Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กรกฎาคม 2533








 
นิตยสารผู้จัดการ กรกฎาคม 2533
มหานครทรัสต์-เชียงใหม่ออคิด แผลในอกของไชยทัศน์             
 


   
search resources

มหานครทรัสต์ , บงล
ไชยทัศน์ เตชะไพบูลย์
Financing




บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหานครทรัสต์ตั้งขึ้นในปี 2517 เดิมเป็นของพี่น้องเตชะไพบูลย์ และเพื่อนๆ ของเตชะไพบูลย์กระจายกันถือหุ้น แต่มอบหมายให้ไชยทัศน์เป็นผู้จัดการ ในช่วง 3 ปีแรก ไชยทัศน์กล่าวว่าสามารถคืนทุนได้หมดและจ่ายปันผลปีแรก 15% ปีที่สอง 40% ปีที่สาม 45% แล้วไชยทัศน์ก็ต้องพ้นตำแหน่งผู้จัดการตามข้อบังคับของธนาคารชาติที่ห้ามผู้บริหารธนาคารเป็นผู้บริหารสถาบันการเงินแห่งอื่น

จุดนี้ที่ไชยทัศน์เรียกลูกน้องคนหนึ่งมาดูแลนั่นคือชัยวัฒน์ พนาวัฒน์ หรือ "เสี่ยไฮ้" เสี่ยไฮ้เป็นน้องเมียสุเมธ และเป็นนายทุนคนสำคัญคนหนึ่งของกลุ่มไฟว์สตาร์ที่เป็นบริษัทดำเนินงานสร้างภาพยนตร์ ซึ่งมีเจริญและเกียรติ เอี่ยมพึ่งพรเป็นนายทุนอีกกลุ่มหนึ่งและเป็นผู้บริหารออกหน้าออกตา

มหานครทรัสต์เริ่มต้นเช่นที่ว่านี้ไม่มีอะไรผาดโผน แต่บทจบของมันก็คือ "หนี้ที่มีปัญหา" 700-800 ล้านบาท!

ไชยทัศน์กล่าวยอมรับว่า ปัญหาหนี้ที่เกิดขึ้นเพราะการปล่อยกู้ค่อนข้างหละหลวม ปล่อยเฉพาะเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง และธุรกิจเครือข่าย เช่น ธุรกิจสร้างภาพยนตร์ ธุรกิจบันเทิงอื่นๆ ไนท์คลับชื่อ "ฮั่นนี่" ที่เชียงใหม่ และเชียงใหม่ออคิด ซึ่งธุรกิจทั้งหมดค่อนข้างไม่ราบรื่น และนอกจากปล่อยกู้ไปอย่างหละหลวมแล้วผู้บริหารธุรกิจที่กู้มหานครทรัสต์ไปใช้ก็ยังใช้เงินอย่างเละเทะและซิกแซกกันอีกด้วย

"เป็นเงินของศรีนครไม่มากเท่าไร จะไปมากที่ธนาคารมหานคร มันล้มเหลวเพราะมันกินกันแหลกราญ ไม่ใช่เรื่องของภาวะเศรษฐกิจอะไรเลย แต่การบริหารภายในมันเละเทะมาก ไม่มีใครเป็นเจ้าของจริงๆ เงินกู้มาจากธนาคารทั้งหมด ก็สนุกสนานกับผลประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่มีใครรับผิดชอบ" ไชยทัศน์เล่า

แต่ที่ไชยทัศน์กล่าวว่าเป็นหนี้ศรีนครไม่เท่าไรนัก เท่าที่ติดตามข่าว พบว่ามหานครทรัสต์เป็นลูกหนี้ศรีนครอยู่ถึง 200 ล้าน!

ส่วนเชียงใหม่ออคิดนั้นเป็นโรงแรมหรูหราระดับห้าดาวกลางเมืองเชียงใหม่ โรงแรมแห่งนี้ในปี 2531 เป็นหนี้ศรีนครประมาณ 869 ล้านบาท ซึ่งแหล่งข่าวยืนยันว่า สาเหตุของการขาดทุนไม่ใช่เพราะภาวะเศรษฐกิจหรือธุรกิจท่องเที่ยวเมืองเชียงใหม่ไม่ดี แต่เป็นเพราะมีรายการโกงกันมหาศาล

