ผมเดินทางสู่เมืองหลวงของโปรตุเกสในช่วงอากาศกำลังสบาย ๆ นุ่งกางเกงยีนส์สวมเสื้อยืดลุยไปได้ทุกที่ช่วงกลางเดือนกันยายนนั้นอุณหภูมิประมาณ
25 องศาเซลเซียส ฝนตกปรอย ๆ บ้างบางวัน ตามลักษณะอากาศแบบเมดิเตอเรเนียน
แม้ว่าโปรตุเกสจะไม่อยู่ในย่านนั้นโดยตรง แต่ก็นับว่าใกล้กันมาก
ถือเป็นจังหวะที่เหมาะจริง ๆ ในการสัมผัสประเทศที่ยากจนที่สุดในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจยุโรป
(อีอีซี) ซึ่งกำลังเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างจับต้องได้ ท่ามกลางความซบเซาเป็นอาจิณของกรุงลิสบอนเมืองหลวงศูนย์กลางการบริหารงานในห้วงเวลานี้
วิเคราะห์กันวา มันเป็นผลต่อเนื่องจากที่โปรตุเกสได้เข้าเป็นสมาชิกของอีอีซีตั้งแต่ต้นปี
2528 ประกอบกับรัฐบาลที่ตั้งใหม่หมาด ๆ ดำเนินนโยบายเสรีนิยมอันมาจากกาเรลือกตั้งทีชนะใจชาวโปรตุกีสเหนือพรรคสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์อย่างท่วมท้น
ดูเหมือนจะเป็นรัฐบาลที่มั่นคงที่สุดตั้แงต่มีการสถาปนาสาธารณรัฐกันเลยทีเดียว
แม้ผลเสียจะติดปลายนวมมาด้วย โดยเฉพาะค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นบ้างก็ตาม
ผมโดยสารสายการบินลุฟท์ฮันซ่า จากเมืองแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมันนีตะวันตกมุ่งสู่เมืองแมดริด
ประเทสสเปน เพื่อนั่งรถไฟต่อเข้าเมืองลิสบอน ระหว่างการเดินทางนั้น ผมอ่านเจอข่าวเกี่ยวกับโปรตุเกสใน
FINANCIAL TIMES พิมพ์ในอังกฤษและขายในอีอีซีราคาถูกกว่าเมืองไทยประมาณ 2
เท่า พูดถึงการลงทุนในประเทศนั้น ยกตัวเลขว่า 8 เดือนของปี 2530 การลงทุนจากต่างประเทศสูงกว่าระยะเดียวกันของปีที่แล้วถึง
150% มูลค่าประมาณ 150 ล้านปอนด์สเปนเป็ปนระเทศที่หอบเงินเข้ามากที่สุดเฉือนกับอังกฤษเจ้าเก่าเพียงเล็กน้อย
ส่วนใหญ่มุ่งในธุรกิจที่ดิน โรงแรม ภัตตาคารซึ่งในปัจจุบันธุรกิจดังกล่าวถูกครอบงำโดยนักลงทุนจากอังกฤษ
รถไฟตู้นอนชั้นหนึ่งของสเปนไม่สู้ดีนัก ห้องนอนคับแคบ ซ้ำเครื่องปรับอากาศทำงานเหมือนคนป่วย
ความจริงกะการณ์ว่าจากแมดริดสู่ลิสบอนจะใช้เครื่องบิน แต่เผอิญสายการบินทุกสายผู้โดยสารจองเต็มหมด
เนื่องจากจะมีการแข่งรถสูตร (FORMULA) ในงานกรังด์ปรีซ์เมืองลิสบอน เราจึงไม่มีทางเลือก
การเดินทางถึงสถานีรถไฟ SANTA APOLONIA ในตอนเช้า จึงสะบักสะบอมพอใช้ สถานีรถไฟแห่งนี้ขนาดใหญ่พอ
ๆ กับหัวลำโพง เป็นสถาปัตยกรรมแบบวิคตอเรียอาคารสีชมพู สลับดำและแถบขาวดูเก่า
ๆ ตั้งอยู่ไม่ห่างฝั่งทะเลมากนัก กลิ่นทะเลโชยมาเบา ๆ เราเดินทางตามถนนเลียบฝั่งทะเลอันปรากฏอู่เรือเก่า
ๆ เรียงราย
ตอนเช้าที่ลิสบอนดูเงียบ ผู้คนไม่พลุกพล่าน ค่อนข้างจะขัดแย้งกับโรงแรมลิสบัวเชอราตันอันเป็นตึกทันสมัยแบบเดียวกับโรงแรมสร้างใหม่ในกรุงเทพฯ
ตั้งอยู่กลางใจเมืองจราจรค่อนข้างติดขัด พวกเราพักกันที่นี่ เราลงความเห็นว่าบริการค่อนข้างแย่
หากมีโรงแรมบ้านเราบริหารเช่นว่านี้ก็คงเจ้งไปในไม่ช้า
