Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2530








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2530
นี่คือ "โตโยต้ากรุ๊ป" ความมหัศจรรย์ที่ไม่มีวันกร่อนสลาย             
 

   
related stories

โตโยต้า ประเทศไทย กว่าจะมีวันนี้กับบทพิสูจน์ข้ามาคนเดียว
โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ญี่ปุ่นกำลังถูกบีบ ให้เพิ่มความสำคัญพนักงานคนไทย
เมื่อโตโยต้าลงสนามขายตรงรักษาหน้า ฤาจะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวนำไปสู่การแตกร้าวกับดีลเลอร์

   
www resources

โฮมเพจ TOYOTA

   
search resources

Vehicle
Toyota
โตโยต้ากรุ๊ป




เมื่อสิ้นปี 2529 หากดูถึงสินทรัพย์รวมของ "โตโยต้า กรุ๊ป" ทั้งหมดที่มีอยู่ในญี่ปุ่นและที่กระจัดกระจายตามสาขาไปประเทศต่าง ๆ อีก 20 กว่าประเทศ มีมูลค่ามหาศาลมากกวางบพัฒนาประเทศไทยในปีปัจจุบันเสียอีก เฉพาะที่ญี่ปุ่นทุนจดทะเบียนบริษัทก็สูงถึง 133,200 ล้านบาท

ความยิ่งใหญ่ของ "โตโยต้ากรุ๊ป" ทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งชื่อเมืองที่เป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ของ "โตโยต้า กรุ๊ป" ว่า "TOYOTA CITY" และประมาณกันว่า 3 ใน 4 ของจำนวนประชากรในเมืองนี้มีอยู่มีกินร่ำรวยขึ้นมาได้เพราะสายธารธุรกิจของ "โตโยต้ากรุ๊ป" นั่นเทียว

ญี่ปุ่นในปี 1946 กับสภาพพินาศยับเยินจากภัยสงครามกลับเป็นการก่อเกิดขึ้นมาของชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในช่วงหนึ่งทศวรรษหลังถัดมา การพ่ายแก้สงครามทำให้คนญี่ปุ่นกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเห็นอนาคตใหม่อันโชติช่วงของประเทศ ทุกคนเพียรพยายามวิริยะอุตสาหะเพื่อหนีไปให้พ้นจากคำว่า "ไฮโมกุ" ที่แสดงถึงความพ่ายแพ้อย่างชนิดเข้าเนื้อเข้ากระดูก

ความมหัศจรรย์ที่คนทั้งโลกต้องค้อมรับญี่ปุ่นโดยปราศจากข้อโต้แย้งเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นในปีนั้นจริง ๆ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเวลานี้อาทิเช่น มิตซุย มิตซูบิชิ ยาชิดะ ซิมิโตโม หรือที่เรียกกันว่า "กลุ่มไซบัตสุ" ฮอนด้ามอเตอร์ หรือแม้แต่โตโยต้า เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาอย่างมั่งคงก็ในปีนี้นี่เอง

สำหรับ "โตโยต้า" ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความเป็นอัจฉริยะอันหาได้ยากยิ่งทางเทคโนโลยีที่ประทุขึ้นในคลังสมองของ "ซากิชิ โตโยด้า" (SAKHICHI TOYODA) กับความเฉียบฉลาดในการคาดการร์ความเป็นไปได้ในอนาคตของเขาคือพลังผลักดันเบื้องหลังความสำเร็จทั้งมวล จนเดี๋ยวนี้ โตโยต้ากรุ๊ป" อหังการ์พอที่จะบอกว่า "บริษัทแห่งนี้จะเป็น 1 ใน 2 ของกลุ่มธุรกิจในญี่ปุ่นที่จะไม่มีวันล้มเป็นอันขาด

อันที่จริง "โตโยต้ากรุ๊ป" ที่ทั่วโลกรู้จักกิตติศัพท์ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์รายใหญ่รายหนึ่ง หากไดมีรากฐานมาทางด้านนี้แต่แรกเริ่มไม่ เดิมที "ซากิชิ โตโยต้า" ทำการค้าและเป็นนักประดิษฐ์ออกแบบเครื่องทอผ้าอัตโนมัติที่มีชื่อเสียงมากกว่าที่จะรู้จักเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ

