Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ สิงหาคม 2536








 
นิตยสารผู้จัดการ สิงหาคม 2536
วิถีคนกล้า…เจ้าพระยาพระคลัง "สมหมาย"             
 


   
search resources

สมหมาย ฮุนตระกูล




ไม่ว่ายุคสมัยใด ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใด CONTROVERSIAL เท่ากับสมหมาย ฮุนตระกูล ผู้แสดงศักยภาพบริหารการเงินและการคลังแบบมี VISION และ MISSION เพื่อพลิกฟื้นปัญหาฐานะการเงินการคลังของรัฐภายใต้วิกฤตการณ์เศรษฐกิจการเมืองที่เลวร้ายมาก ๆ

สมหมาย เป็นคนเก่งที่ตายไปแล้วคนแซ่ซ้อนสรรเสริญมากที่สุดคนหนึ่ง เพราะคนดี ๆ แบบนี้หายาก ! สมหมายคือตัวอย่างของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่นั่งเก้าอี้แล้วทำงานหนักเพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าให้ประเทศ โดยไม่พูดมากหรือทำตัว "ตุ้งติ้ง" แบบเอาตัวรอด ตลอดจนไม่หวั่นเกรงอิทธิพลมืดข่มขู่ชีวิตตนเองและครอบครัว

วิกฤตการณ์ครั้งนั้น คุณหญิงสมศรี ฮุนตระกูล ภริยาคู่ทุกข์คู่ยากเล่าให้ฟังว่า "เขาเฉย ๆ เพราะมีความมั่นใจ แต่ว่าครอบครัวถูกคุกคามมากๆ มีโทรศัพท์มาขู่ว่า "มึกอยากตายเหรอ กูจะเอาปืนอาร์ก้ามายิงมึง" ในที่สุดเราต้องเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ เวลาเราจะไปไหนท่านนายกฯ ก็จัดกำลังอารักขาให้ ฝ่ายตำรวจท้องที่เขาเห็นคนมีอาวุธมาวนรอบบ้านตอนตี 5 ตำรวจก็บอกว่า บ้านอยู่ริมถนน รั้วก็เตี้ย เราจะทำรั้วให้สูงก็ทำไม่ได้ เพราะผ่อนหนี้ยังไม่หมด แล้วที่บ้านก็กว้างถึง 8 ไร่ เราจึงต้องใช้วิธีปิดไฟ ย้ายที่นอนบ่อย ๆ หรือบางทีก็ไปอาศัยนอนบ้านเพื่อนก็มี"

โยดกำเนิดสมหมายเกิดในตระกูลจีนเก่า มีเชื้อสายชาวจีนไหหลำ เป็นบุตรคนเล็กสุดในจำนวน 9 คนของโกศล (กิมฮวด) ฮุนตระกูล และนางน้อมซึ่งมีฝีมือทำขนมอร่อย และเป็นหลานของพระยาศรีวิศาลวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) เมื่อจบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคโอะ ประเทศญี่ปุ่น เริ่มชีวิตทำงานที่ธนาคารชาติในปี 2486 และลาออกจากผู้อำนวยการช่วยผู้ว่าฯ ในปี 2514

บทบาทการทำงานในภาคเอกชนสมหมายได้สร้างบารมีและผลงานด้านระบบที่เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้มากมาย ตั้งแต่เป็นผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ในปี 2515 และเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปูนซิเมนต์ไทยในปี 2519

ในชีวิตการทำงานเป็นรัฐมนตรีคลัง สมหมายได้ใช้การลดค่าเงินบาทเป็นอาวุธไปแล้ว 6 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2515 สมัยเป็นรัฐมนตรีช่วยคลังรัฐบาลจอมพลถนอมมีการปรับค่าเงินบาทลดลงไป 7.89% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากไทยเข้าเป็นสมาชิกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)

ครั้งที่สอง ค่าเงินบาทลดลง 10% ในเดือนมีนาคม ปี 2516 ครั้งที่สามเงินบาทเพิ่มค่า 4% ในกรกฎาคม 2516

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 สมหมายเป็นรัฐมนตรีคลังอีกครั้งในรัฐบาลสัญญา 1-2 และรัฐบาลเกรียงศักดิ์ 3 ซึ่งเป็นรัฐมนตรีคลังได้แค่ 17 วัน

