Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มิถุนายน 2533








 
นิตยสารผู้จัดการ มิถุนายน 2533
กรุงไทยพลาดอีกแล้ว             
โดย บุญธรรม พิกุลศรี
 


   
search resources

ธนาคารกรุงไทย
สุขุมวิทคอนโดมีเนียม
ณัชชัย ถาวรธวัช
Real Estate




ความพยายามของบริษัทสุขุมวิทคอนโดมิเนียมเป็นจริงขึ้นมาเมื่อสัญญา 3 ฝ่ายระห่างบริษัทเงินทุนสินวัฒนา ธนาคารสยาม และธนาคารกรุงไทย ถูกร่างและลงรายมือชื่อร่วมกันโครงการฟื้นฟู "ตึกทอง" เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2532 ที่ผ่านมา

โครงการอาคารชุดขนาด 27 ชั้นบนถนนสุขุมวิทที่เรียกว่า "ตึกทอง" นี้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2526 โดยบริษัทสุขุมวิทคอนโดมิเนียม ซึ่งมีกลุ่ม ธวัชชัย ถาวรธวัช กับเกียรติ ศรีเฟื่องฟุ้ง เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

เงินสนับสนุนโครงการส่วนหนึ่งได้มาจากบริษัทเงินทุนแหลมทอง บริษัทเงินทุนของกลุ่มธวัชชัย ซึ่งต่อมาถูกทางการยึดเป็นทรัสต์ในโครงการ 4 เมษาและเปลี่ยนชื่อบริษัทเงินทุนสินวัฒนา อีกส่วนหนึ่งกู้มาจาก (CHINA METALLURGICAL CONSTRUCTION CORPORATION) หรือ MCC จากประเทศจีนแดง ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวฝากไว้กับทรัสต์ในเครือของธนาคารเอเชียทรัสต์และต่อมาถูกทางการเข้ายึดเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารสยามในเวลาต่อมา

เมื่อปี 2527 การดำเนินโครงการมีปัญหาอันเนื่องมาจากเกิดวิกฤตการสถาบันการเงินซึ่งกระทบโดยตรงแก่บริษัทเงินทุนแหลมทองและธนาคารเอเชียทรัสต์ด้วย จนทางกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยเช้าไปควบคุมกิจการและให้เงินช่วยเหลือในรูปเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือที่เรียกว่าซอร์ฟโลน พร้อมกับเปลี่ยนชื่อสถาบันการเงินและธนาคารทั้งสองแห่งดังกล่าวเสียใหม่

การก่อสร้างโครงการหยุดชงักลงตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2528 ในขณะที่ขายโครงการไปได้ประมาณ 15% รัฐบาลจีนแดงทวงเงินที่เขาให้กู้คืนให้แก่ MCC จำนวน 90 ล้านบาท แต่ไม่ทราบว่าเงินที่ฝากไว้กับทรัสต์ในเครือของธนาคารสยามนั้นหายไปไหนรัฐบาล โดยกระทรวงการคลังสั่งให้ธนาคารสยามจ่ายเงินคืนให้แก่ MCC ไป โดยโอนหนี้ของบริษัทสุขุมวิทคอนโดมิเนียมมาเป็นของธนาคารสยามตังแต่บัดนั้น

รวมหนี้ของโครงการ "ตึกทอง" ที่มีต่อบริษัทเงินทุนสินวัฒนาและธนาคารสยามจำนวน 276 ล้านบาท และค้างจำระค่าก่อสร้างตามที่บริษัทวิศรุตก่อสร้างกล่าวอ้างอีกจำนวน 25 ล้านบาทที่เหลือเป็นหนี้บรรดาผู้จองโครงการที่ได้จำระเงินจองและผ่อนจำระไปแล้วบางส่วนอีกจำนวนหนึ่ง รวมหนี้ทั้งหมด 300 ล้านบาท

