แนวคิดนี้แม้ไม่ใช่แนวคิดใหม่สำหรับเครือซิเมนต์ไทยทั้งหมด หากแต่มีการพัฒนาทางความคิดจาก
Hardware ไปสู่ Software ให้สอดคล้องกับยุคภายใต้แรงกดดัน และสถานการณ์ทางธุรกิจต่างๆ
ที่แตกต่างกันในช่วงประมาณ 10 ปีเท่านั้น
คงจำกันได้ว่าในปี 2530 บริษัทเอสซีทีคอมพิวเตอร์ก่อตั้งขึ้น ในฐานะเป็นผู้แทนจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ไอบีเอ็มเป็นหลัก
หลังจากที่เครือซิเมนต์ไทย เป็นลูกค้าไอบีเอ็มรายใหญ่มาช่วงหนึ่ง ในราวปี
2525-2526 ด้วยการติดตั้งเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในสำนักงานขาย 50 เคริ่องแรก
จากนั้นมาคอมพิวเตอร์พีซีไอบีเอ็มก็ถูกซื้อมากขึ้นเพื่อพัฒนาเครือข่ายและระบบการจัดจำหน่ายกับดีลเลอร์
กว่า 500 แห่งทั่วประเทศ พร้อมการปรับปรุงระบบภายในองค์กร ซึ่งถือเป็นองค์กรธุรกิจที่ใช้คอมพิวเตอร์มากที่สุดในสังคมไทยก็ว่าได้ และเริ่มพัฒนาระบบกันอย่างขนานใหญ่ ในช่วงปี 2525-2531
แนวคิดที่ว่าเครือซิเมนต์ไทยได้ตัดสินใจเลือกสินค้าจากบริษัทไอบีเอ็มอย่างมั่นคงแล้ว
ก็เลยตัดสินใจตั้งบริษัทเพื่อขึ้นมาขายสินค้านี้เสียเอง ด้วยเหตุผลทางธุรกิจที่พอฟังขึ้นอย่างน้อย
2 ประการ
‘ เพื่อจะได้ซื้อสินค้าได้ในราคาถูกลง ในฐานะที่เป็นดีลเลอร์
‘ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะในการบริการ และพัฒนาเทคนิคเฉพาะด้านบางอย่าง
บางระดับขึ้นมา เพื่อตอบสนองการบริหารเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ด้วยการสนับสนุนจากไอบีเอ็ม มีต่อดีลเลอร์ย่อมมีมากกว่าสำหรับลูกค้าทั่วไป
ครั้นเมื่อการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ภายในเครือซิเมนต์ไทยลดความสำคัญลง
หรือพัฒนาไปในช่วงอิ่มตัวพอสมควร ก็ปรากฏว่าบริษัทเอสซีทีคอมพิวเตอร์ ไม่มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดเท่าที่ควร ในช่วงที่ต้องพัฒนาธุรกิจเพื่อค้าขายในตลาดที่มีการแข่งขันสูงอย่างแท้จริง
ในที่สุดในปี 2533 เครือซิเมนต์ไทยได้ตัดสินใจขายกิจการบริษัทเอสซีทีคอมพิวเตอร์ออกไป
เครือซิเมนต์ไทยให้เหตุผลว่าไม่ถนัด และไม่อยู่ใน manufactoring business
(ในหนังสือ Information of Memorandum 1998 ยังเขียนไว้ว่าการขายกิจการครั้งนั้น
เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นกับธุรกิจการผลิตเป็นหลัก) บางคนบอกว่า ภารกิจของเอสซีทีที่คิดไว้แต่แรก
สำหรับเครือซิเมนต์ไทยจบลงแล้ว ในช่วงพัฒนาเครือข่าย และใช้คอมพิวเตอร์พีซีมากสำหรับทำให้เกิด
Computerization ในองค์กรขนาดใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น บรรดานักคอมพิวเตอร์ของเครือซิเมนต์ไทยที่มีนับร้อยคนเป็นที่รวมของบรรดาผู้เรียนจบ Computer Science ของเมืองไทยรายใหญ่ที่สุด
