลางแจ้ง สื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร เป็นต้น เพื่อที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึงอย่างมีประสิทธิภาพ และร่วมกับผู้จำหน่ายยามาฮ่าจัดกิจกรรมโปรโมต ยามาฮ่า ฟีโอเร่ ที่โชว์รูมทั่วประเทศ และเดินหน้าจัดกิจกรรมเปิดตัวในช่วงปลายปีเริ่มแห่งแรกที่กรุงเทพฯ Urban Space ในวันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม ซึ่งจะเป็นการเปิดตัวต่อลูกค้า และประชาชนทั่วไป คอนเซ็ปต์ของงานเป็น FIORE Night Party ซึ่งจะมีกิจกรรมที่ทันสมัย และน่าสนใจมากมาย ทั้งพบปะดาราที่ชื่นชอบ และมีการแสดง concert จากศิลปินไทย และวง 2NE1 ส่วนในต่างจังหวัดได้ร่วมโปรโมตไปกับงานเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ (ใน 4 จังหวัด ชลบุรี (พัทยา) ภูเก็ต ขอนแก่น และอุดรธานี เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป และในปีหน้าได้วางแผนจัดกิจกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การบุกตลาดรถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์หัวฉีดในครั้งนี้ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เน้นเจาะตลาดสำหรับวัยรุ่นเพศหญิง เป็นความพยายามในการสร้างตลาดใหม่ๆ ให้กับตัวผลิตภัณฑ์ เช่นเดียวกับที่เคยทำสำเร็จมาแล้วกัน ยามาฮ่า ฟีโน่ และเป็นตลาดที่คู่แข่งใหญ่อย่าง เอ.พี.ฮอนด้า ยังไม่มีการเจาะจงลึกลงไป จากเซกเมนต์วัยรุ่น หรือที่เรียกว่า แฟลกเมนเตชั่น

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา เอ.พี.ฮอนด้า ใช้ยุทธ์วิธีในการปูตลาดรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์หัวฉีด กับทุกผลิตภัณฑ์ของฮอนด้า ไม่ว่าจะเป็น ตลาดรถจักรยานยนต์แบบครอบครัว รถจักรยานยนต์เกียร์อัตโนมัติ และรถจักรยานยนต์กึ่งสปอร์ต จึงไม่แปลกใจหากในวันนี้รถจักรยานยนต์เครื่องหัวฉีดของ เอ.พี.ฮอนด้า จะครองตลาดได้กว่า 60% ทั้งๆ ที่ใช้งบการโฆษณาน้อยกว่าคู่แข่ง ซึ่งจากตัวเลขของ มีเดียสเปนดิ้ง เผยว่าในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา จากมกราคม ถึงกันยายน 2553 กลุ่มรถจักรยานยนต์ ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ใช้งบประมาณมากที่สุด 266.929 ล้านบาท ตามมาด้วย บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า256.377 ล้านบาท และบริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ 130.465 ล้านบาท

ส่วนในตลาดเซกเมนต์ใหม่ๆ นั้นที่ผ่านมา เอ.พี.ฮอนด้าเริ่มขยับไปหาตลาดเซกเมนต์รถจักรยานยนต์แบบสปอร์ต ทั้งขนาดเล็ก และขนาดกลาง โดยส่งผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดถึง 2 รุ่นในเวลาไล่เลี่ยกัน คือ ฮอนด้า ซีบีอาร์ 150อาร์ และซีบีอาร์ 250 อาร์ ในขณะที่ มร.จิอากิ คาโต ประธานกรรมการบริหารบริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยในช่วงกาสรเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ซีบีอาร์ 150 อาร์ ว่า การวางจำหน่ายรถจักรยานยนต์ครั้งนี้ คืออีกหนึ่งความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของฮอนด้าโดยการรุกตลาดรถสปอร์ตหัวฉีดนี้ ทำให้กลยุทธ์และเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนแปลงยุคแห่งการขับขี่ สู่ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI ของฮอนด้าประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ โดยฮอนด้าสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ทั้งตลาดไม่ว่าจะเป็นในตลาดประเภทรถเอที รถครอบครัว และล่าสุดวันนี้กับตลาดรถสปอร์ตซึ่งฮอนด้า ซีบีอาร์ 150 อาร์ ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญที่ฮอนด้าจะปลุกกระแสตลาดรถสปอร์ตของเมืองไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้งโดยฮอนด้าซีบีอาร์ 150 อาร์ FI ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตลาดรถจักรยานยนต์ประเทศไทยโดยเฉพาะการพัฒนาได้คำนึงถึงความต้องการของลูกค้าชาวไทยเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งการพัฒนาติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่ตลอดจนเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ใหม่ให้เป็น Imageรถบิ๊กไบค์ระดับโลกรอบคัน เรามีความตั้งใจว่าลูกค้าจะรู้สึกได้ถึงความยินดีในรูปแบบสปอร์ตมากยิ่งขึ้นและมั่นใจว่าการปรากฏโฉมของฮอนด้า ซีบีอาร์ 150อาร์ นี้จะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้แน่นอน