เมื่อทางการเข้ามาควบคุมกิจการทรัสต์ในโครงการ 4 เมษาก็มีแนวความคิดที่จะฟื้นฟูโครงการตึกทองขึ้นมาใหม่ โดยมีการตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูตึกทองขึ้นมาเป็นการเฉพาะชุดหนึ่งซึ่งมี นิพัทธิ์ พุกณสุต รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังเป็นประธาน และกรรมการประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากธนาคารแห่งประเทศไทย

"การฟื้นฟูตึกทองซึ่งเป็นลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนสินวัฒนาก็เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูกิจการของสินวัฒนาเอง" เจ้าหน้าที่จากธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวให้เหตุผลถึงการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาฟื้นฟูตึกทอง

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปีของโครงการฟื้นฟูทรัสต์ในโครงการ 4 เมษาทางการก็ไม่สามารถที่จะฟื้นฟูตึกทองได้สำเร็จ แม้สมัยเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบันมานั่งในตำแหน่งรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย ก็มีแนวความคิดที่จะให้ธนาคารกรุงไทยเข้าไปฟื้นฟูตึกทองให้ได้

"เมื่อธนาคารกรุงไทยรับโอนทรัสต์ในโครงการ 4 เมษา ไปดูแล คุณเริงชัยก็คิดที่จะให้กรุงไทยฟื้นฟูตึกทอง โดยมีแผนการที่จะให้การช่วยเหลือทางการเงินและซื้อพื้นที่ของอาหารส่วนหนึ่งใช้เป็นที่ทำการของธนาคารด้วย ซึ่งเป็นการลดภาระความเสี่ยงของโครงการลงไปได้อย่างมาก โครงการฟื้นฟูมีความเป็นไปได้สูงและต่างฝ่ายต่างก็มีความเสี่ยงน้อยลง ทั้งเจ้าของโครงการ บรรดาเข้าหนี้เดิมและกรุงไทยที่จะปล่อยเม็ดเงินกู้ใหม่ลงไปอีกประมาณ 300 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าเจ้าของโครงการไม่สามารถเจรจากับบรรดาเข้าหนี้ทั้งหลายได้สำเร็จตามเงื่อนไขที่ทางกรุงไทยตั้งไว้ คุณเริงขัยกลับไปแบงก์ชาติโครงการฟื้นฟูก็เลยหยุดชงักลงไปอีก" เจ้าหน้าที่ระดับบริหารในกรุงไทยเล่าให้ "ผู้จัดการ" ฟังถึงอุปสรรคในการฟื้นฟูตึกทองในคราวที่ผ่าน ๆ มา

ปัญหาหลัก ๆ ที่ไม่สามารถที่จะฟื้นฟูตึกทองได้ในขณะนั้นมีอยู่ 2 ปัญหาคือ หนึ่ง การเจรจากับเจ้าหนี้เดิมคือ ธนาคารสยามและผู้รับเหมาก่อสร้างในเรื่องมูลหนี้ที่เจ้าของโครงการจอให้ลดส่วนลง ซึ่งขณะนั้นธนาคารสยามยังไม่รวมกับธนาคารกรุงไทยอย่างเช่นปัจจุบัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหนี้ค่าก่อสร้างมีการไม่ยอมรับกันในมูลหนี้ที่อีกฝ่ายหนึ่งว่ายังค้างชำระอยู่

สอง ปัญหาระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกันเองในเรื่องที่จะทำการเพิ่มทุนตามเงื่อนไขที่เริงชัยกำหนด โดยไม่มีการยอมรับการในเรื่องค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปในโครงการ จึงไม่มีใครยินยอมที่จะช่วยเพิ่มทุนหากผู้บริหารคือกลุ่มถาวรธวัชไม่เคลียร์เรื่องรายรับรายจ่ายให้เป็นที่กระจ่างเสียก่อน