แต่เขาเป็นคนที่มองการณ์ไกลค่อนข้างจะแม่นยำ คาดหมายว่าต่อไปอุตสาหกรรมรถยนต์จะเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญในอนาคต ด้วยความรู้พื้นฐานทีพ่อมีอยู่บ้างจึงทำให้ "บิดาของโตโยต้า" ผู้นี้ได้ตั้งฝ่ายดำเนินการด้านรถยนต์ขึ้นมาในบริษัท TOYODA AUTOMATIC LOOM WORKS. LTD. เมื่อเดือนกันยายน 2476 และตั้งเป็นบริษัท TOYOTA MOTOR เมื่อเดือนสิงหาคม 2480

พฤศจิกายน 2481 โรงงานผลิตรถยนต์แห่งแรกของ "โตโยต้ามอเตอร์" ก็ปรากฏขึ้นที่เมืองฮอนชา โดยผลิตรถยนต์บรรทุกขนาดเล็กออกมาก่อนทั้งนี้โดยใช้ระบบ "TRUCK" เป็นแกนนำ ว่าไปแล้วแรก ๆ ของการผลิตถ้าเปรียบเทียบกับบริษัทอื่น ๆ นั้น "โตโยต้ามอเตอร์" อับด้อยกว่ามากในเรื่องเทคโนโลยี

โตโยต้ามอเตอร์มีเอกลักษณ์อันแข็งแกร่งเพียงประการเดียวเท่านั้นคือ "หยัดยืนอยู่บนลำแข้งของตนเองและเน้นหนักไปทางด้านตลาด" ผิดกับนิสสันที่เข้าไปร่วมและหยิบยืมเทคโนโลยีจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ของอเมริกาเช่น ฟอร์ด (1952)

โตโยต้าช่างเป็นเพียงอณูเล็ก ๆ ในสายตาของคนทั่วไป กระทั่งถึงปี 2493 ที่กระทรวงการค้าและการอุตสาหกรรม (MITI) ของญี่ปุ่นเริ่มมองเห็นความหวังที่จะใช้นโยบายการพัฒนากลุ่มผู้ผลิตรถยนต์เป็นอุตสาหกรรมชั้นนำต่อการพัฒนาประเทศ

ถัดจากนั้นอีก 5 ปี "MITI" ได้ประกาศว่าอุตสาหรรมรถยนต์ควรพัฒนาเป็นรถขนาดจิ๋ว (MINI CAR) ที่บรรจุโดยสารไม่เกิน 4 คน ความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง และราคาไม่ควรเกิน 25,000 เยน ซึ่งท่าทีนี้ขัดแย้งอย่างหนักกับธนาคารแห่งญี่ปุ่นที่ไม่ให้ความสนใจเรื่องนี้เท่าใดนัก

ขานรับรองอย่างหนักแน่นกับคำประกาศของ MITI ก็คือ "โตโยต้ามอเตอร์" เนื่องจากสวนหนึ่งของพนักงานที่เป็นมันสมองของบริษัทล้วนผ่านงานมาจาก MITI แล้วทั้งสิ้น คนเหล่านี้รู้ข้อมูลแบบทะลุปรุโปร่งว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ต้องเติบโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวกันว่า "โตโยต้ามอเตอร์" ต้องหมดเงินเพื่อประมูลซื้อตัวมันสมองเหล่านั้นมาจากหน่วยงานรัฐบาลเป็นเงินหลายล้านเยน และนี่ก็กลายเป็นจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของบริษัทที่ได้ชื่อว่าให้ความสำคัญแก่ทรัพยากรบุคคลอย่างสูง

แต่ผลที่ออกมาคุ้มเกินคุ้ม จากการผสมผสานระบบผลิตแบบ "TRUCK" มาใช้ในการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กทำให้ "โตโยต้ามอเตอร์" กลายเป็นผู้นำไปในเรื่องนี้ขณะที่อีกหลายบริษัทยังหลงใหลได้ปลื้มกับรถยนต์ขนาดใหญ่ตามแบบฉบับอเมริกัน

ในปี 2517 เมื่อเกิดวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งแรก หลายคนพากันคิดว่าอุตสาหกรรมรถยนต์จะได้รับความเสียหายอย่างหนัก เรพาะรถยนต์เป็นสัญลักษณ์ของสังคมอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มีพื้นฐานอยู่กับน้ำมัน แต่ไม่นานนักก็พบว่า เพราะวิกฤติการณ์น้ำมันแท้ ๆที่ทำให้รถยนต์ขนาดเล็กกลับมีตลาดกว้างขวางขึ้นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา

คงไม่ต้องเจียระไนกันหรอกนะว่า บริษัทที่ประสบผลสำเร็จสูงสุดกับปรากฏการณ์นี้จะเป็นใครไหนอื่นไปไม่ได้เลยนอกจาก "โตโยต้ามอเตอร์" และก็เป็นก้าวแรกที่รถยนต์ญี่ปุ่น เริ่มเข้าไปมีบทบาทในสหรัฐอเมริกาก่อนที่จะตามเข้า "ฮุบ" แบบถอนยวงในปี 2523 (โตโยต้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของโรลกด้วยยอดผลิตมากกว่า 3 ล้านคัน/ปีและครองตลาดเป็นอันดับ 2-3 ของสหรัฐอเมริกา)

ก็เป็นเรื่องที่คุยกันได้ไม่รู้เบื่อกับการตบหน้าบริษัทรถยนต์ใหญ่ ๆ ของอเมริกา เช่นฟอร์ด แบะเจเนอรัลมอเตอร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเข้าไปแผ่รัศมีในประเทศญี่ปุ่น

บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ จำกัด เป็นบริษัทที่เน้นหลักการตลาด (MARKETING ORIENTED) ค่อนข้างสูงโดยไม่สนใจเรื่องคุณภาพผลิตภัณฑ์มากนัก (PRODUCTION ORIENTED) ตัวอย่างเช่น การออกรถยนต์ขนาดเล็กก็เพราะว่า ในอนาคตตลาดต้องการรถที่ใช้ขนาดใด เรื่องนี้อาจดูได้เด่นชัดขึ้นโดยพิจารณาจากตลาดอเมริกา

เดิมทีในส่วนของรถยนต์ขนาดเล็กในอเมริกา บริษัทที่ครองแชมป์มาตลอดเวลาได้แก่ โฟล์คสวาเก้นซึ่งผลิตรถยนต์ขนาดเล็กที่มีคุณภาพ แต่จากที่ "โตโยต้ามอเตอร์" ได้ย่างกรายเข้าสู่ตลาดแห่งนี้ สิ่งหนึ่งที่ "โตโยต้ามอเตอร์" ต้องลงทุนใช้จ่ายอย่างสูงก็คือ การว่จ้างคนเก็บข้อมูลว่ารถยนตืโฟล์คมีอะไรดีกันนักหนาคนถึงหนาคนถึงนิยม โตโยต้าวิจัยเรื่องจุดเด่นของคู่แข่งรายนี้อย่างละเอียดยิบก่อนที่จะผลิตรถยนต์ขนาด 700 ซีซี. ออกสู่ตลาด

ที่สุดในปี 2520 โตโยต้าก็บรรลุความเป็นผู้ชนะเหนือรถยนต์โฟล์คได้อย่างน่าทึ่งซึ่งในกรณีเดียวกันนี้เปรียบเทียบได้กับตลาดประเทศไทยที่ว่า แรก ๆ ที่โตโยต้านำรถเข้ามาขายนั้นไม่อาจกลบรัศมีของ "ดัทสันบลูเบิร์ด" ได้เลย นอกจากชื่อเสียงที่ผิดกันราวฟ้ากับดิน รูปร่างสมรรถนะของรถที่ไม่สอดคล้องกับเมืองร้อนก็กลายเป็น "จุดบอด" ของโตโยต้า ช่วงปี 2507-08 รถแท็กซี่ส่วนมากเป็น "ดัทสันบลูเบิร์ด" แทบทั้งสิ้น

แต่ความมานะอดทนที่จะศึกษาข้อบกพร่องต่าง ๆ ทำให้โตโยต้าได้ข้อสรุปอันโดดเด่นกับ "โตโยต้าโคโรลล่า" ซึ่งเป็นรถยนต์เล็กยี่ห้อเดียวในเมืองไทยที่สามารถติดตั้งแอร์ภายในรถได้ และผลสรุปนี้เองที่ส่งผลให้ "โตโยต้าโคโรลล่า" กลายเป็นรถที่ถูกเรียกใช้มากที่สุดจวบจนปัจจุบัน