คนโปรตุเกสเป็นคนเฉื่อยเนือย เห็นได้ชัดในธุรกิจบริการ พวกเขาจะให้บริการลูกค้าคนแรกอย่างช้า
ๆ โดยไม่สนใจลูกค้าคนต่อไปจะรอนานสักแค่ไหน เลยว่ากันว่าคงจะเป็นสาเหตุหนึ่งของความล้าหลังของประเทศนี้เมื่อเทียบกับประเทศในยุโรปอื่น
ๆ
สมควรจะถามลึกลงไปอีกว่า ทำไมคนโปรตุเกสจึงเป็นเช่นนั้น เป็นอาการของคนที่จมอยู่กับอดีต
ภูมิใจกับอดีตมากเกินไปหรือเปล่าเราอยู่ที่นั่น 3 วัน ไกด์เปลี่ยนหน้ามานำเที่ยวทุกวัน
เริ่มตั้งแต่หญิงวัยค่อนดึกพูดภาษาอังกฤษพอใช้ที่ใคร ๆ ไม่ค่อยชอบ ต่อมาชายหนุ่มรูปหล่อพูดภาษาอังกฤษชัดเจนดี
แต่พาเราดั้นด้นไปซื้อของที่ระลึกบนเขาใกล้ร้านรวง เจาะจงร้านที่เชื่อกันว่าเขามีผลประโยชน์มาก
จนถึงหญิงสาวพูดตะกุกตะกักแต่สวย โนบรา และร่าเริง พวกเราชอบเธอมากกว่าไกด์ทุกคน
ไกด์เหล่านั้นพร่ำถึงแต่อดีตอันยิ่งใหญ่ของโปรตุเกส ภูมิใจกับการขูดรีดทรัพย์ศฤงคาร์จากประเทศอาณานิคม
เช่น มาเก๊า บราซิล มาสร้างบ้านแปลงเมืองปัจจุบันบ้านเมืองสถาปัตยเก่าแก่นั้นแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ว่านว่าทางการของเขามีกฎหมายควบคุม ห้ามแม้จะทาสีภายนอกอาคาร
ครั้นโปรตุเกสสิ้นอำนาจในโลก พลังทางการเมืองและเศรษฐกิจก็ค่อยเสื่อมถอยลง
นี่คือสมมติฐานข้อแรกเพื่อตอบคำถามข้างต้น "พวกโปรตุเกสสร้างเองไม่เป็น"
ว่ากันอย่างนั้น อีกมุมหนึ่งบ้านเมืองเผอิญชะตากรรมจากภูเขาไฟระเบิดหลายครั้งหลายครา
พวกเขาสร้างเมืองกันเป็นสิบ ๆ ปี แต่เพียงชั่วข้ามคืนก็ต้องละลายไปกับลาวาภูเขาไฟอะไรเทือกนั้น
ความเฉื่อยเนือยน่าจะมาจากความวิตกกังวลกับอนาคตยังครอบงำจิตใจชาวโปรตุกีสอย่างเหนียวแน่น
โปรตุเกสเป็นประเทศเล็ก ๆ บนคาบสมุทรไอบีเรีย กับมหาสมุทรแอตแลนติคทางด้านตะวันตกและด้านใต้
ส่วนทางด้านตะวันออกและเหนือติดกับสเปน มีประชากรประมาณ 12 ล้านคน เศรษฐกิจสำคัญคงเป็นเกษตรกรรม
และการทำประมงนอกชายฝั่งสินค้าออกเลยเป็นไวน์ และอาหารทะเลบรรจุกระป๋องเป็นสำคัญ
ขี่ม้าชมสวนมามากพอแล้ว สมควรจะเข้าเรื่องที่จั่วหัวไว้ เรื่องของเรื่องเริ่มจากเมืองไทย
ความจริงธุรกิจบ้านตกอากาศบ้านเรานับว่าเจริญเติบโตพอสมควร พื้นดินชายทะเลดี
ๆ ผุดเป็นบ้านพักไปเกือบหมด ทะลวงขึ้นเหนือเชิงดอยพันขนานใหญ่จนกลายเป็นปัญหาบุกรุกป่าสงวน
ดังที่ "ผู้จัดการ" เขียนให้อ่านกันจุใจในฉบับที่แล้ว เท่าที่ผมดูแนวโน้มบ้านสวนผลไม้ใจังหวัดชานกรุงกำลังเติบโตอย่างเงียบ
ๆ เป็นธุรกิจที่น่าจับตาอีกธุรกิจหนึ่ง
นักธุรกิจไทยและคนมีเงินอยากมีบ้านพักผ่อนอีกอย่างน้อยหนึ่งหลังด้วยกันทั้งนั้นแต่ปัจจุบันแม้มีเงินก็หาบ้านตากอากาศบนพื้นทีดี่
ๆ ไม่ใคร่ได้ วันหนึ่งผมได้ยินนักธุรกิจบ้านเราคนหนึ่งสัพหยอกว่า ถ้าอย่านั้นไปซื้อที่โปรตุเกสดีกว่า
พอถามเอาจริง ๆ เขาก็ชักไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริง
มันจึงกลายเป็นเรื่องที่จุดความสนใจของผมอย่างมาก ในการเดินทางมาโปรตุเกสคราวนี้
