|
Today's News
Cover Story
New & Trend
Indochina Vision
GMS in Law
Mekhong Stream
Special Report
World Monitor
on globalization
Beyond Green
Eco Life
Think Urban
Green Mirror
Green Mind
Green Side
Green Enterprise
Entrepreneurship
SMEs
An Oak by the window
IT
Marketing Click
Money
Entrepreneur
C-through CG
Environment
Investment
Marketing
Corporate Innovation
Strategising Development
Trading Edge
iTech 360°
AEC Focus
Manager Leisure
Life
Order by Jude
The Last page
|
 |
“พิพัฒ” เตรียมวางมือ “มาม่า” เปิดตัว บอสใหม่ วางแนวทางรุกต่างประเทศ ทั้งส่งออก และร่วมทุนผุดโรงงาน ขยายตลาดหลังสัญญาณบะหมี่ในไทยอิ่มตัวมาหลายปีแล้ว ซุ่มสยายปีกสู่ธุรกิจใหม่ แย้มปีหน้าเห็นแน่ เผยต้นทุนผลิตพุ่งขึ้น ยันไม่ปรับราคาแบกไหวถึงสิ้นไตรมาสแรกปีหน้าว่ากันใหม่
นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ รองประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ปรับตำแหน่งโดยเลื่อนตนขึ้นมาดำรงตำแหน่งดังกล่าว และได้แต่งตั้ง นายสุชัย รัตนเจียเจริญ ขึ้นดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาอย่างเป็นทางการ
“จากนี้ผมจะดูเรื่องนโยบายและทิศทางรวมทั้งการพัฒนาธุรกิจใหม่ให้กับบริษัทฯ เพื่อสร้างรายได้และศักยภาพให้มากขึ้น และยังเป็นช่วงที่เรียกว่า สเต็ปดาวน์ (Step Down) อีกด้วย หรือค่อยๆวางมือเรื่อยๆ หลังจากที่ผมทำงานกับมาม่าและเครือสหพัฒน์มานานกว่า 50 ปีและเป็นกรรมการผู้อำนวยการมานานกว่า 36 ปีแล้ว”
นโยบายจากนี้ไปนอกจากจะสร้างการเติบโตให้กับผลิตภัณฑ์มาม่าแล้วยังต้องสร้างธุรกิจใหม่ด้วยเช่นสินค้าใหม่ที่ไม่ใช่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โดยตลาดใหม่ที่จะเข้าไปลงทุนนั้น คำนึง 4 ปัจจัยหลักคือ 1.มูลค่าของตลาดนั้นใหญ่พอหรือไม่ (Market Size) 2.การเจริญเติบโตของตลาดนั้น (Growth Rate) 3.มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคหรือไม่ (Benefit for Consumer) และ 4.ผลกำไรจากการทำธุรกิจ (Benefit)
“ในปีหน้าอาจจะได้เห็นธุรกิจตัวใหม่ของเรา ซึ่งอะไรที่เราชำนาญเราก็จะทำเอง อะไรที่เราไม่ถนัดก็จะร่วมทุนกับคนอื่น ซึ่งเราจะเน้นธุรกิจที่เป็นอาหาร เพราะเป็นธุรกิจที่ไม่ตายอยู่แล้ว ตอนนี้เราก็มีพวกบิสกิต เวฟเอร์แล้ว และผมตั้งเป้าหมายไว้ว่า สิ้นปีหน้า บริษัทฯจะต้องมีรายได้แตะหมื่นล้านบาทให้ได้ จากปีที่แล้วที่มีรายได้ประมาณ 7,000 กว่าล้านบาท”
สำหรับแผนธุรกิจผลิตภัณฑ์มาม่านั้น จะขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น ใน 2 แนวทางคือ 1.การขยายตลาดส่งออก จากปัจจุบันมีรายได้ประมาณ 1,500 ล้านบาท หรือสัดส่วน 20% ตลาดหลักเช่น อเมริกาและยุโรป 2.การลงทุนผลิตมาม่าในต่างประเทศ ปัจจุบันลงทุนแล้ว 2 ประเทศคือ ที่พม่าและเขมร มีรายได้ประมาณ 60 ล้านบาท