และได้คัดเอาหัวกะทิมาไว้ที่นี่ มีความเชื่อมั่นว่าสามารถจะพัฒนาระบบของตนเองขึ้นได้
โดยไม่ต้องอาศัยภายนอกเลยก็ได้ นับเป็นความเชื่อมั่นที่สูงมาก นอกจากนี้การขายกิจการครั้งนั้น
นับว่าเป็นการขายในราคาที่ดีพอสมควรทีเดียว ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ซึ่งพิสูจน์ในเวลาต่อมาว่า
เอสซีทีคอมพิวเตอร์ อยู่ในสภาพที่ต้องปรับตัวอย่างหนักกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
จนไม่อยู่ในฐานะที่มีความสามารถใน การแข่งขันได้เท่าใดนักในปัจจุบัน แล้วไอเดียทำนองเดียวกันนั้น
ก็ถูกนำมาใช้อีกครั้งหนึ่งเมื่อ เครือซิเมนต์ไทยตัดสินใจตั้งบริษัทบริการและพัฒนาระบบงานด้าน
เทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นมา เมื่อปลายปี 2543 โดยบริษัทใหม่ตั้งชื่อว่า ไอทีวัน
(IT one) ซึ่งมีทั้งความเหมือน และความแตกต่างกับ กรณีเอสซีทีคอมพิวเตอร์
Andersen Consulting (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Accenture-อ่าน profile ในล้อมกรอบ)
เข้ามาสัมพันธ์กับเครือซิเมนต์ไทย ในฐานะที่ปรึกษา แตกต่างจากไอบีเอ็มในฐานะผู้ขายคอมพิวเตอร์
ในช่วงที่เครือซิเมนต์ไทยกำลังเปลี่ยนแนวคิดจากการพัฒนาระบบของตนเองอย่างจำกัด
มาใช้และเรียนรู้ระบบของธุรกิจระดับโลก Accenture ซึ่งมีความพร้อมและได้รับเลือกให้ทำงานกับเครือซิเมนต์ไทยในระยะ 2-3 ปี ถึง 3 ครั้ง และจากการประเมินของทีมงานและชุมพล
ณ ลำเลียง คาดว่า Accenture จะเป็นที่ปรึกษากับโครงการที่เครือซิเมนต์ไทยกำลังพัฒนากิจการไปสู่
E-Business อย่างเต็มกำลังภายในเวลา 2-3 ปีข้างหน้า ย่อมจะมีสัญญาว่าจ้าง
ที่ปรึกษาในโครงการต่างๆ ที่ต่อเนื่องอีกมากมาย ในเวลาเดียวกัน เครือซิเมนต์ไทยก็มั่นใจว่า
Accenture คือ บริษัทที่ปรึกษาที่ชำนาญ ด้านนี้มากที่สุดในโลกรายหนึ่ง
แนวคิดตั้งบริษัทร่วมทุน 50/50 ระหว่างเครือซิเมนต์ไทยกับ Accenture จึงเกิดขึน
ชุมพล ณ ลำเลียง ให้เหตุผลในวันแถลงเมื่อเดือนตุลาคม 2543 ไว้สั้นๆ ว่า
"วัตถุประสงค์การร่วมทุนกับแอนเดอร์เซ่นฯ เนื่องจากเครือซิเมนต์ไทย
ต้องการพัฒนาประสิทธิภาพไอที และคอมพิวเตอร์ในเครือฯ เอง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจของเครือซิเมนต์ไทย
ให้เข้าสู่ยุคไอที และอินเทอร์เน็ตให้เร็วยิ่งขึ้นกว่าที่เราจะทำเองได้"
ในเรื่องของต้นทุนการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ เครือซิเมนต์ไทยมองได้ 2-3
มิติ
หนึ่ง-ต้นทุนที่ต้องจ่ายเป็นเงินลงทุนจริง การร่วมทุนจะทำให้ต้นทุนโดยรวมถูกลง เพราะต้นทุนสำคัญอยู่ที่บุคลากร ซึ่งส่วนใหญ่มากกว่า 80% ย้ายจากหน่วยงานไอที และฝ่ายพัฒนาระบบการตลาดของเครือซิเมนต์ไทยประมาณ 250 คน ไปอยู่บริษัทใหม่
