งานพราสติกต่างชาติที่เข้ามาไทยอีกรายก็คือ "มาสเตอร์การ์ด "
ซึ่งแบงก์กสิกรไทยเป็นผู้นำเข้าสู่ยุทธภูมิในปี 2517 และพยายามปลุกปั้นให้มีซื้อเสียงเช่นเดียวกับบัตรเครดิตยี่ห้ออื่น
แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ประสบผลอย่างที่มุ่งหวังเอาไว้ เท่าใดนัก
จนระยะหลังมานี้มาข่าวออกมาบ่อยครั้งว่า แบงก์กสิกรเริ่มเหนื่อยหน่ายกับความไม่เอาไหนไม่สนใจใยดีต่อศูนย์มาสเตอร์การ์ดที่ต่างประเทศที่ไม่สนใจใยดีต่อตลาดประเทศไทยเท่าที่ควร
รววมไปถึงแบงก์ไทยพาณิชย์ที่กสิกรไทยตึงเข้ามาร่วมสังฆกรรมปลุกปั้นด้วยซึ่งก็เบื่อ
ๆ อยาก ๆ กับมาสเตอร์เช่นกัน
ก็น่าให้เบื่ออยู่ไม่น้อยหลอกเพราะว่าไปแล้วแบงก์ได้ทุ่มเทกับมาสเตอร์ไม่น้อยที่จะดึงสมาชิเข้ามาก
ไม่ว่าจะเป็นการเก็บค่าธรรมเนียมร้าน ค่าที่ถูกเป็นพิเศษเพียง 3 % และยังลดเหลือ
2.5% ถ้าเดือนไหนที่ร้านค้ารับบัตรในวงเงินเกิน 50,000 บาทขึ้นไป ส่วนของสมาชิกก็เปิดให้
ร้านค้าโทรแจ้งขออนุมาติจากแบงก์ก่อนเท่านั้น
กลยุทธ์เหล่านี้หากศูนย์มาสเตอร์การ์ดใในเมืองนอกจะหันมามองดูด้วยความรักใคร่และเข้ามใจบ้าง
เชื่อว่าสภาพการณืของบัตรเครดิตรายนี้รับประกันได้ว่าไม่มีหวังถูกปล่อยเกาะแน่นอนและดีไม่ดีอาจเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของทุกค่ายก็ย่อมได้
ปัจจุบันจำนวนสมาชิกบัตรมาสเตอร์ที่แบงก์กสสิกรไทย และแบงก์พาณิชย์เป็นผู้ออกบัตรให้นั้นมีมากกว่า
2,000 ราย และร้านค้าที่รับบัตรทั่วประเทศประมาณ 3,000 แห่ง ซึ่งเป็นปริมาณที่คนในวงการบอกว่าถ้าทุกอย่างยังเหมือนเดิมอัตราขึ้น
- ลง คงไม่ลดหั่นไปจากนี้มากนัก
สำหรับบัตรเครดิตที่ถือสัญชาติไทยอย่างสมบูรณ์แบบก็มีด้วยกัน 2 รายคือ
บัตรเครดิตแบงก์กสิกรไทยกับบัตรอเนกประสงค์ศรีนคร บัตรทั้งสองนี้เริ่มต้นก้อตั้งพร้อมกัน
2515 ที่แบงก์สัญญาร่วมกันออกบัตรอเนกประสงค์ขึ้นมา แต่ถึงปี 2521 ต่างคนอยากจะมีเสรีภาพเป็นของตัวเองก็เลยแยกกันทำ
พูดถึงความนิยมและความสำเร็จแล้วแบงก์กสิกรไทย ดูจะทิ้งหาหลายช่วงตัว เนื่องจากค่ายนี้ให้ความสนใจอย่างจริงจังพยายามพัฒนารูปแบบการให้บริการที่ไม่หยุดนิ่ง
ล่าสุดก็ได้ออกบัตรเรือนแสง 3 มิติหรือที่เรียกว่า "โฮโลแกรม"
ออกมาแทบบัตรเขียวเพื่อป้องกันการปลอมแปลงจากขบวนการมิจฉาชีพ ในเดือนมิถุนายน
2529 นี้เอง
บัตรเครดิตกสิกรไทยแบ่งเป็น 2 ระดับ คือบัตรเขียวที่เปลี่ยนใหม่เป็น "บัตรเรืองแสง"