ในขณะที่รอเจรจาอยู่นั้นเริงชัยก็กลับเข้าไปรับตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเสียก่อน โครงการฟื้นฟูจึงถูกเก็บไว้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และธนาคารสยามในฐานะเข้าหนี้ บุริมสิทธิลำดับที่สองซึ่งเสียเปรียบในด้านการเฉลี่ยทรัพย์สินอยู่แล้วก็เตรียมที่จะยื่นฟ้องล้มละลายตึกทองไว้เรียบร้อยแล้ว

แต่มีการเปลี่ยนแผ่นดินใหม่จากรัฐบาลชุดพลอกเปรม ติณสูลานนท์ มาสู่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการขอร้องเรื่องนี้กันเอ็นการภายในว่าให้ธนาคารสยามระงับเรื่องที่จะฟ้องไว้ก่อน

ณัชชัย ถาวรธวัช ลูกชายของธวัชชัยเข้ามาเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทสุขุมวิทคอนโดมิเนียมแทนผู้เป็นพ่อ มีการซื้อหุ้นในส่วนของกลุ่มศรีเฟื่องฟุ้งเข้ามาอยู่ในนามของ คุณหญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ ภริยาของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน, หม่อมราชวงศ์พัฒนไชย ไชย -ยันต์, พันกรอง หงศ์ลดารมภ์ และนาวาโททินกร พันธุ์กระวีกับกลุ่มนักลงทุนจากฮ่องกงอีกจำนวนหนึ่ง

แหล่งข่าวทางศรีเฟื่องฟุ้งปิดเผยว่า เขาขายหุ้นออกไปในราคาที่ไม่เสียเปรียบมากนัก เพราะทางกลุ่มไม่ได้ร่วมบริหารโครงการด้วยแล้วจะให้มารับการขาดทุนกับรายจ่ายซึ่งพวกเขาเองก็ยังสงสัยอยู่ว่าเท็จจริงเป็นอย่างนั้นมันก็ไม่เป็นธรรม

ณัชชัยเป็นคนเดิมเกมรุกอีกครั้งโดยทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อกระทรวงการคลังเพื่อให้พิจารณาให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูตึกทองอีกครั้งหนึ่ง โดยมีสาระสำคัญ 2 ประการคือ หนึ่ง ขอให้ช่วยเจรจาลดหนี้ที่ค้างอยู่กับบริษัทเงินทุนสินวัฒนา ซึ่งปัจจุบันเป็นบริษัทในเครือของธนาคารกรุงไทยกับธนาคารสยาม ซึ่งทรัพย์สินส่วนหนึ่งได้นำไปรวมกับธนาคารกรุงไทยแล้ว และธนาคารสยามเองก็ยังมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่ธนาคารกรุงไทยอยู่

สถาบันการเงินและธนาคารทั้งสองแห่งมีความเกี่ยวพันกับรัฐบาลหรือกระทรวงการคลังโดยตรง หรือจะเรียกว่ารัฐบาลเป็นเจ้าของก็ได้

หนังสือร้องเรียนที่ถูกยื่นเข้าไปที่สำนักงานเศรษฐกิจและการคลังถูกส่งขึ้นไปห้องผู้ใหญ่ในกระทรวงการคลังอย่างรวดเร็ว มีการพิจารณากันในระดับสูงว่าจะต้องให้ความช่วยเหลือก่อนที่จะส่งลงมาให้เข้าหนี้ที่ระดับล่างสรุปแนวทางอีกครั้งหนึ่ง

สำนักงานเศรษฐกิจและการคลังเสนอว่าเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องของคณะกรรมการกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาสถาบันการเงินเป็นผู้ดำเนินการ เพราะกองทุนเป็นเจ้าหนี้สถาบันการเงินทั้งสองอยู่ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่นงเยาว์ ชัยเสรี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าเป็นกรรมการกองทุน

