คงหาคนปฏิเสธได้ยากถึงการเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่บ้านของแบงก์กรุงเทพ ในการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวธุรกิจไทย
ที่ดูออกจะมีบทบาทเอามากๆ ในการอัดฉีดเงินสินเชื่อให้ครัวเรือนธุรกิจทุกประเภทไม่ว่าเล็กหรือใหญ่
นับกันจริงๆ แล้วเป็นลูกค้าสินเชื่อแบงก์กรุงเทพเกือบล้านครอบครัว คงไม่น้อยกว่านี้เป็นแน่
แม้แต่ในท้องไร่ท้องนาก็มีจำนวนถึงเกือบ 200,000 ครอบครัวกันเข้าไปแล้วในใช้บริการสินเชื่อจากแบงก์แห่งนี้
มันออกจะเหลือเชื่อแต่มันเป็นความจริง เมื่อดูตัวเลขต่อไปนี้เปรียบเทียบกัน
กล่าวคือ ปริมาณสินเชื่อแบงก์กรุงเทพเฉพาะสินเชื่อชนบทปีนี้ที่คาดว่าจะปล่อยได้จำนวน
36,649 ล้านบาท เมื่อมาเทียบเคียงกับปริมาณสินเชื่อทุกประเภทของแบงก์อื่นๆ
แล้วในระยะเวลาเดียวกันจะมีขนาดเทียบเท่าแบงก์กรุงศรีฯ และทหารไทย ซึ่งมีปริมาณการปล่อยสินเชื่ออยู่ในระดับไม่เกิน
40,000 ล้านบาท
ความสำคัญของสินเชื่อชนบทที่ว่านี้อยู่ที่คนใช้ว่าเป็นใคร และใครเป็นผู้บริหารสินเชื่อนี้
กล่าวสำหรับในส่วนของแบงก์กรุงเทพ คนที่ใช้สินเชื่อชนบทก็คือ เกษตรกรและนักธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตร
สำหรับผู้บริหารสินเชื่อนี้ก็คือ กระแส ภังคานนท์ ลูกหม้อแบงก์ที่ไต้เต้ามาจากสาขาตามจังหวัดต่างๆ
กระแสหรือที่ในหมู่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง เรียกกันติดปากว่า "เฮียแส"
… เขาเพิ่งขึ้นมาแทน ชูศักดิ์ หิมะทองคำ ที่จากไปจากกรณีโครงการวังน้ำฝน
ก่อนหน้าที่เฮียแสจะมานั่งกินตำแหน่งใหญ่แทนชูศักดิ์ที่ฝ่ายสินเชื่อเกษตรเขาตระเวนอยู่ตามสาขาในจังหวัดต่างๆ
แถวภาคอีสาน ก่อนย้ายมากินตำแหน่งใหญ่โตนี้ เขาเป็น ผู้จัดการภาคอีสานมาก่อน
ในแวดวงแบงเกอร์ด้วยกันยอมรับว่าเขาเป็นนักลุยเหมือนสิงห์ภูธร ธุรกิจทำมาหากินตามท้องไรท้องนา
มีความรู้ความชำนาญเป็นหนึ่งไม่รองใคร
เฮียแสเกิดที่จังหวัดกาญจนบุรี ร่ำเรียนมาจากสำนักท่าพระจันทร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มีบุคลิกเป็นนักปฏิบัติการมากกว่านักวิชาการ ซึ่งต่างจากชูศักดิ์ราวฟ้ากับดิน
ชูศักดิ์จบจากมหาวิทยาลัย READNG สาขาเกษตรเศรษฐศาสตร์จากอังกฤษ ย่ำงานในฝ่ายสินเชื่อเกษตรมาตั้งแต่เริ่มแรกก่อตั้งปี
2505
ชูศักดิ์รุ่งเรืองสุดขีดจากโครงการเกษตรครบวงจรหนองหว้า และแตกดับอย่างโชคร้ายจากโครงการเกษตรครบวงจรวังน้ำฝน
บทเรียนความผิดพลาดของชูศักดิ์ครั้งนี้เป็นครูให้เฮียแสเดินงานบริหารอย่างเชื่อมั่นในตำแหน่งงานปัจจุบันได้อย่างดี
"ผมจะบริหารงานสินเชื่อแบบกระจายความเสี่ยง โดยไม่เน้นโครงการขนาดใหญ่
แต่จะหันมาเน้นโครงการขนาดเล็กๆ ที่ใช้สินเชื่อไม่มากนัก" เฮียแสกล่าวกับ
"ผู้จัดการ" ซึ่งชี้ให้เห็นว่าในยุคสมัยของเขา สินเชื่อชนบทของแบงก์จะมีแนวทางเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยชูศักดิ์อย่างสุดขั้ว
เหตุผลลึกๆ ของ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจเป็นไปได้ว่า แบงก์กรุงเทพเข็ดเขี้ยวเอามากๆ
แล้วกับแนวทางการปล่อยสินเชื่อโครงการใหญ่ๆ ที่ชูศักดิ์เคยทำ
สินเชื่อเกษตร ใครๆ ก็รู้ว่าความเสี่ยงมันสูง โครงการใหญ่ๆ ถ้าสำเร็จก็ดีไป
แต่ถ้ามันล้มขึ้นมาแบงก์ก็มีสิทธิ์เจ็บตัวเอาง่ายๆ
ซึ่งก็น่าเสียดายที่ว่าแบงก์กรุงเทพจะรู้ซึ้งถึงเรื่องนี้ก็ต้องแลกกับการสูญเสียแบงเกอร์มือดีอย่างชูศักดิ์ไป!