"โกงกันเรื่องการจัดซื้อกับขายกรุ๊ปทัวร์ในราคาต่ำเพื่อหวังกินเปอร์เซ็นจากพวกเอเยนต์ทัวร์ ซึ่งเท่านี้ก็เป็นเรื่องหลักที่ทำให้โรงแรมขาดทุนได้ง่ายๆ"

"ผมจะผิดก็ผิดในแง่มโนธรรมว่าผมไม่ได้ไปดูแล โดยพี่น้องเข้าใจว่าผมยังดูแลอยู่ พี่ๆ ทั้งหลายใครจะว่าผมผิด ผมก็ขอยอมรับผิด แต่ว่าเรื่องปล่อยสินเชื่อนั้น ผมไม่เคยปล่อยเองแม้แต่สลึงเดียว" ไชยทัศน์ขอความเห็นใจ

ไชยทัศน์ยืนยันว่าเขาไม่เคยลงไปควบคุมการบริหารงานในมหานครทรัสต์เลย เพราะตอนนั้นไชยทัศน์กำลังตะลุยขยายสาขาไปทั่วประเทศ

"ตอนผมรับคุมสาขามีแค่ 18 สาขา ตอนนี้มีตั้ง 118 สาขา มีคนตั้งเท่าไร แล้วผมจะเอาเวลาที่ไหนมาดูพวกบ้าบอคอแตก"

ระยะหลังๆ เมื่อรู้ว่าสถานการณ์ไม่ค่อยจะดีนัก ไชยทัศน์พยายามลงไปแก้ไข แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น

"เรื่องของเรื่องคือมันสายไปแล้ว และไม่ได้รับความร่วมมือที่ดี ชัยวัฒน์มันเผ่นไปแล้ว มันกลัวผมยิงมัน มันก็เที่ยวไปออกข่าวว่าผมสั่งคนยิงมัน แล้วมันก็หนีไปต่างประเทศ"

ที่ว่าสายเกินไปนั้นแหล่งข่าวกล่าวว่า มีสองประการคือ เมื่อมีทีมงานลงไปพยายามจะแก้ไขปัญหาโดยการโละระบบงานและคนเก่าออกหมด ไชยทัศน์ก็มีท่าทีลังเล โดยเฉพาะเรื่องการโละคนเก่า ซึ่งไชยทัศน์มีจุดอ่อนเรื่องคน เขาไม่อยากโละทีมงานเก่าการแก้ไขปัญหาแบบถอนรากถอนโคนจึงไม่เกิดขึ้น

อีกประการคือ ศรีนครไม่ปล่อยเงินมาอัดฉีดต่อไปอีกแล้ว

"สายเกินไปตรงที่ศรีนครไม่ให้เงินมหานครทรัสต์แล้ว เขาไม่ให้เพราะบอกว่ามันกำลังจะเจ๊ง" แหล่งข่าวกล่าว

เมื่อถึงจุดนี้ไชยทัศน์ก็ต้องถอนตัว ธนาคารชาติเข้ามาควบคุมและกำกับให้ศรีนครเข้าเทคโอเวอร์ในปี 2531

ศรีนครจำใจต้องเข้าไปอุ้มมหานครทรัสต์แบบผะอืดผะอม ซึ่งต่อมาศรีนครก็ดำเนินการลดทุนจดทะเบียนของมหานครทรัสต์จาก 100 ล้านเป็น 5 ล้าน และเพิ่มทุนเข้าปีอีก 300 ล้าน โดย 200 ล้านมาจากการแปลงหนี้ที่มหานครทรัสต์ติดค้างกับศรีนครเป็นทุน และอีก 100 ล้านศรีนครจะอัดฉีดเข้าไป

สถานะปัจจุบันของมหานครทรัสต์ยังขาดทุนสะสมอยู่ประมาณ 400 ล้านบาทและทำธุรกิจเป็นซับโบรกเกอร์ในตลาดหลักทรัพย์ ขณะเดียวกันวิเชียร ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ศรีนครก็มีท่าทีอยากจะขยายออกไป เพียงแต่กำลังกำหนดราคาที่เหมาะสมอยู่เท่านั้น

ส่วนเชียงใหม่ออคิด ทางอุเทนอาศัยความสนิทสนมกับทางตระกูลจิราธิวัฒน์ก็เลยประกาศขายให้ในราคา 475 ล้านบาท ผ่อน 15 ปีไม่มีดอกเบี้ย หลายคนกล่าวว่าเรียกว่าแทบจะยกให้ฟรีๆ เลย