กลยุทธ์ที่น่าศึกษาอีกอย่างหนึ่งของโตโยต้า มอเตอร์ ก็คือ "การเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี" ที่สาขาบริษัทเข้าไปตั้งอยู่ในประเทศที่สามารถติดตั้งแอร์ภายในรถได้ และผลสรุปนี้เองที่ส่งผลให้ "โตโยต้าโคโรลล่า" กลายเป็นรถที่ถูกเรียกใช้มากที่สุดจวบจนปัจจุบัน

กลยุทธ์ที่น่าศึกษาอีกอย่างหนึ่งของโตโยต้า มอเตอร์ ก็คือ "การเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณี" ที่สาขาบริษัทเข้าไปตั้งอยู่ในประเทศนั้น ๆ ดังจะเห็ได้ว่าการผลิตรถยนต์ขายในสหรัฐอเมริกาจะมีความเหมาะสมกลมกลืนกับนิสัยและความเป็นอยู่ของคนอเมริกันเป็นอย่างมาก

"กุมสภาพให้รากเหง้าบริษัทหยั่งลึกติดประสานกับภูมิหลังทางวัฒนธรรมของประเทศที่เข้าไปตั้ง" นี่คือกฎตายตัวอย่างหนึ่งของ "โตโยต้ามอเตอร์" จะเห็นได้ว่า "โตโยต้ามอเตอร์" ต้องหมดเงินไปปีละหลายล้านบาทในแต่ละประเทศทั้งนี้เพียงเพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมประเพณีต่าง ๆ ของประเทศนั้น ๆ

การแข่งขันฟุตบอลโตโยต้าคัพที่ผ่านพ้นไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ดูจะเป็นคำตอบที่แจ่มชัดได้ในเรื่องนี้ โตโยต้าเลือกเอาช่วงเวลาที่คนไทยกำลังสนุกสนานกับเกมกีฬาชนิดนี้มาโปรโมทภาพพจน์ของตนในการมีส่วนเสริมสร้างสปิริตแก่คนไทยได้อย่างเหมาะเหม็ง

ก็ได้ทั้งเงินทั้งกล่องไปอย่างไม่มีที่ติ

ผู้บริหารญี่ปุ่นคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ก่อนที่เขาจะเข้ามาอยู่ในเมืองไทย เขาคิดว่าคนไทยก็กินข้าวในลักษณะที่คล้ายคลึงกับคนญี่ปุ่น อยู่ในโซนเดียวกันขนบธรรมเนียมประเพณีและการดำรงอยู่ก็ไม่น่าจะแตกต่างกันมากนัก เขาคิดว่าเมื่อมาทำงานที่นี่คงเป็นไปอย่างราบรื่นเลยทีเดียว

ผิดถนัด เขายอมรับว่าความรู้สึกเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้เลย เพราะวัฒนธรรมใกนารดำรงชีวิตและทำงานของคนไทยมีอกีหลายจุดที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับญี่ปุ่น "อะอุงโนะ โคกิว" สองด้านของสิ่งของที่นำมาใช้กันมากในการประชุมปรึกษาหารือของบริษัทญี่ปุ่นมิอาจถูกจุดประกายได้มากนักในเมืองไทย

และนั่นทำให้เขาต้องใช้จ่ายรายได้ส่วนตัวเข้าไปเรียนรู้วัฒนธรรม ประเพณี ของคนไทยแบบเข้าให้ถึงแก่น ซึ่งก็เป็นหลักการอย่างหนึ่งของผู้บริหารญี่ปุ่นที่ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไหน ๆ สิ่งแรกที่เขาต้องทำก็คือ "ต้องรู้จักคนและประเทศนั้นให้ดีเสียก่อน ผู้บริหารโตโยต้าถือมากก่วาจะไม่มีวันแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ได้เลยถ้าไม่สามารถเข้าใจถึงคอนเซ็ปท์พื้นบานเหล่านี้ได้ไ

25 ปีของโตโยต้า (ประเทศไทย) ที่มาถึงในวันนี้พร้อมกับที่จะมีการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่าง ก็นั่นล่ะคือการปรับตัวของโตโยต้าให้เข้ากันได้กับวัฒนธรรมประเทศไทยก่อนที่จะท้าทาย่งานใหญ่ที่โตโยต้าคาดหวังถึงความเป็นหนึ่ง

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us