แนวทางในการให้ความช่วยเหลือบริษัทสุขุมวิทคอนโดมิเนียมเพื่อการฟื้นฟู้ตึกทองออกมาว่า ให้บริษัทเงินทุนสินวัฒนาลดส่วนหนี้ลงจากเดิม 105 ล้านบาทคงเหลือ 76 ล้านบาทพร้อมกับถอนบริมสิทธิจำนองออก โดยให้ธนาคารสยามซื้อหนี้จำนวน 76 ล้านบาท ขยับขึ้นมาเป็นเจ้าหนี้จำนองลำดับที่หนึ่งรวมกับหนี้เดิมเป็น 340 ล้านบาท

"บริษัทเงินทุนสินวัฒนาได้เงินสด ๆ ไปจากที่ลดลงแล้วจำนวน 76 ล้านบาท ส่วนธนาคารสยามนั้นเพิ่มวงเงินจำนองขึ้นอีกจากเดิม 176 ล้านบาทอีก 88 ล้านบาท และเมื่อรวมกับที่ซื้อมาจากสินวัฒนาอีกก็เป็นมูลหนี้ที่จดจำนองใหม่ทั้งสิน 340 ล้านบาท" แหล่งข่าวกล่าว

วงเงินจำนอง 340 ล้านบาทนั้นให้ธนาคารสยามหยุดคิดดอกเบี้ยจนกว่าจะสำเร็จโดยมีเงื่อนเวลาประมาณ 6 ปี

พร้อมกันนี้ก็ให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้ก้อนใหม่ให้แก่บริษัทสุขุมวิทคอนโดมิเนียมจำนวน 220 ล้านบาท โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ระยะเวลาในการชำระคืน 3 ปี

"การช่วยเหลือครั้งนี้ทำขึ้นเป็นสัญญาสามฝ่าย คือ บริษัทเงินทุนสินวัฒนา ธนาคารสยาม และธนาคารกรุงไทย โดยมีเงื่อนไขเพิ่มเติมอีกว่าเมื่อขายพื้นที่ได้แล้วให้ส่งจำระหนี้แก่กรุงไทยก่อนโดยกำหนดกันว่าโครงการจะแล้วเสร็จภายใน 3 ปี เพราะฉะนั้นสำหรับธนาคารสยามจะได้รับชำระหนี้ก็ต่อเมื่อกรุงไทยได้รับจนหมดแล้ว" แหล่งข่าวจากธนาคารกรุงไทยกล่าว

เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ายังมีเจ้าหนี้อีกรายหนึ่งซึ่งไม่ได้ถูกดึงเข้ามาร่วมในสัญญาครั้งนี้ด้วย คือบริษัทวิศรุตก่อสร้าง เจ้าหนี้ค่าก่อสร้างจำนวน 25 ล้านบาท จึงได้ให้ธนาคารกรุงไทยให้วงเงินกู้เผื่อไว้ในกรณีที่อาจถูกฟ้องร้องจากผู้รับเหมาะก่อสร้างรายดังกล่าวอีกจำนวน 30 ล้านบาท แยกออกต่างหากจากเงินกู้สนับสนุนโครงการ 220 ล้านบาท

ในการปล่อยเงินกู้อกไปคราวนี้เจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงในธนาคากรุงไทยกล่าวว่า ธนาคารจะร่วมกับธนาคารสยามไปควบคุมดูแลการดำเนินงานของบริษัทสุขุมวิทคอนโดมีเนียมอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลทั้งรายจ่ายที่ธนาคารจะต้องจ่ายออกไปเป็นงวด ๆ และรายรับที่ธนาคารจะต้องให้นำมาขำระหนี้แก่ธนาคาร

"นอกจากระดับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการแล้วทางผู้ใหญ่ก็จะมีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งที่จะติดตามโครงการนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากกองทุน กรรมการผู้จัดการใหญ่จากรุงไทย และกรรมการผู้จัดการจากสยาม" แหล่งข่าวจากธนาคารกรุงไทยเปิดเผยถึงการเข้าไปควบคุมสินเชื่อรายนี้อย่างใกล้ชิด

