คนหนุ่มที่ปรากฏตัวเป็นที่สนใจของผู้เข้าร่วมสัมมนาเรื่อง"การคุ้มครองผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
" ที่จัดขึ้นโดยสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทยกับสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาปรากฏว่า
ศิริพงษ์ ศุภกิจจานุสรณ์ นักกฎหมายที่ วัยเพิ่งก้าวล่วง 35 ปีเพียงไม่กี่เดือนเป็นวิทยากรที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
เพราะแทนที่เขาจะพูดเรื่องการให้การคุ้มครองผู้ลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ กลายเป็นว่าเขาพูดในประเด็นภาระภาษีสำหรับนักเล่นหุ้นทั้งหลายได้ค่อนข้างละเอียดลออและเข้าใจง่าย
ที่สำคัญภาษีนั้นก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่ามีแต่เสีย ไม่มีคำว่า "ได้
- เสีย" เหมือนเล่นหุ้น เพราะฉะนั้นถ้าใครมาให้เบาะแสว่าทำอย่างไรจึงจะเสียน้อยที่สุดหรือไม่เสียเลยยิ่งดีใหญ่
จึงเป็นเรื่องที่คนย่อมให้ความสนใจเป็นพิเศษ
บางคนถึงกับตกใจเมื่อมาทราบว่าถ้ามัวแต่เพลินกับกำไรจากการเล่นหุ้นจนลืมไปจ่ายภาษีให้รัฐหรือจ่ายภาษีผิด
ๆ ถูก ๆ อาจถูกกรมสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังมีหวังต้องล้มละลายเอาง่าย ๆ เพราะโดนค่าปรับถึง
200 % และเงินเพิ่มอีก 1.5 % ต่อเดือน
ศิริพงษ์ นับว่าเป็นนักกฎหมายทางด้านภาษีอากรที่อายุน้อยที่สุดในบรรดานักกฎหมายภาษีอากรที่มีอยู่ประมาณ
30 คนในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้ากลุ่มภาษีอากรและธุรกิจกับหัวหน้ากลุ่มกฎหมายการเงินและการธนาคารของสำนักงานติลลิกี
แอนด์ กิบบินส์ และเป็นอุปนายกฝ่ายวิชาการสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย
"บางคนอาจเข้าใจว่า กิจกรรมในตลาดหลักทรัพย์ฯได้รับยกเว้นภาษีหมด
แต่ความจริงแล้วมีรายละเอียดที่จะต้องแยกแยะอยู่มากพอสมควร" อุปนายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยกล่าว
ศิริพงษ์ พูดถึงภาระภาษีของผู้เล่นหุ้นในตลาดว่าจะต้องแยกแยะออกมาศึกษาเป็น
2 ประเภทกล่าวคือประเภทที่มีรายได้จากเงินปันผล กับประเภทที่มีรายได้จากกำไรในการขายหุ้น
กรณีที่มีรายได้จากเงินปันผล ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาและเป็นบุคคลที่อยู่ในประเทศไทยเป็นเวลา
180 วัน เมื่อได้รับเงินปันผลจากบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯจะต้องถูกหักภาษีเงินได้ไว้ในอัตราก้าวหน้าคือตั้งแต่
5 ถึง 55 % แต่เมื่อคำนวณภาษีรวมกันทั้งหมดจะต้องไม่เกิน 15 % ของเงินปันผลที่จ่าย
เงินที่ถูกหักไว้ก่อนนี้ผู้ได้รับเงินปันผลมีสิทธิที่จะเลือกไม่นำไปรวมเป็นเงินได้ประจำปีประเภทอื่น
ๆ คือยอมให้หักแล้วหักเลย ถ้าจ่ายเกินไปก็ไม่รับคืน หรือไม่ขอใช้เครดิตภาษีที่หักไว้นั้นในการ
คำนวณรายได้เพื่อเสียภาษีประจำปี ซึ่งถ้าเลือกวิธีนำรายได้จากเงินปันผลนี้ไปรวมคำนวณรายได้ประจำปีด้วย
ก็จะได้รับเครดิตภาษี 30 % ของเงินปันผลที่ได้รับ
"นั่นหมายความว่าถ้านำรายได้จากเงินปันผลไปรวมคำนวณแล้วอาจจะมีภาษีคืน
หรืออาจจะต้องจ่ายเพิ่มก็ได้ ฉะนั้นในกรณีเช่นนี้ก่อนที่จะเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งจะต้องมีการวางแผนให้ดีเสียก่อน"
ศิริพงษ์กล่าว
ในกรณีเดียวกันนี้ถ้าบุคคลนั้นเป็นบุคคลที่ไม่อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันก็จะไม่ได้รับสิทธิในการเลือกกล่าวคือจะถูกหักภาษีแล้วหักเลย