สำหรับลูกค้าทั่วไป และบัตรสีชมพู สำหรับลูกค้าระดับนักบริหาร นอกจากนี้บุกตลาดด้วยการบริการ
อาคันตุกะแบงก์กิ้งแก่ผู้ถือบัตรสีชมพูที่สามารถใช้แทนเงินสดได้ จากร้านค้ากว่า
4,000 แห่งทั่วประเทศไม่มีวิธีอะไรให้ยุ้งยาก
กล่าวกันว่าการหาสมาชิก บัตรเครดิตกสิกรไทยนี้ ตัวบรรยงค์ ล้ำซำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ได้กรระโจนลงมาเล่นด้วยตนเอง
โดยมีมือขวาที่เชี่ยวชาญงานด้าสนนี้โดยตรงอย่างบัณฑูร ล้ำซำ ลูกชายบัญชา
ล่ำซำ เป็นผู้ช่วยสนับสนุนจนชักมีท่าทีว่าบัตรเครดิตท้องถิ่นอย่างนี้ทำท่าจะไม่หยุดเสียแล้ว
ส่วนบัตรอเนกประสงค์ศรนครเป็นที่น่าเสียดายมากว่าถึงแม้จะเกิดพร้อมกับบัตรดิตกสิกรทว่าอัตราการเติมโตเป็นไปอย่างตำมาก
ขณะที่กสิกรกร้านสมาชิกมาไดกว่า 40,000 ราย ในปัจจุบัน ทางศรีนครมาสมาชิกถือบัตรไม่ถึง
10,000 ราย และ ร้านค้ารับประกันก็มีไม่ถึง 1,000 ราย แห่งทั่วประเทศ
สภาพความแตกต่างอาจเป็นเพราะ สิ่งเร้าในการเป็นสมาชิกที่ผิดแผกกันอย่างมากมาย
บัตรเครดิตกสิกรไทยให้อำนาจผู้จัดการสาขาแบงก์ออกบัตรกับผู้ที่มีเงินฝากตั้งแต่
20,000 บาท
ขึ้นไปได้แล้ว แต่ของศรีนครคนที่เป็นสมาชิกบัตรได้นั้นจะต้องมีเงินฝากกับแบงก์ตั้งแต่
50,000 บาทขึ้นไป
เครคิตในการเรียกเก็บเงินจากบัญชีก็แตกต่างกันอีก ของกสิกรไทยยืดเวลาให้นานถึง
10 วันขณะที่ทางศรีนครกำหนดระยะเวลาที่ผู้ถือบัตรต้องนำเงินเข้าบัญชีภายใน
7 วัน เท่านั้น่เหตุผลเหล่านี้ทำให้บัตรอเนกประสงค์ศรีนครไม่เป็นที่นิยมมากนัก
นอกเสียจากเป็นลูกค้าเก่าของแบงก์กันจริง ๆ
แต่ดีไปอย่างที่ว่าไม่มีเรื่องยุ้งยากอย่างเช่นบัตรปลอมที่ทุกค่ายเขาเจอกัน
"ผู้จัดการ" ก็ไม่ทราบเหตุผลแน่ชัดเช่นเดียวกันว่า ศรีนครจะพอใจสภาพอย่างนี้กันหรือเปล่าถึงได้ปล่อยให้บัตรอเนกประสงค์ที่ทำขึ้นมาดำรงอยู่แบบไปเรื่อย
ๆ ไปเรียง ๆ ดีกว่าที่จะไปสู้รบปรบมือกับใคร
อาณาจักรของสังคมไร้เงินสด เข้ามาถึงโค้งสุดท้ายที่ทุกฝ่ายจะต้องระดมสรรพกำลัง
เพื่อยืนหยัดรับมือกับการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ๆ ตามลำดับงานนี้บอกได้คำเดียวว่า
เรื่องของบขบวนการมิจฉาชีพที่คอยเกะกะระรานอยู่นั้น เชื่อมือตำรวจไทยเถอะนะว่า
"ต้องปราบได้ "
ว่าแต่เรื่องของตัวเองดีกว่ามั่นใจไหมเกี่ยวกับการต่อกร อย่างลืมนะว่างานนี้ต้องช่วงชิงไปสู่สวรรค์
ใครไม่ทันเป็นคนหลงทางด้วยนะจะบอกให้ !!!!