|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
นายก ส.ธุรกิจบ้านจัดสรร เสนอรัฐขยายเวลาต่างชาติถือครองสิทธิ์อสังหาฯ จาก 30 ปี เป็น 50 ปี เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ยันยังไม่พบเก็งกำไร ธอส.ชี้ การถือครองอสังหาฯ ของต่างชาติ ดาบสองคม ควรฟังความเห็นจากทุกฝ่าย มองแนวโน้มครึ่งปีหลัง การลงทุนต่างชาติอาจชะลอตัวลง โดยมีผลกระทบ ศก.โลกที่ยังไม่ฟื้นตัว และผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท เพื่อมาลงทุนในประเทศต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมา
นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง อสังหาริมทรัพย์ไทยไร้พรมแดน โดยระบุว่า การส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อดีจะมีการนำเทคโนโลยีความรู้ การจัดการมาพัฒนาในประเทศ ส่วนข้อเสียเกรงว่า ต่างชาติจะเข้ามาแข่งขัน จนภาคเอกชนในประเทศได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีกฎหมายเปิดทางให้ต่างชาติซื้อที่ดินในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลได้ไม่เกิน 1 ไร่ เมื่อเข้ามาลงทุนในประเทศวงเงินไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท และสามารถเช่าที่ดิน เพื่อประกอบธุรกิจระยะเวลายาวถึง 50 ปีด้วยกัน และสามารถขอต่ออายุได้อีก 1 ครั้ง แต่ไม่ครอบคลุมถึงที่อยู่อาศัย
ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณการเก็งกำไรจากชาวต่างชาติในภาคอสังหาฯ เพราะปัจจุบันมี พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในการถือครองกรรมสิทธิ์สมบูรณ์ (Freehold) ในอาคารชุดของชาวต่างชาติต้องไม่เกิน 49% โดยปัจจุบันตัวเลขการโอนต่างชาติแล้วประมาณ 80,000 - 90,000 หน่วย ซึ่งยังไม่เป็นตัวเลขที่สูงเกินไป
“กรณีที่เกิดขึ้นจึงเห็นว่า ต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจเป็นเวลานาน น่าจะให้เช่าที่อยู่อาศัยได้นานขึ้น จาก 30 ปีเป็น 50 ปี ส่วนการเติบโตภาคอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันนั้น ยังไม่มีสัญญาณการเก็งกำไร”
นายอิสระ กล่าวเสริมว่า ปีนี้การตัวเลขการโอนที่อยู่อาศัยจะอยู่ที่ประมาณ 170,000 หน่วย หรือ คิดเป็นมูลค่ากว่า 400,000 ล้านบาท ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ดังนั้น จึงไม่มีความกังวลกับสัญญาณฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์
ด้าน นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า แนวทางการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของต่างชาติ จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย รวมถึงการส่งเสริมให้เอกชนไทยที่มีความพร้อม ไปลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในตลาดต่างประเทศได้ด้วย
ส่วนความต้องการให้รัฐบาลขยายการถือครองที่ดินระยะยาวให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ 30 ปี แต่คงต้องภายใต้เงื่อนไขพิเศษ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกลไกทางตลาด เช่น การถือครองที่ดินไม่เกินกี่ปี การนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเท่าใดจะสามารถได้รับสิทธิดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดการเก็งกำไรเกิดขึ้น และกระทบต่อการซื้อที่อยู่อาศัยของคนไทย โดยจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อสรุปและนำเสนอให้ภาครัฐบาลพิจารณาในขั้นตอนต่อไป
สำหรับแนวโน้มภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่า จะชะลอตัวลง โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างชาติจะลดลงไปมากพอสมควร เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมทั้งยังได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้การแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท เพื่อมาลงทุนในประเทศต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน พื้นที่การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เริ่มถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ดังนั้น ผู้ประกอบส่วนใหญ่จึงหันไปขยายการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ ยอมรับว่า มีความกังวลกับการเก็งกำไรที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม ซึ่งไทยไม่ได้ประสบปัญหาเพียงประเทศเดียวยังมีอีกหลายประเทศมีปัญหาดังนั้นภาครัฐจะต้องมีมาตรการเข้ามาควบคุม โดยปัจจุบันพบว่ามีการเก็งกำไรประมาณ 10-15%
|
|
 |
|
|