ในความเป็นไปได้ของโครงการนั้นดูจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะความต้องการพื้นที่ทำมาค้าขายและสำนักงานบนถนนสุขุมวิทยังมีอยู่สูง ถ้าคำนวณตามประมาณการเดิมที่เสนอไว้ในหนังสือขอความเป็นธรรมที่เสนอเมื่อต้นปี 2532 ราคาโดยเฉลี่ยตารางเมตรละ 30,000 บาท จากพื้นที่ตึกทองที่เหลืออยู่ขณะนี้ประมาณ 21,600 ตารางเมตร (หักส่วนที่ขายออกไปแล้วตอนขึ้นโครงการครั้งแรก 5,400 ตารางเมตร)

เพราะฉะนั้นถ้าขายพื้นที่ที่เหลือเมื่อสร้างเสร็จสิ้นตามโครงการฟื้นฟูใหม่นี้ก็จะได้เงินอยู่ประมาณ 648 ล้านบาท ซึ่งแหล่งข่าวที่พิจารณาเรื่องนี้กล่าวว่าถ้าเทียบราคาโดยเฉลี่ยของอาคารสำนักงานบริเวณถนนสุขุมวิทย่านเดียวกันขณะนี้จะตกประมาณตารางเมตรละ 45,000 - 50,000 บาท ซึ่งก็จะได้เงินถึงประมาณ 1,000 ล้านบาททีเดียว

ดูอนาคตของตึกทองน่าจะสดใส ถ้าหากไม่พบกับปัญหาความขัดแย้งที่รอวันระเบิดอยู่ในขณะนี้

สิ่งที่จะส่งผลกระทบถึงความเป็นไปได้ของโครงการโดยตรงนั้นคือ บริษัทวิศรุตก่อสร้าง เจ้าหนี้ค่าก่อสร้างจำนวน 25 ล้านบาทที่ทางฝ่ายบริษัทสุขุมวิทคอนโดมิเนียมไม่ยอมรับว่ามีหนี้จำนวนนี้อยู่ และเจรจากันไม่ได้ติดต่อกันมาเป็นเวลายาวถึง 4 ปี 6 เดือน

บริษัทวิศรุตก่อสร้าง โดย สังกาศ ทัฬหิกรณ์และ อรทัย จันทราภรณ์ กับบริษัทสุขุมวิทคอนโดมิเนียม โดยธวิชชัย ภาวระธวัช และณัชชัย ถาวะธวัช นั้นเป็นที่ทราบกันดีในวงการว่าห้ำหั่นกันมายาวนาน และไม่มีทางที่จะตกลงกันได้เลยถึงขนาดฝ่ายณัชชัยวิ่งเข้าไปแจ้งความกับกองปราบเพื่อให้มีการจับกุมสังกาศกับอรทัยในขณะที่ประเด็นแจ้งความเท็จ แต่สุดท้ายมีการตกลงให้มีการดำเนินการทางแพ่งกันเอง ทั้งสองฝ่ายจึงได้แยกย้ายกันกลับบ้าน

จนล่าสุดเมื่อทราบว่าทางกรุงไทยปล่อยเงินกู้ออกมาให้บริษัทสุขุมวิทคอนโดมิเนียมฟื้นฟูตึกทองเป็นที่แน่นอนแล้ว และก็ได้ส่งคนงานเข้าไปเคลียร์พื้นที่ เพื่อทำการก่อสร้างต่อไปตามแผนการฟื้นฟู บริษัทวิศรุตก่อสร้างก็ได้ยื่นฟ้งเรียกชำระหนี้ทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าเสียหายรวมกันจำนวนสูงถึง 84 ล้านบาท ในทันทีเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2533 ที่ผ่านมา