เรื่องการขายโรงแรมเชียงใหม่ออคิดยืดเยื้อกันอยู่พักหนึ่ง เพราะมีข่าวว่าทางไชยทัศน์ไม่ยอมขาย ซึ่งในที่สุดทางออกกลับกลายเป็นว่าทาง "ซำเสี่ย" สุเมธ เตชะไพบูลย์ขอซื้อไปในราคาเท่าที่จะขายให้กับเซ็นทรัล

"ผมทำอะไร ผมต้องถาม ผมไม่ใช่เจ้าของ ผมทำอะไรต้องรอบคอบที่สุด ผมถามไชยทัศน์ว่า ขายไหมขาย ผมไม่เคยไปบีบบังคับใคร ถ้าเป็นความเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าถ้าเราทำไม่ได้ เราจะเก็บไว้ทำอะไร ถ้าทำได้ก็ทำซิ ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่ถ้าทำไม่ได้และมีคนให้ราคาสูงมาก เราก็ควรจะพอใจ ในที่สุดก็ขาย เขาตัดสิน ไม่ใช่ผมตัดสิน" วิเชียร กล่าวกับ "ผู้จัดการ"

"ทีแรกไม่ได้เสนอให้ซำเสี่ย เพราะเขาไม่เคยทำโรงแรม แต่พอซำเสี่ยรู้เรื่อง ซำเสี่ยบอกว่าเรื่องอะไร เงื่อนไขอย่างนี้ทำเองดีกว่า" ไชยทัศน์เล่า ซึ่งชวลิต เตชะไพบูลย์ลูกชายของสุเมธ ที่ต่อมาเป็นกรรมการผู้จัดการของโรงแรมเชียงใหม่ออคิดก็ยอมรับว่าเหตุผลที่สุเมธเข้าไปทำโรงแรมเป็นเช่นนั้นจริงๆ และปัจจุบันสถานะของโรงแรมก็ดีขึ้นเป็นอย่างมาก หลังจากที่สะสางปัญหาต่างๆ เรียบร้อยแล้ว

ส่วน "เสี่ยไฮ้" นั้น บางกระแสข่าวยืนยันว่ากลับมาเมืองไทยแล้ว และมาอยู่ที่โรงแรมเชียงใหม่ออคิดเสียด้วย ในฐานะที่ยังเป็นน้องเมีย "ซำเสี่ย" แต่ถึงอย่างไรชวลิตก็ปฏิเสธข่าวนั้นว่าไม่เป็นความจริง

เหตุการณ์มหานครทรัสต์และเชียงใหม่ออคิดครั้งนั้นกลายเป็นบาดแผลสำหรับไชยทัศน์ จนกลายเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้ไชยทัศน์ต้องตัดสินใจลาออกจากศรีนคร

"กรณีมหานครทรัสต์และเชียงใหม่ออคิดนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ผมตัดสินใจลาออก เพราะว่าปกติผม CLEAN มาตลอด เล่นผมไม่ได้สักเรื่อง พอเจอสองเรื่องนี้ผมก็พูดไม่ออกเพราะในความรับผิดชอบ มันเด็กเรา เราไม่ดูแลพลาดก็พลาดตรงนี้ เราก็สุภาพบุรุษเกินไป จะพูดแบบมืออาชีพหรือนักวิชาการว่าเราไม่รู้เรื่อง เราก็พูดไม่ได้ นี่ผมพยายามโดดลงไปช่วยแก้ มันก็เลยเหม็นติดมาด้วย" ไชยทัศน์กล่าวอย่างอ่อนใจ

ไชยทัศน์กล่าวย้ำเสมอว่า เขาไม่รู้เรื่องการปล่อยหนี้ที่มีปัญหาผ่านมหานครทรัสต์หรือหนี้รายอื่นๆ ซึ่งทุกรายมีหลักฐานว่าเขาไม่ได้เซ็นหรือเห็นชอบเพียงคนเดียว ซึ่งวิธีการปฏิบัติที่แท้จริงเป็นเช่นไร เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันเอง

แต่สิ่งที่สะท้อนให้เห็นในกรณีมหานครทรัสต์และเชียงใหม่ออคิดนั้นก็คือ "ความเป็นไชยทัศน์" ที่มากด้วยบารมี เต็มไปด้วยลูกน้อง และก็พังไปเพราะลูกน้องเช่นเดียวกัน!!!

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us