ดังนั้นเมื่อหวนกลับมา "ยิ่งใหญ่แต่โดดเดี่ยว" อีกครั้งในรัฐบาลเปรม 2 ขุนคลังสมหมายต้องใช้มาตรการลดค่าเงินบาทอีกสามครั้งรวด ! เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเลวร้าย

"สงสารพ่อมาก เมื่อเห็นท่าทำงานหนักก่อนที่จะลดค่าเงินบาท พ่อนอนไม่หลับถึง 5-6 วัน มีอาการขาไม่มีแรง ไม่มีเวลาออกกำลังกาย เล่นกอล์ฟเหมือนเคย เสาร์อาทิตย์ก็มีหนังสือมาให้เซ็นหรือเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังมาปรึกษาตลอด ท่านพูดเสมอว่า ท่านไม่ได้อยากเป็นรัฐมนตรีเลย แต่ทุกครั้งถูกขอร้องให้มาช่วยประเทศชาติ ท่านก็รับเพราะคำพูดนี้ทุกครั้ง" ศศิณี ฮุนตระกูล บุตรสาวเล่าให้ฟัง

สมหมายไม่พูดมาก แต่เริ่มจากลดค่าเงินบาท 1.07% ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2524 และอีกสองเดือนต่อมาลดอีก 8.7% โดยมีการยกเลิกการคำนวณค่าเงินบาทแบบ DIALY FIX ซึ่งใช้ตั้งแต่ปี 2521 เปลี่ยนเป็นแบบ BASKET OF CURRENCIES เพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกเป็นหลัก

แต่พิษร้ายของข่าวที่กระหน่ำโจมตีแบบไม่ลืมหูลืมตาครั้งนั้น เป็นแรงกดดันที่ทำให้ไพจิตร เอื้อทวีกุล รัฐมนตรีช่วยคลังโบกมือลาสังคมไทยไปอยู่ไอเอ็มเอฟ และหวนกลับคืนมาตุภูมิเมื่อชนะคดีฟ้อง "กะแช่" ชนิดที่ฝ่ายแพ้ต้องศิโรราบและหักปากกาทิ้งไปเลย

เหตุการณ์ซึ่งต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเงินและการเมืองของไทย เมื่อคราวลดค่าเงินบาทในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2527 ว่า ค่าเงินบาทลดมากที่สุดถึง 14.81% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ งานนี้จุดชนวนพิโรธทางการเมืองที่รุนแรงกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล

สมหมายเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในยุค พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเริ่มทำงานตั้งแต่ต้นปี 2524 อันเป็นปีที่เกิดข่าวลือตลอดว่า กระทรวงการคลังใกล้ล้มละลาย ไม่อาจจะจ่ายเงินเดือนข้าราชการได้ เพราะปัญหาขาดดุลงบประมาณที่ทวีคูณ จาก 25,278.7 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2524 เพิ่มเป็นขาดดุล 40,069.8 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2525

ดังนั้น 5 ปีที่สมหมายนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีคลัง สมหมายจึงมีภารกิจที่จะต้องกดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ถึงขั้นว่าปีงบประมาณ 2529 จะใช้นโยบาย ZERO GROWTH จำกัดการเจริญเติบโตของภาครัฐบาล

งานนี้สมหมายตกเป็นเป้าโจมตีอย่างรุนแรงของทหารและนายแบงก์ ทหารไม่พอใจอยู่สองกรณี กรณีแรก ถูกกระทรวงการคลังคัดค้านอย่างมากในการซื้อฝูงบินรบ เอฟ. 16 ที่ทันสมัยจากสหรัฐฯ กรณีที่สองการจับใหญ่ "แชร์ชม้อย" ในเดือนมิถุนายน 2528 ซึ่งกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์มีคนในเครื่องแบบร่วมด้วย

ขณะที่ปฏิกิรยาของนายแบงก์ใหญ่ได้สะท้อนให้เห็น VISION ที่สู้ขุนคลังสมหมายไม่ได้เลย เมื่อกาลเวลาได้พิสูจน์ด้วยตัวเลขของการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบ DOUBLE DIGIT ของไทยที่เกิดขึ้น หลังจากผลงานขุนคลังสมหมาย