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังและให้การสนับสนุนบริษัทวิศรุตก่อสร้างในการยื่นฟ้องครั้งนี้ก็คือ ธนาคารกรุงเทพซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของเขานั่นเอง

ก่อนหน้านั่นเพียงเล็กน้อยบริษัทสุขุมวิทคอนโดมิเนียมก็ได้ยื่นฟ้องบริษัทวิศรุตก่อสร้างกล่าวหาว่าผิดสัญญาละเมิด เรียกค่าเสียหายและค่าปรับรวมกันทั้งสิ้นจำนวน 52 ล้านบาท เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2533 ที่ผ่านมา

แม้ประเด็นการถกเถียงกันจะมีเพียงว่าฝ่ายหนึ่งกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งค้าขำระค่าก่อสร้างทำให้เกิดความเสียหาย แต่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างว่าที่ไม่จ่ายเพราะผู้ก่อสร้างทำงานล่าช้า ทำให้ได้รับความเสียหาย

"แต่ผลที่จะเกิดขึ้นแก่โครงการนั้นมีมากมายคามเชื่อถือและความเชื่อมั่นในความสำเร็จของโครงการนั้นคงจะลงลงในทันที แม้เจ้าของโครงการได้เปลี่ยนชื่อใหม่จาก "ตึกทอง" เป็น "ซีทีสแควร์" และขึ้นป้ายหน้าอาคารว่า "สนับสนุนโดยธนาคารกรุงไทย" ก็ใช่ว่าจะเรียกร้องความเชื่อมั่นคืนมาได้ทั้งหมด โดยเฉพาะโครงการที่เน่าและมาเป็นเวลายาวนานถึง 5 ปีแล้วเช่นนี้" ผู้เชี่ยวชาญด้านคอนโดมิเนียมกล่าวกับ "ผู้จัดการ"

เพราะคงไม่มีใครมั่นใจได้แน่นอนว่าผลของคดีจะออกมาอย่างไร ยิ่งคดีนี้ยืดเยื้อออกไปมากเท่าใด การตัดสินใจของผู้ลงทุนที่จะเข้ามาซื้อโครงการก็จะชะลุออกไปนานเท่านั้น

แม้ว่าขณะนี้ธนาคารกรุงไทยยังยืนยันกับ "ผู้จัดการ" ว่าธนาคารยังให้การสนับสนุนด้วยดีแม้จะมีการฟ้องร้องกันขึ้นมาแล้วก็ตาม โดยอ้างว่าเป็นคนละส่วนกัน และเข้าของโครงการได้นำหลักทรัพย์ค้ำประกันของวงเงินกู้ในกรณีจะถูกฟ้องนี้แล้วนี้ แต่ไม่เป็นที่เปิดเผยว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวนั้นคืออะไร

"ในเฉพาะหน้านี้เชื่อว่าจะมีการขอวิธีการคุ้มครองก่อนมีคำพิพากษาอายัดหรือห้ามทำกิจการใด ๆ ลงในตัวตึกทองโดยฝ่ายบริษัทผู้รับเหมา ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง แทนที่โครงการนี้จะดำเนินการไปได้ด้วยดีก็อาจหยุดชงักลงไปอีก" คนในวงการกล่าว

นั่นก็หมายความว่าจะไม่มีประโยชน์อะไรกับเงิน 220 ล้านที่ธนาคารทุ่มลงไปให้ความช่วยเหลือครั้งใหม่นี้

แหล่งข่าวคนเดียวกันกล่าวว่าการทำโครงการอาคารสูงเพื่อขายพื้นที่เช่นนี้ ความเชื่อถือต่อโครงการเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะฉะนั้นการป้องกันความเสียหายไม่ใช่วิธีการให้เจ้าของโครงการหาหลักทรัพย์มาวางประกันการฟ้องร้อง แต่ควรจะคัดปัญหาให้มีการฟ้องร้องกันเลยดีที่สุดและถูกต้องที่สุด