ขณะที่ ฮอนด้า ซีบีอาร์ 250 อาร์นั้น เป็นการมองตลาดไปถึงการส่งออก โดย ทัตสึฮิโร่ โอยาม่า กรรมการผู้จัดการอาวุโส หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ บริษัท ฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด ให้ความเห็นว่า หลังจากที่เปิดตัวรถจักรยานยนต์ PCX ในปลายปีที่แล้ว ในปีนี้ฮอนด้าจึงได้ผลิตรถยนต์ซีบีอาร์รุ่นใหม่ คือ “ซีบีอาร์250 อาร์” ซึ่งเป็นจักรยานยนต์คันแรก ที่มีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดของฮอนด้า เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าในเอเชีย ยุโรป สหรัฐอเมริกาญี่ปุ่น อเมริกาใต้ และภูมิภาคอื่นๆ

รถจักรยานยนต์รุ่นดังกล่าวจะใช้ไทยและอินเดียเป็นฐานการผลิตเพื่อจัดจำหน่ายไปทั่วโลก โดยใช้ชิ้นส่วนจากประเทศในภูมิภาคเอเชียกว่า 95% จากไทย อินเดียและจีน โดยเฉพาะชิ้นส่วนของเครื่องยนต์และตัวถัง สาเหตุที่ฮอนด้าเลือกโรงงานผลิตในไทย เนื่องจากการเป็นผู้ผลิตและประกอบรถที่ได้รับความเชื่อถือทั่วโลกมีเทคโนโลยีและประสบการณ์สูง พร้อมต้นทุนต่ำ สามารถแข่งขันในตลาดได้เป็นอย่างดี

ส่วนโรงงานผลิตในประเทศอินเดียจะป้อนสู่ตลาดในประเทศอินเดีย ประเทศเพื่อนบ้าน และในอเมริกาใต้ด้วย ซึ่งพร้อมเดินเครื่องการผลิตได้ในเดือนมีนาคมปีหน้า

ด้านแผนการจัดจำหน่ายนั้น บริษัทมีแผนจัดจำหน่ายในอาเซียน และภูมิภาคอื่นๆ ในต้นปีหน้า โดยตั้งเป้ายอดขายรวม60,000 คัน ใน 22 ประเทศ และสำหรับประเทศไทยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 5,000 คันต่อปี

“เราจะผลิตรถรุ่นนี้ที่โรงงานไทยฮอนด้าซึ่งเป็นโรงงานที่มีประสบการณ์สูงในการผลิต และเริ่มส่งออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนและภูมิภาคอื่น ๆ ในช่วงต้นปีหน้าเราเชื่อมั่นว่า ด้วยแนวคิดที่รวมเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ากับความสนุกในการขับขี่และความสะดวกในการใช้งาน จะทำให้ซีบีอาร์ 250 อาร์ได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั่วโลก”

อย่างไรก็ดีแม้การบุกตลาดของยามาฮ่า ในตลาดเครื่องยนต์หัวฉีด ด้วยรถจักรยานยนต์รุ่นฟีโอเร่ และเน้นเจาะตลาดวัยรุ่นกลุ่มผู้หญิง ซึ่งเป็นตลาดที่เล็กย่อยลงไปจากตลาดกลุ่มวัยรุ่นทั่วไป ซึ่งเป็นตลาดหลักของรถจักรยานยนต์ปัจจุบัน แต่การเข้าสู่เครื่องยนต์หัวฉีดในครั้งนี้ อาจเป็นเพียงก้าวแรกของยามาฮ่า ก่อนที่จะเริ่มปรับไลน์ผลิตภัณฑ์สู่เครื่องยนต์หัวฉีดแบบเต็มตัว และมาแข่งขันกับผู้นำตลาดคือ เอ.พี.ฮอนด้า และสมรภูมิรถจักรยานยนต์เมืองไทย โดยเฉพาะผู้นำอย่างฮอนด้าที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 60% กับผู้ตามที่เริ่มสร้างส่วนแบ่งตลาดจากไม่กี่เปอร์เซ็นต์ในช่วงไม่กี่ปี จนมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็นกว่า 20%

ครั้งนี้จึงเป็นเหมือนกับการส่งสัญญาณไล่ล่าส่วนแบ่งตลาดอีกครั้งของยามาฮ่า และคงต้องคอยดูกันต่อไปว่า การสร้างตลาดใหม่ของ ฟีโอเร่ จะทำได้เหมือนกับการสร้างฟีโน่หรือไม่ และสเตปต่อไปของ ยามาฮ่า ในตลาดเครื่องยนต์หัวฉีด จะไปต่อในเซกเมนต์ใดอีก   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us