"ผมว่านโยบายด้านการบริหารสินเชื่อเกษตรสมัยเฮียแสนี้ คงจะหันมาเน้นหนักบทบาทด้านการเป็นผู้อำนวนการที่คอยสนับสนุนและควบคุมติดตามมากกว่าจะลงไปปฏิบัติการเองโดยตรง
เหมือนสมัยก่อนที่ทำกันครบทุกอย่างตั้งแต่เริ่มสำรวจเอง วิเคราห์สินเชื่อเอง
และเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติ ซึ่งว่าไปแล้ว มันไม่มีการแยกระบบกันออกมาอย่างชัดเจน"
มนูญ เลาหะวนิช ผู้จัดการภาคเหนือ กล่าวกับ "ผู้จัดการ" ซึ่งบ่งชัดว่า
การเปลี่ยนแปลงในฝ่ายสินเชื่อเกษตรไม่เพียงแต่จะจำกดัอยู่กับการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลระดับสูงเท่านั้น
หากยังกินความเลยไปถึงการปรับปรุงระบบการบริหารงานภายในฝ่ายด้วย
จุดนี้สอดคล้องกับความจริงจากข่าวที่แบงก์กรุงเทพได้ประกาศออกมาเพียง 3
วันหลังจากแต่งตั้งเฮียแสขึ้นแทนชูศักดิ์ คือฝ่ายบริหารได้อนุมัติให้มีการตั้งส่วนควบคุมคุณภาพสินเชื่อ
ทำหน้าที่รับผิดชอบงานควบคุมคุณภาพสินเชื่อการแก้ไขติดตามหนี้ที่มีปัญหา
พร้อมทั้งการกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้สาขาต่างๆ ถือปฏิบัติ นอกจากนี้ยังมีการตั้งส่วนวิเคราะห์สินเชื่อเกษตรขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง
เพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อเกษตรโดยตรง
การเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารภายในฝ่ายสินเชื่อเช่นนี้ เท่ากับวางบทบาทหน้าที่ของเฮียแสให้อยู่ในจุดการเป็นนักบริหาร
นักวิชาการ มากกว่านักปฏิบัติการที่ลุยไปทุกที่ตั้งแต่หัวไร่ปลายนาถึงก้นครัวของเกษตรกร
อันเป็นบุคลิกภาพที่เคยปฏิบัติมาก่อนในอดีต
อาจจะดูขัดแย้งกับพื้นเพการทำงานและบุคลิกภาพของเขาเอามากๆ แต่ทำไงได้เมื่อเป็นคนใหญ่โต
ยืนอยู่ที่สูง ก็ต้องพร้อมที่จะปรับตัวให้ยืดหยุ่นตามกระแสของเหตุการณ์ที่ผันแปรเปลี่ยนไป
วันนี้สำหรับเฮียแสเขาไม่ต้องคำนึกอีกแล้วว่า เป้าหมายการปล่อยสินเชื่อที่ผู้ใหญ่มอบหมายให้เขาจะต้องไปให้ถึงเหมือนเช่นวันวานในอดีตที่เคยประสบมา
ซึ่งเป็นรสชาติหนึ่งของชีวิตการเป็นลูกหม้อแบงก์ หากแต่ว่าเขาจะต้องเตือนสติกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องบริหารงานสินเชื่อเกือบ
40,000 ล้านบาทนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด หรืออีกนัยหนึ่งให้มียอดเสียหาน้อยที่สุด
เพราะสิ่งที่เขามีอยู่ตลอดชีวิตการเป็นลูกหม้อแบงก์บัวหลวงแห่งนี้กว่า 20
ปี มันสูงที่สุดแล้วสำหรับเขา และเวลาที่เหลือกว่าจะเกษียณอายุ ก็หวังว่าคงไม่ตกม้าตายประสบชะตากรรมเหมือนกับชูศักดิ์ไปเสียก่อนล่ะ