สำหรับธนาคารแม้ว่าจะคุ้มที่ได้ทั้งสิทธิจำนองและเพิ่มวงเงินขึ้นอีกถึง 88 ล้านบาท แต่ก็ต้องรออีกอย่างน้อย 4 ปี จึงจะเริ่มได้รับชำระปัญหาก็มีทำนองเดียวกันอีกว่าถ้าขายทอดตลาดในวันนี้หนี้ 170 กว่าล้านคาดว่ายังเหลือพอที่จะได้เงินคืน

แหล่งข่าวจากพรรครัฐบาลคนเดียวกันกล่าวว่าโครงการฟื้นฟูนี้มีรูปแบบที่แปลกประหลาด ไม่มีมาตรการอะไรที่จะให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนและการควบคุมกิจการของบริษัทเพราะเหตุว่าคนที่เข้าไปควบคุมก็เป็นคณะกรรมการลอยอยู่ข้างนอก ไม่อาจจะเช้าไปรับรู้เรื่องราวภายในบริษัทได้ทั้งหมด หรือหากเกิดการพิพาทอะไรกันขึ้นมาก็แก้ไขลำบาก เว้นแต่จะไปฟ้องร้องเอากันที่ศาลอีกเช่นเคย

"ถ้าเขามีความสุจริตใจที่จะฟื้นฟูกันจริง ๆ ทำไมเขาปล่อยให้บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างรายก่อนตามมาฟ้องเอาแบบนี้ ทำไมไม่เคลียร์กันเสียก่อนให้เรียบร้อย และการไปควบคุมกิจการของบริษัทนั้นทำไม่ให้เขาโอนหุ้นส่วนหนึ่งมาให้เข้าหนี้เพื่อเป็นหลักประกันให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายกันง่าย ๆ เมื่อชำระหนี้หมดก็คืนหุ้นเขาไปอย่างเช่นธนาคารอื่น ๆ เขาทำกัน" แหล่งข่าวสายการเมืองกล่าวถึงจุดที่พวกเขาจะพุ่งเข้าโจมตี

แรงกดดันที่จะตามมาอีกอย่างหนึ่งหลังจากที่ได้มีการยื่นฟ้องกันทั้งสองฝ่ายแล้วนี้คือข้อมูลคงต้องมีการขุดคุ้ยถึงอดีตอีกยาวไกล ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้อีกหลายคน

"เป้าหมายนี้เป็นของฝ้ายบริษัทผู้รับเหมาซึ่งจะต้องมีการแฉกันกลางศาลแน่ ๆ ว่าผู้ใหญ่คนไหนเกี่ยวข้องอย่างไรกันบ้าง นับตั้งแต่การให้กู้ครั้งแรกของบริษัทเงินทุนแหลมทองต่อบริษัทในเครือคือบริษัทสุขุมวิทคอนโดมิเนียม มาจนถึงกรณีที่รัฐบาลบังคับให้ธนาคารสยามจ่ายหนี้ให้แก่จีนแดงแทนบริษัทสุขุมวิทถึง 90 ล้านบาท โดยไม่มีใครรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ธนาคารสยาม และกรณีที่มีการบีบบังคับให้บริษัทเงินทุนสินวัฒนาลดหนี้และให้ธนาคารกรุงไทยปล่อยเงินกู้ออกไป 220 กว่าล้านโดยมี่หลักทรัพย์ค้ำประกัน" ผู้ที่ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดในธนาคารกรุงไทยกล่าวกับ "ผู้จัดการ"

โดยเฉพาะผู้บริหารธนาคารกรุงไทยอุปมาก็เหมือนคนที่กำลังยืนอยู่ปลายปากกระบอกปืนของมหาโจรอำมหิตทีเดียว การฟื้นฟูตึกทองดูจะไม่สดใสเสียแล้ว

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us