เริ่มตั้งแต่ชาตรี โสภณพนิช บิ๊กบอสส์แห่งแบงก์กรุงเทพ ทำจดหมายเวียนลงวันที่ 22 ตุลาคม 2528 ถึงพนักงานทุกคนว่า

"ผมคิดว่า สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันถือเป็นภาวะที่ผิดปกติ เพราะความเสียหายได้แผ่กระจายเป็นวงกว้างครอบคลุมไปทั่วทุกวงการค้าและอุตสาหกรรม ทั้งอัตราว่างงานก็มีสูงขึ้นมาก อาจจะเรียกว่าเป็นภาวะที่ตกต่ำที่สุดในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาก็ว่าได้"

ขณะที่ VISION ของ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ รองผู้จัดการใหญ่แบงก์ไทยพาณิชย์ขณะนั้นก็ให้ความเห็นแบบดุเดือดเลือดร้อนว่า

"เศรษฐกิจที่ซบเซานี้จะก่อให้เกิดผลกระทบหลายด้านต่อธุรกิจเอกชนที่คุ้นเคยกับการเจริญเติบโตระดับสูงในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา และในปีหน้าจะต้องมีปัญหาธุรกิจประสบกับภาวะล้มละลายให้เห็นกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากรัฐบาลไม่ทำอะไร เศรษฐกิจของโลกไม่เอื้ออำนวย หรือพระสยามเทวาธิราชไม่โปรด ปีหน้า (2529) จะเป็นปีที่วิกฤตที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 20-25 ปี"

โชคดีที่ ดร.โอฬารทำนายผิดเศรษฐกิจไทยในปี 2529 เริ่มฟื้นตัวและโชติช่วงชัชวาลตั้งแต่ปี 2530 ปีทองของตลาดหุ้นเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการบูมของการพัฒนาที่ดิน เศรษฐีใหม่เกิดขึ้นมากมาย เมื่อโอกาสและระบบทางเศรษฐกิจเปิดเสรีมากขึ้น

แต่กว่าจะถึงวันแห่งสันติสุขได้ตลอดระยะเวลา 5 ปี ขุนคลังซามูไรคนนี้ได้ฝ่าและฟันหลายชิวตที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเงินการคลัง โดยเฉพาะกรณีเลือดท่วมแบงก์ชาติ เมื่อคนหัวรั้นอย่างผู้ว่าแบงก์ชาตินุกูล ประจวบเหมาะ เจอคนบ้าเลือดแบบขุนคลังซามูไร ซึ่งต้องการให้แบงก์ชาติทบทวนนโยบายจำกัดสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ 18%

งานนี้สร้างความคับแค้นใจให้อย่างมากกับนุกูล จนกระทั่งวันอำลาพนักงานที่แบงก์ชาติ นุกูลได้เซ็นเช็ค 10,000 บาทมอบให้มูลนิธิเด็กปัญญาอ่อน และบ้านพักคนชราบางแค

ตั้งแต่นั้นมา ไม่เคยปรากฏเงาของนุกูลในทุกงานที่มีสมหมาย ฮุนตระกูลเลย !

ในราวเดือนตุลาคม 2529 สมหมาย ฮุนตระกูล ล้างมือในอ่างทองคำ เปิดบ้านคุยกับสื่อมวลชนแบบสบาย ๆ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจพลิกฟื้นการเงินการคลังของประเทศได้สำเร็จ

รางวัลบั้นปลายแห่งชีวิตรับราชการของสมหมาย ฮุนตระกูล ได้รับพระราชทานพระราชอิสริยาภรณ์สูงสุดขั้นประถมจุลจอมเกล้าเจ้าพระยา

"ในตระกูลฮุนตระกูลของเรา คุณพ่อเป็นเจ้าพระยาคนที่สอง คนแรกคือ พระยาศรีวิศาลวาจา ซึ่งมีศักดิ์เป็นอา" ศศิณี บุตรีคนที่สองซึ่งอยู่ใกล้ชิดสมหมายจนวาระสุดท้ายเล่าให้ฟังอย่างภูมิใจ

ชีวิตอันสุขสงบภายในอาณาบริเวณอันร่มรื่นกว่า 8 ไร่ที่ลาดพร้าวซอย 36 กับศรีภริยา คุณหญิงสมศรี และลูกทั้งสี่กับหลานทั้งหกที่นำความชุ่มชื้นใจแก่สมหมายอย่างมาก

