Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา กันยายน 2553
1,300 th Anniversary of Ancient Nara             
โดย ภก.ดร. ชุมพล ธีรลดานนท์
 





อนุสรณ์สถานประวัติศาสตร์ Heijokyo ซึ่งเคยจำเริญรุ่งเรืองและเสื่อมสลายตามวัฏจักรของการเกิดและดับสูญนั้น เนรมิตขึ้นมาใหม่อย่างอลังการในวาระเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 1,300 พร้อมไปกับมรดกโลกอีกหลายแห่งภายในอุทยานประวัติศาสตร์ของจังหวัด Nara

ราวต้นศตวรรษที่ 3 ถึงกลางศตวรรษที่ 8 อารยธรรมญี่ปุ่นยุคโบราณได้เริ่มขึ้นในบริเวณลุ่มน้ำ Yamato ที่ไหลผ่านเขตจังหวัด Nara ไปทางตะวันตกลงสู่อ่าวที่เมือง Osaka ในระหว่างสมัย Kofun (ค.ศ.250-538) จนถึงสมัย Asuka (ค.ศ.538-710) ซึ่งมีการย้ายเมืองหลวงกันอยู่บ่อยครั้งเนื่องเพราะคติความเชื่อในเชิงจิตวิญญาณและ/หรือเหตุผล ทางการเมืองจนกระทั่งในปี ค.ศ.708 จักรพรรดินี Gemmei ทรงมีพระดำริย้ายเมืองหลวงจาก Fuji warakyo ไปยังที่ราบบริเวณจังหวัด Nara ในปัจจุบัน กลายเป็นหลักไมล์เริ่มต้นของสมัย Nara (ค.ศ.710-794) เมื่อเมืองหลวงแห่งใหม่ได้รับการสถาปนา ขึ้นเป็นการถาวรในนามของ Heijokyo ที่วางผังเมืองขนาดใหญ่ตามแบบอย่างของนครฉางอางในสมัยราชวงค์ถังของจีน (ดูภาพประกอบ) ซึ่งสะท้อนอารยธรรมที่รับมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ นอกจากนี้ยังได้วิทยาการหลายแขนง เช่นกฎหมาย, การปกครอง, การศึกษาจากการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนและเกาหลี

แม้จะมีบันทึกการย้ายเมืองหลวงไปที่ Kunikyo ในระหว่างปี ค.ศ.740-745 แต่ในแง่ประวัติศาสตร์ถือว่าการลงหลักปักฐานที่ Heijokyo ในฐานะเมืองหลวงถาวรแห่งแรกของ ญี่ปุ่นเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญเปรียบเสมือนประตูบานใหญ่ที่เปิดกว้างรับอารยธรรมจากภายนอกผสมผสานกับวัฒนธรรมและวิถีแนวคิดในแบบญี่ปุ่นที่วิวัฒน์ไปสู่ความเป็นอารยประเทศในยุคต่อมา

วัดเก่าแก่อายุนับพันปีหลายแห่งใน Nara เป็นประจักษ์พยานสำคัญที่บ่งบอกถึงความเลื่อมใสในพุทธศาสนาซึ่งเผยแผ่เข้ามาทางเส้นทางสายไหมผ่านจีนสู่คาบสมุทรเกาหลีจนกระทั่งถึงญี่ปุ่น กระนั้นก็ดีในช่วงปลายสมัย Nara พระสงฆ์เข้ามามีบทบาทเหนือชุมชนรวมถึงก้าวก่ายนโยบายการเมืองมากจนเกิดความวุ่นวาย และนำไปสู่การตัดสินใจย้ายเมืองหนีอิทธิพลของพระไปยัง Nagaoka เป็นเวลา 10 ปีก่อนที่จะสถาปนาเมืองหลวงขึ้นมาใหม่อีกครั้งที่ Heiankyo (ปัจจุบันคือจังหวัด Kyoto) ในขณะเดียวกันพระราชวัง Heijokyo และร่องรอยของอารยธรรมในสมัยนั้นก็ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลากลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกมานานกว่าพันปี

จากบันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่าพื้นที่บริเวณด้านตะวันตกของจังหวัด Nara ในปัจจุบันนั้นเคยเป็นที่ตั้งของ Heijokyo ซึ่งดึงดูดความสนใจของนักโบราณ คดีเรื่อยมาตั้งแต่สมัย Edo (ค.ศ. 1603-1868)

วิทยาการสมัยใหม่ผลักดันให้การวิจัยในสาขาโบราณคดีก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งสามารถขุดพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในปี ค.ศ.1964 แสดงให้เห็นร่องรอยของ Suzakumon นำไปสู่การวิจัยต่อเนื่อง ยังค้นพบ Toin Teien สวนด้านตะวันตกของพระราชวัง เดิมในปี ค.ศ.1967 รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติงบประมาณจำนวน มหาศาลสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยเพื่อบูรณะ Heijokyo ที่เลือนหายไปขึ้นมาใหม่อย่างถูกต้องและสมบูรณ์แบบเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกต้นกำเนิดแห่งความ ภาคภูมิใจในความเป็นชนชาติ ญี่ปุ่นซึ่งสะท้อน วิสัยทัศน์ที่ให้ความสำคัญต่อคุณค่าการอนุรักษ์อดีตอันเป็นพื้นฐานความรุ่งโรจน์ของปัจจุบัน

ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ยื่นเสนอขอขึ้นทะเบียนโบราณสถานจำนวน 8 แห่งประกอบด้วยวัดสำคัญ 5 แห่งคือ Todaiji, Toshiji, Gangoji, Yakushiji, Kofukuji, ศาลเจ้า Kasuga, ป่า Kasukayama ในบริเวณสวนสาธารณะนาราอันกว้างใหญ่และพระราชวัง Heijokyo เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1998

ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 1,300 ปีแห่งการสถาปนา Heijokyo มี Event ฉลองตั้งแต่ 24 เมษายนถึง 7 พฤศจิกายนซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ส่วนครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งจังหวัด Nara โดยเฉพาะในอาณาบริเวณอนุสรณ์สถานประวัติศาสตร์ World Heritage Site ซึ่งเป็นที่ตั้ง ของพระราชวัง Heijokyo อันประกอบไปด้วย

(1) Daigokuden ใช้เวลา 9 ปีสร้างขึ้นมาใหม่ตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้วยงบประมาณกว่า 200 ล้านดอลลาร์ ในอดีตใช้เป็นท้องพระโรงออกว่าราชการของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนฐานอิฐที่รับน้ำหนักอาคารทั้งหลังอันสะท้อนความก้าวหน้าทางวิศวกรรมในสมัยนั้น บนเพดานภายในห้องโถงกลางโดดเด่นด้วยภาพเขียนของสัตว์มงคลประจำทิศทั้งสี่และภาพ 12 นักษัตร

จากถนนทางด้านหน้าของ Daigoku-den มุ่งตรงสู่ทิศใต้ระยะทางราว 4.5 กิโล เมตร เป็นที่ตั้งของอาคาร

(2) Suzakumon ที่สร้างขึ้นมาใหม่เช่นกัน การขุดค้นพบฐานของอาคารซึ่งเป็นประตูทางเข้าเขต Heijokyo จากทางทิศใต้นี้เป็นกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่การค้นพบส่วนอื่นๆ ของพระราชวังเดิม

(3) สวนญี่ปุ่นโบราณ Toin Teien ภายในพระราชวังนี้ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมของจีนซึ่งผสมเข้ากับปรัชญาของญี่ปุ่นกลายเป็นต้นแบบ สวนญี่ปุ่นในสมัยต่อมา นอกจากนี้ยังมี

(4) Kunaicho หรือ Ministry of Imperial Household ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือในบริเวณวังเก่า ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดแสดงพระราชสมบัติ และเครื่องเรือน

อีกส่วนที่ควรค่าแก่การเข้าชมคือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ Heijokyo (Rekishikan) สร้างเป็นเรือที่ใช้เดินทางไปติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนซึ่งมีขนาดเท่าของจริง ภายในมีโรงภาพยนตร์ขนาด ย่อมให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และการสร้าง Heijokyo นอกจากนั้นภายในบริเวณงานยังมีกิจกรรม หลากหลาย เช่น ศูนย์แสดงวัฒนธรรม, การประดิษฐ์ สิ่งของ, ขบวนพาเหรดสลับการแสดงบนเวที ในลักษณะของ Theme park

ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือในสายตาของนักท่องเที่ยวนั้น เมือง Nara เป็นเมืองที่มีขนาดเล็กสามารถเดินทางโดยรถไฟจาก Kyoto หรือ Osaka ได้ภายในครึ่งชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นการท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว มีรายละเอียดปลีกย่อยที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ซึ่งงานนี้เป็นโอกาสดีที่จะนำเสนอมุมมองใหม่ให้กับนักท่อง เที่ยวได้ใช้เวลาใน Nara นานขึ้นกว่าเดิม นั่นหมาย ถึงสัมฤทธิผลในเชิงเศรษฐกิจที่จะตามมา

ดังนั้นแผนการประชาสัมพันธ์ทั้งระดับภาย ในประเทศและนานาชาติจึงออกมาในลักษณะการให้ทั้งข้อมูลและความสะดวกในการเดินทางด้วย Free Shuttle Bus ตั้งแต่สถานีรถไฟ JR Nara และสถานี รถไฟ Yamato Saidaiji ถึงประตูทางเข้างานรวมถึง Free Heartful Tram ภายในบริเวณอนุสรณ์สถานประวัติศาสตร์ ซึ่งสถานที่จัดแสดงแต่ละแห่งมีระยะ ห่างกันเกินกว่าหนึ่งกิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีจักรยาน ให้เช่าในกรณีที่ต้องการเดินทางอย่างอิสระ ยิ่งไปกว่านั้นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสามารถเข้าชมได้ฟรี ตลอดงานเพียงแค่แสดงหนังสือเดินทาง

แม้ว่าการเฉลิมฉลอง 1,300 ปีแห่งการสถาปนา Heijokyo กำลังจะจบลงในอีกไม่กี่เดือนนับจากนี้แต่อนุสรณ์สถานประวัติศาสตร์ภายในเมือง Nara ที่หวนคืนกลับมานี้จะทำหน้าที่ส่งผ่านเรื่องราวรากฐานชนชาติญี่ปุ่นต่อไปตราบนานเท่านาน   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us