ในกรณีที่เป็นนิติบุคคลจำพวกบริษัทที่ได้รับเงินปันผลจะได้รับยกเว้นก็เฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเท่านั้น
ส่วนบริษัทธรรมดาทั่วไปจะได้รับยกเว้นเพียงครึ่งเดียว
แต่อย่างไรก็ตามสิทธิที่จะได้รับยกเว้นในกรณีนิติบุคคลนี้จะต้องไม่ปรากฏว่าบริษัทนั้น
ๆ เป็นผู้มีเงินได้ประเภทเงินปันผลเกินกว่า 15 % ของเงินได้รวมกันทั้งหมดของรอบบัญชีนั้น
ๆ และจะต้องถือหุ้นที่ก่อให้เกิดปันผลนั้นทั้งก่อนและหลังมีปันผลไม่น้อยกว่า
3 เดือน คือรวมเวลาถือหุ้นนั้นไม่น้อยกว่า 6 เดือน
ประเภทที่มีรายได้จาก กำไรจากการขายหุ้น ถ้าเป็นบุคคลธรรมดากฎหมายจะยกเว้นภาษีให้เฉพาะที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ฯเท่านั้น
แต่ถ้าผู้ขายเป็นนิติบุคคลในประเทศหรือนิติบุคคลต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย
ผู้ขายจะต้องนำกำไรนั้นมาคำนวณเป็นเงินได้ประจำปี โดยไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้
และถ้าเป็นนิติบุคคลต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทยกฎหมายกำหนดให้ผู้ซื้อหักภาษี
ณ ที่จ่ายไว้ในอัตรา 25 % ของกำไร และให้นำส่งสรรพากรภายใน วันที่ 7 ของเดือนถัดไป
ในกรณีเดียวกันถ้านิติบุคคลต่างประเทศนั้นเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นในประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้ำซ้อนกับประเทศไทย
กำไรนั้นจะได้รับยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย
นี่คือความซับซ้อนวกไปวนมาของการจัดเก็บและยกเว้นภาษี ซึ่งหากไม่มีการวางแผนกันอย่างละเอียดรอบคอบแล้วก็จะทำให้ผู้ลงทุนทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเสียประโยชน์ไปได้
เช่นอาจจะเสียภาษีเกินไปกว่าที่ควรจะเสียหรือเสียไม่พอหรือไม่นำพาก็อาจจะถูกปรับและต้องจ่ายเพิ่มเป็นจำนวนมากก็ได้
ศิริพงษ์ ศุภกิจจานุสรณ์ จึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องภาษีสำหรับผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯนี้เป็นพิเศษในการขึ้นมาเป็นวิทยากรในการสัมมนาของเขา
การปรากฏตัวของนักกฎหมายหนุ่มคนนี้ครั้งแรกทำให้คนที่ร่วมสัมมนาวันนั้นไม่ค่อยมั่นใจนัก
เพราะยังดูอายุน้อย ซึ่งต่างกับนักกฎหมายทั่วไปที่อายุค่อนข้างมาก แต่ศิริพงษ์ก็สามารถถ่ายทอดความรู้และวิธีการให้แก่ผู้ร่วมสัมมนาได้ค่อนข้างละเอียดและเข้าใจง่าย
ซึ่งดูจะเรียกความเชื่อถือกลับมาได้มากพอสมควร
"เรื่องอายุน้อยนี่มีปัญหาอยู่เหมือนกันเมื่อพบกับลูกความครั้งแรก
แต่ถ้าได้พูดคุยทำความรู้จักกันระดับหนึ่งแล้ว ผมเชื่อว่าปัญหาจะหมดไป และปัจจุบันนี้นักธุรกิจรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยก็หันมาให้ความเชื่อถือแก่นักกฎหมายรุ่นใหม่
ๆ มากขึ้น" ศิริพงษ์กล่าวถึง อุปสรรคที่เกิดจากวัย
ว่ากันที่จริงแล้ว แม้จะดูอายุน้อยแต่ก็เป็นนักกฎหมายที่คร่ำหวอดอยู่ในอาชีพนี้มานานกว่า
10 ปี ตั้งแต่จบปริญญาโทด้านการสืบสวนสอบสวนและกระบวนการยุติธรรมจากมหาวิทยาลัยคาร์ดีฟประเทศอังกฤษ
เมื่อปี 2521 ซึ่งว่ากันที่จริงแล้วสายที่เขาเรียนมาก็ไม่ตรงกับด้านภาษีอากรโดยตรง
เพราะความตั้งใจที่ไปเรียนทางด้านการสืบสวนสอบสวน และกระบวนการยุติธรรมนั้นก็เพราะต้องการเข้ามาทำงานในกรมตำรวจตามคำแนะนำของ
พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อของเขา โพธิ์ ศุภกิจจานุสรณ์
คหบดีผู้มีชื่อเสียงของชลบุรีคนหนึ่งในสมัยนั้น
แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองหลังจากที่เขาเรียนจบมาพอดี ศิริพงษ์จึงตัดสินใจเข้าทำงานกับสำนักงานบัญชี
SGV ของยุกติ ณ ถลาง ตามคำชักชวนของพิชัย สุรินทราบูรณ์ หัวหน้าฝ่ายภาษีอากรของ
SGV ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพ่อเขาอีกคนหนึ่งจึงทำให้เขาได้เรียนรู้ภาษีอากรในแง่ของการปฏิบัติมากขึ้น
ศิริพงษ์อยู่ที่ SGV ได้ 8 ปีจึงเป็นการเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ด้านภาษีอากรให้แก่เขาเป็นอย่างมากทั้งจากการปฏิบัติงานแบบวันต่อวันและการฝึกอบรมระยะสั้น
SGV ส่งเขาไปฝึกอบรมและดูงานที่ศูนย์ฝึกอบรมที่ใหญ่ที่สุดของ SGV ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นการเรียนรู้เพิ่มเติมในด้านการวางแผนภาษีในสัญญาทางธุรกิจในรูปแบบต่าง
ๆ ทั้งภาคทฤษฎีและการปฏิบัติ
แต่ด้วยเหตุที่ระเบียบของ SGV มีว่าไม่ให้สามีภรรยาทำงานอยู่ด้วยกัน เมื่อเขาแต่งงานกับนักบัญชีของ
SGV เขาจึงขอลาออก แม้ทางสำนักงานจะยกเว้นให้ในกรณีของเขาเขาก็ไม่อาจละเมิดกฎของสำนักงานจึงต้องออกมาในที่สุด
ตำแหน่งสุดท้ายใน SGV ของศิริพงษ์คือหัวหน้าฝ่ายภาษีอากรซึ่งเป็นตำแหน่งที่นักกฎหมายภาษีอากรอาวุโสหลายคนเคยผ่านมาแล้วอย่างเช่น
ดร.มานะ พิทยาภรณ์ ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร และพิชัย สุรินทราบูรณ์
ดิลลิกี แอนด์ กิบบินส์ สำนักกฎหมายที่มีอายุกว่า 90 ปี ชักชวนให้ศิริพงษ์เข้าร่วมงานด้วยในเงื่อนไขที่เขาพอใจทั้งค่าตอบแทน
เงินเดือนสวัสดิการ และการศึกษาต่อรวมทั้งการพัฒนาองค์กรโดยรวมที่เขาอยากจะทำ
หลังจากเข้ารับงานไม่ถึงปีติลลิกีก็ส่งเขาไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพทนายความชั้นสูง
ซึ่งประกอบด้วยวิชาหลัก ๆ 4 คือวิชาภาษีอากร การวางแผนธุรกิจ กฎหมายหลักทรัพย์
และวิชาการเจรจาต่อรองและทำสัญญา ซึ่งเรียนกันทั้งภาคทฤษฎีและการปฏิบัติ
ผู้เข้าเรียนในหลักสูตรนี้ส่วนใหญ่ประกอบด้วยอัยการทนายความและนิติกรอาวุโสในสหรัฐอเมริกา
ในรุ่นของเขามีคน ต่างชาติเข้าเรียนด้วยเพียง 4 คนเท่านั้นคือตัวเขาเองกับสุรศักดิ์
วาจาสิทธิ ผู้พิพากษานักเรียนทุนจากกระทรวงยุติธรรม และนักกฎหมายชาวญี่ปุ่นกับเยอรมนีอีกประเทศละคน
จากนั้นก็เข้าฝึกงานกับสำนักงานกฎหมาย FOLEY,HOAG & ELIOT ซึ่งเป็นสำนักกฎหมายที่มีชื่อของเมืองบอสตัน
จากนั้นก็ไปฝึกงานที่วอชิงตัน จากนั้นจึงบินไปฝึกงานเพิ่มเติมด้านการวางแผนประมูลงานก่อสร้างขนาดใหญ่กับรัฐบาลกับสถาบันฝึกอบรมทางธุรกิจชื่อ
LLOYD INTERNATOINAL ที่กรุงลอนดอนก่อนที่จะบินกลับมาทำงานที่เมืองไทยเมื่อปลายปี
2532 ที่ผ่านมา
ในสำนักกฎหมายติลลิกี แอนด์ กิบบินส์ เขารับผิดชอบเป็นหัวหน้ากลุ่มภาษีอากรและธุรกิจ
และหัวหน้ากลุ่มกฎหมายการเงินและการธนาคาร เป็นหนึ่งในเก้าคนที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของสำนักกฎหมายแห่งนี้
และเป็นหนึ่งในสามคนที่กำลังเตรียมการขยายงานสำนักงานที่จะรุกตลาดในอินโดจีนในเร็ว
ๆ นี้
เห็นประสบการณ์อย่างนี้ก็ต้องยอมรับว่าอายุน้อยนั้นมิได้เป็นอุปสรรคต่อการประกอบวิชาชีพกฎหมายเลยในยุคปัจจุบัน