"พ่อชอบถ่ายรูปและเล่นกล้องมาก มีทั้งกล้องโบราณ เช่น ไลก้า โรไลเฟล็กซ์ และกล้องญี่ปุ่นปัญญาอ่อน สะสมมากพอ ๆ กับนาฬิกาและไฟแช็ก ซึ่งแจกจ่ายไปเมื่อพ่อเลิกสูบบุหรี่ เวลาทานข้าวนอกบ้าน พ่อต้องมีกล้องติดตัวตลอดเวลา ถ้าเอาอัลบั้มรูปมาจัดจะตั้งสูงถึงเพาดานหลาย ๆ ตั้ง" บุตรสาวเล่าให้ฟังถึงงานอดิเรกที่สมหมายชอบทำ

ในบรรดาบุตรทั้งสี่ของสมหมาย ไม่มีใครรับราชการเลยสักคน บัณฑิตย์ บุตรชายคนโตซึ่งจบวิศวะจากมหาวิทยาลัยฮาวาย ปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการบริษัทคว็อลลิตี้แล็บ ศศิณีจบบัญชีด้านการเงินการธนาคารจากธรรมศาสตร์ เคยทำงานบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมและบริษัทไทยพัฒนา โรงงานก่อนลาออกมาปรนนิบัติดูแลพ่อ ภัทนีเดินตามรอยมารดาเป็นจักษุแพทย์เปิด "อัมพุชคลีนิค" และสมภพ ลูกชายคนเล็ก ซึ่งสมหมายส่งไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเคโอะ จนจบปริญญาตรีรัฐศาสตร์และไปต่อปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ที่อเมริกา ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทเดินเรือ "สยามเภตรา" ซึ่งครอบครัวถือหุ้นอยู่ด้วย

ช่วงสองปีสุดท้าย สุขภาพสมหมายทรุดโทรมลงอย่างน่าเป็นห่วง แทบไม่เดินทางไปไหนอยู่กับบ้านทานอะไรก็ชักไม่อร่อยเหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่กิตติศัพท์หาของอร่อยกินเป็นที่หยอกล้อทุกครั้งว่า "เจี๊ยะ ๆ ทัวร์" หรือศรีภริยาล้อเล่นเป็นนามสกุล "มุ่งการกิน"

"ช่วง 2-3 ปีนี้ เลือดในลำไส้ใหญ่ออกทั้ง ๆ ที่เมื่อ 14 ปีที่แล้วเคยตัดกระเพาะไปถึง ? ส่วนตอนที่อยู่ปูนซิเมนต์ไทย หมอห้ามทานเหล้าและสูบบุหรี่ ไม่งั้นสูบบุหรี่จัดมาก แต่ยังชอบดื่มเบียร์ ตอนหลังกระเพาะมันยืดออก หมอบอกว่ามีก้อนเนื้อใหญ่ที่ลำไส้ แต่อายุมากแล้วเราไม่อยากให้ผ่า…เพียงแต่ทำกายภาพ ทานยา ไม่ให้หกล้ม ในวันเกิดเหตุท่านก็บอกให้เด็กเช็ดตัว สักครู่ก็พูดว่า ไม่ไหวแล้ว…ก็ตัวอ่อนล้มลงไปเลย" คุณหญิงสมศรีเล่าให้ฟัง

สิ้นเสียงก็สิ้นสั่ง สมหมายได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจเมื่อนสิริอายุ 75 ปีเต็ม ล่วงพ้นวันเกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมาเพียงไม่นานนัก

มรดกอันยิ่งใหญ่ที่สมหมายได้ทิ้งไว้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลก็คือ ผลงานการเงินการคลังที่ "เจ้าพระยาพระคลังสมหมาย" สร้างสรรค์ขึ้นมา และยืนหยัดต่อสู้กับแรงกดดันท่ามกลางวิกฤตการณ์รุนแรงในอดีตจนประสบความสำเร็จเมื่อเวลาผ่านไปได้พิสูจน์แล้วว่า บางทีกว่าที่คนเราจะรู้คุณค่าใครสักคนต่อเมื่อสูญเสียคน ๆ นั้นไป !!

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us