ค่าใช้จ่ายช่วงแรกของเครือซิเมนต์ไทยในฐานะผู้ถือหุ้น 50% ของบริษัทใหม่คงจะมาก เนื่องจากการเริ่มต้นโดยเฉพาะเงินเดือนพนักงาน และค่าเช่าสำนักงานที่ต้องการการทำงานเอกเทศ
ภายใต้สิ่งแวดล้อมใหม่ ที่ไม่ใช่เครือซิเมนต์ไทยปัจจุบัน เท่าที่ทราบจะย้ายไปอยู่สำนักงานใหม่อาคารทิปโก้ในราวเดือนเมษายนนี้
นอกจากนี้เครือซิเมนต์ไทย จะต้องจ่ายค่าจ้างที่มีลักษณะ project basis แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะไม่แพงเท่าฝรั่งซึ่งถือเป็นคนส่วนน้อยก็ตาม
แต่ก็ถือว่ามากพอสมควร "เราคงต้องมาตรฐานชาร์จแบบไทยๆ" ชุมพล
ณ ลำเลียง ผู้จัดการใหญ่ เครือซิเมนต์ไทย บอก "ผู้จัดการ"
อย่างไรก็ตามเขาก็ย้ำว่า "เราคุยอยู่ว่าร่วมทุนกันคนละ 50% ถ้าได้กำไรก็จะได้คืนมากึ่งหนึ่ง"
เจ้าหน้าที่ที่รู้เรื่องดีบางคนบอกว่า ค่าใช้จ่ายในตอนแรกคงมีการชาร์จไปยังเครือซิเมนต์ไทย ค่อนข้างมากกว่าปกติ เนื่องจากในระยะเริ่มต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็คงน้อยลงตามลำดับ อย่างไรก็ตามทุกฝ่ายเชื่อว่า โดยรวมแม้จะพิจารณาการลงทุนตัวเงินก็นับว่าเป็นการลงทุนที่ใช้เงินมากกว่าโดยวิธีจ้างที่ปรึกษาโดยปกติก็ตาม
สอง-ต้นทุนในการเรียนรู้ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับทีมงาน 250 คน
จากเครือซิเมนต์ไทยที่จะต้องเรียนรู้ให้ทันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโน
โลยี
สาม-กิจการใหญ่ทั่วโลกเริ่มใช้วิธีเดียวกันนี้ เพื่อจะได้รับบริการที่ดี
จากผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากการพัฒนาคนของตนเองเพื่อให้พัฒนาเทคโนโลยี
ของตนเองนั้นเป็นเรื่องที่ล้าสมัยไปแล้ว
"เรามองในแง่ IT เราอยู่ในเมืองไทย สภาพแวดล้อม ความรู้จะปรับปรุงให้
เป็นบริษัทชั้นนำในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าเราจะไม่ได้เลวร้าย แต่เมืองไทย
rank ด้านไอทีต่ำ สุดท้ายเราจึงตัดสินใจที่จะร่วมทุน" ชุมพล ณ ลำเลียง
กล่าว ซึ่งดูเหมือนเขาจะให้ความสำคัญในการพัฒนาความรู้ความสามารถของคนในเรื่อง
IT มากเป็นพิเศษ
โครงสร้างการจัดการทั่วไป คนจากเครือซิเมนต์ไทยคงจะดูแลกันเองเป็นส่วนใหญ่
โดยมีกรรมการบริหารในฝ่าย Accenture ร่วมด้วย ทั้งนี้งานด้านพัฒนาจะใช้ Project
Basis โดยทาง Accenture จะส่งคนที่มีความชำนาญเฉพาะจากทั่วโลก มาร่วมในแต่ละ
project มาทำงานร่วมกัน ทำให้ทีมงานคนไทยจากเครือซิเมนต์ไทย ได้เรียนรู้ไปด้วย
นับเป็นการเรียนรู้ที่ดีมากวิธีหนึ่ง
ในเบื้องต้นทุกคนมุ่งพัฒนางานตามเป้าหมายในการปรับรื้อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขนานใหญ่ต่อเนื่องไปสู่เป้าหมายการสร้างระบบ
Supply chain Management ทั้งในเครือฯ และ partner ต่างๆ ไปสู่เป้าหมาย
E-Commerce อย่างสมบูรณ์แบบในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้