ล่าสุดคือ การลงทุนในประเทศบังคลาเทศ โดยทางบริษัทฯถือหุ้น 60% และบริษัท Kallol ของบังคลาเทศถือหุ้น 40% จากทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 50 ล้านบาท คาดว่าลงทุน 100 ล้านบาทสร้างโรงงานผลิตแบรนด์มาม่า กลางปีนหน้าเริ่มผลิตได้ 50,000 ซองต่อวัน คาดว่าจะทำรายได้ 30 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเจ้าตลาดเวลานี้คือ แบรนด์แม็กกี้ของเนสท์เล่ นอกนั้นอยู่ระหว่างการเจรจากับผูสนใจประมาณ 3 รายในอินเดีย ที่จะสร้างโรงงานผลิต
ส่วนการลงทุนในประเทศ มีแผนที่จะซื้อเครื่องจักรใหม่ทุกปีปีละ 2 ตัวเป็นอย่างต่ำ ซึ่งเครื่องจักรที่มีอยู่ส่วนใหญ่ใช้มานานกว่า 15 ปีแล้ว โดยปีนี้ลงทุนรวม 150 ล้านบาทซื้อเครื่องจักรใหม่ 2 ตัว ขยายกำลังผลิตแบบซอง เพิ่มอีก 10% เริ่มผลิตตุลาคมนี้ และปีหน้าจะลงทุนซื้อเครื่องจักรผลิตแบบถ้วยหรือคัพอีก 150 ล้านบาท เพิ่มกำลังผลิตแบบถ้วยอีก 45% เริ่มผลิตกลางปีหน้า
“ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเริ่มอิ่มตัวมานานกว่า 2-3 ปีแล้ว เติบโตอย่างเก่งแค่ 2% ตามอัตราการเติบโตของประชากร เราต้องหาตลาดใหม่ๆเช่นต่างประเทศ รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเพื่อสร้างการเติบโต เช่น การออกผลิตภัณฑ์แบบถ้วยซึ่งก็ทำมาระยะหนึ่งแล้ว 4 ปีที่ผ่านมาตลาดแบบถ้วยโตมากถึง 40% “
อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒ ยืนยันว่า ขณะนี้มาม่ายังไม่มีการปรับราคาสินค้าแต่อย่างใด แม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบจะสูงขึ้นเฉลี่ย 3% ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันปาลม์ ข้าวสาลี แต่ก็ยังไม่มากถึง 30% เหมือนเมื่อก่อน 3 ปีที่ผ่านมา ที่ครั้งนั้นมาม่าต้องปรับราคา เพราะถ้าไม่ปรับราคาขึ้น ป่านนี้ก็คงไม่มีวันนี้ให้เหลืออีกแล้ว มั่นใจได้ว่าวันนี้เราไม่ขึ้นราคาแน่นอนจนถึงสิ้นไตรมาสแรกปีหน้าต้องดูราคาวัตถุดิบอีกครั้งว่าเป็นอย่างไร
“ตอนนี้เราต้องบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ด้วยการเพิ่มยอดขาย เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงไป จึงจะทำให้เราอยู่ได้ ล่าสุดยกเลิกรสชาติเย็นตาโฟธรรมดาไปแล้ว และออกใหม่คือรสชาติ เย็นตาโฟต้มยำหม้อไฟ”
สำหรับผลประกอบการของบริษัทฯครึ่งปีแรก 2553 พบว่า มีรายได้จากการขายรวม 3,663 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 192.425 ล้านบาท หรือคิดเป็น 6% และสูงกว่าประมาณการ 1.02% และมีกำไรสุทธิใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาคือ 587.549 ล้านบาท
โดยที่ตลาดรวมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปครึ่งปีแรกนี้เติบโต 5% แต่ของบริษัทฯเติบโต 6% ทำให้มาม่ามีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 52.6% ของตลาดรวม 10,000 กว่าล้านบาท ในส่วนของบะหมี่แบบถ้วยมีการเติบโตสูงที่สุดทั้งในแง่มูลค่าและปริมาณ ซึ่งขณะนี้มาม่ามีส่วนแบ่งตลาดประเภทถ้วยประมาณ 61.2% ด้วยกำลังผลิตแบบถ้วยประมาณ 4 แสนหีบต่อเดือน ( 1 หีบเท่ากับ 36 ถ้วย)
อย่างไรก็ตามคาดว่าปีนี้ทั้งปีจะมีอัตราการเติบโตที่ 7% ส่วนผลกำไรก่อนหักภาษียังจะดีอยู่ไม่น่าจะต่ำกว่าปีที่แล้ว แต่กำไรหลังหักภาษีอาจจะต่ำกว่าปีปีที่แล้วเล็กน้อย
|
|
 |
|
|