ซึ่งปรากฏว่าเรื่องก็จริงอย่างเขาว่าเสียด้วย
ถามจากคนที่นั่นเขาจะยอมรับว่า ชาวต่างประเทศสามารถมีกรรมสิทธิ์บ้าน และที่ดินตรงไหนในโปรตุเกสก็ได้
ไม่มีกฎหมายห้ามเหมือนบ้านเรา ย่านชายทะเลด้านตะวันตกและใต้เป็นแหล่งที่ว่านั้น
โดยเฉพาะที่เรียกว่า ESTORIL และ CASCAIS
ESTORIL ได้ชื่อว่าเป็น RIVIERA ของโปรตุเกส เป็นแหล่งอำนวยความสะดวกมากที่สุในลิสบอน
สำหรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่โรงแรมทันสมัยชั้นหนึ่ง สระว่ายน้ำสนามกอล์ฟ เทนนิส
สโมสรเรือใบ ฯลฯ เรียงรายโอบอ่าวที่เป็นชายหาดทรายขาวสวยงาม ยิ่งกว่านั้นเนหือเนินเขาที่สูงเดิ่นไม่ห่างทะเลมากนักมองเห็นวิวสวยงามเป็นตั้งของบ่อนคาสิโน
แบบเดียวกับที่เมืองลิสบัวในมาเก๊า อันเป็นที่เลื่องชื่อของโลกแห่งหนึ่งช่วงที่ผมอยู่ที่นั่น
ได้ข่าวทีมพ่อค้ามันสำปะหลังจากไทยก็ไปเจรจาการค้า หากถามคุณสุกิจ หวั่งหลี
ก็คงจะได้รู้ความพิสดารของบ่อนนี้ก็เป็นได้
อย่างไรก็ตามที่ตรงนี้ค่อนข้างจะเต็มและกลายเป้นสาวแก่ผ่านมือชายมากเกินไปทั้งราคาที่ดินค่อนข้างจะแพง
แม้ว่าที่ว่างยังหาได้ก็ตาม
หากจะให้สงบน่าจะเป็นที่ CASCAIS ห่างไปทางตะวันตกของ ESTORIL ประมาณ 3
กิโลเมตร เดิมเป็นหมู่บ้านชาวประมงปัจจุบันกลายเป็นย่านรีสอร์ทตากอากาศที่กำลังโตวันโตคืน
ตรงนี้ยังปรากฏราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์ของโปรตุเกสในช่วงศตวรรษที่ 17-18
ให้เห็น ผมว่าที่ตรงนี้เหมาะมาก หากใครจะไปซื้อที่ดินและสร้างบ้านพักตากอากาศ
หาดทรายก็สวยงามไม่น้อย เท่าที่เห็นโครงการคอนโดมิเนียมกำลังก่อสร้างก็มีอยู่หลายโครงการ
รวมไปถึงบ้านลักษณะทาวเฮ้าส์ที่เขาเรียกว่า อพาร์ทเม้นท์
คำถามที่เร้าใจต่อจากนี้น่าจะเป็นเรื่องสนนราคา
ก่อนจะถึงจุดนั้น ผมจะพูดถึงแหล่ง่ข้อมูลซื้อขายบ้านและที่ดินเช่นว่าเสียก่อนนอ่กจากถามไถ่คนรู้จักแล้ว
(คนไทยมีเพียงประมาณ 20 คนในโปรตุเกส) ก็คือหนังสือพิมพืในโปรตุเกสมีหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่ง
(คนขาเขาบอกผมว่ามีเพียงฉบับเดียว) ชื่อ ANGLO-PROTUGUSES NEWS พิมพ์จำหน่ายมา
50 ปีแล้ว ราคาฉบับละ 6 เหรียญเงินของปอร์ตุเกส หรือประมาณ 12 บาท ในหน้าโฆษณาและ
CLASSIFIED AD. มีโฆษณาซื้อขายที่ดินในย่านที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจำนวนมาก
อาทิ อพาร์ทเม้นท์ริมทะเล 2 ห้องนอน บริเวณ CASCIAS สนนราคาเพียง 60,000
ปอนด์ หรือประมาณ 2 ล้านบาท ถูกว่าพัทยาด้วยซ้ำ ปกติอพาร์ทเม้นท์แถวนี้ จะมีตั้งแต่ราคา
1.5 ล้านบาท จนถึง 3 ล้านบาท หากเป็นบ้านราคาก็สูงขึ้นประมาณ 5 ล้านบาทขึ้นไป
ส่วนที่ ESTORIL จะแพงกว่าประมาณ 10-20%
สิ่งอำนวยความสะดวกก็ครบเกือบทุกอย่าง ตามลักษณะบ้านตกอากาศทั่วไป
เท่าที่ทราบนักธุรกิจชาวอังกฤษจะเป็นเจ้าของบ้านพักตากอากาศในบริเวณมากกว่าชาติใดในยุโรป
ส่วนเศรษฐีไทยนั้นผมทราบว่ามีบ้างแล้วรายสองราย อย่าให้บอกเลยครับว่าเป็นใคร