Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ASTV ผู้จัดการรายสัปดาห์10 สิงหาคม 2553
มินิโกลด์หนุนตลาดอนุพันธ์สดใสไตรมาส4 คาดราคาทองทำนิวไฮ             
 


   
search resources

ฟิลลิป (ประเทศไทย), บล.
Financing




บล.ฟิลลิปมองน้องใหม่มินิโกลด์ฟิวเจอร์ส์ช่วยหนุนวอลุ่มสองเท่าตัว เหตุราคาต่อหน่วยต่ำไม่ต้องใช้เงินมาก พร้อมใช้แผนดึงลูกค้าเทรดหุ้นเดิมมาเทรดดอนุพันธ์เพิ่ม คาดไตรมาส4ปีนี้ยังมีโอกาสได้เห็นทอง 1,250-1,300 เหรียญต่อออนซ์ได้

กิดาการ สุวรรณธรรมา ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจอนุพันธ์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า การที่ตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทยได้อนุญาตให้มีการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าที่อ้างอิงทองคำขนาด 10 บาทต่อ 1 สัญญา หรือมินิโกลด์ฟิวเจอร์ส คาดว่าจะช่วยให้ปริมาณการซื้อขายสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าปรับตัวเพิ่มจาก 7 เดือนที่ผ่านมาซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 3,000 สัญญา/วัน ก็จะมีโอกาสปรับตัวขึ้นเป็น 8,000-9,000 สัญญา/วัน ในหลังของปี

“มองว่านักลงทุนโดยทั่วไปมีความต้องการลงทุนในสัญญาที่มีขนาดเล็กมากกว่า โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหม่ หรือผู้ที่ต้องการเข้ามาลองลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์สก็คงจะเริ่มจากมินิโกลด์ฟิวเจอร์สก่อน โดยค่าคอมมิชชั่นและการวางหลักประกันของมินิโกลด์ฟิวเจอร์สจะคิดในสัดส่วนเพียง 1 ใน 5 ของโกลด์ฟิวเจอร์ที่อ้างอิงทองคำน้ำหนัก 50 บาท”

สำหรับแผนการขยายฐานลูกค้าในครึ่งปีหลัง ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักลงทุนในตลาดอนุพันธ์อีกประมาณ 1,700-1,800 บัญชี จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 1.6 พันบัญชี โดยจะเน้นไปที่ลูกค้าที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับ บล.ฟิลลิปอยู่แล้วซึ่งมีกว่า 24,000 หมื่นบัญชี

ส่วนกรณีที่สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาตให้ บลจ.เปิดซื้อขายกองทุน ETF ทองคำ ทั้งในและต่างประเทศได้นั้นคาดว่าจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการซื้อขายสินค้าโกลด์ฟิวเจอร์ส เนื่องจากกลุ่มลูกค้าและรูปแบบการลงทุน มีความแตกต่างกัน

ทั้งนี้การลงทุนในกองทุนETF ทองคำ ผู้ลงทุนจะต้องใช้เงินเต็มจำนวนในการซื้อ ขณะที่การลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์สใช้เงินในการวางหลักประกันเพียง 10% นอกจากนี้การลงทุนในETF ทองคำ จะเป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งต่างจากการลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์สที่จะมีการชำระแค่ส่วนต่างและจะมีเจ้าหน้าที่การตลาดคอยแจ้งเตือนเมื่อราคาที่ซื้อไว้ลดลงทำให้ต้องวางหลักประกันเพิ่ม

ด้าน ปิ่นแก้ว สันติเมธวิรุฬ นักกลยุทธ์อนุพันธ์ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) ได้มองทิศทางโกลด์ฟิวเจอร์สในช่วงต่อจากนี้จนถึงสิ้นปีว่ายังคงผันผวนแต่มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้แม้มีแรงกดดันจากการที่นักลงทุนคาดหวังเชิงบวกต่อภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่ชัด รวมถึงความคืบหน้าในการแก้ปัญหาหนี้สินของประเทศยุโรป รวมถึงกรณีที่รัฐบาลประเทศต่างๆ อัดฉีดเม็ดเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

"ตอนนี้เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียฟื้นตัวมากกว่าภูมิภาคอื่นๆส่งผลให้ยังมีความต้องการทองคำเพื่อใช้ป้องกันความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อ เพราะทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย โดยเราคาดว่าปีนี้ราคาทองคำน่าจะมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นที่ระดับ 1,250-1,300 เหรียญ/ออนซ์ เทียบเท่ากับราคาโกลด์ฟิวเจอร์สที่ 18,700-19,500 บาท ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้"

ดังนั้น นักลงทุนสามารถทำกำไรได้จากการเข้าสะสมทองคำ หรือถือสถานะ Long ในโกลด์ฟิวเจอร์สในจังหวะที่อ่อนค่าหรือพักฐานที่มีโอกาสลดลงไปทดสอบที่ 1,100-1,150 เหรียญ/ออนซ์ หรือคิดเป็นน้ำหนักทองคำบาทละ 16,500-17,200 บาท เพราะเมื่อมองในมุมอุปสงค์ที่จะสนับสนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวกลับมา คือความต้องการจากอุตสาหกรรมจิวเวลรีที่จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซันช่วงปลายปี แม้ที่ผ่านมาราคาจะมีการชะลอในช่วงไตรมาส 3 แต่หากภาวะเศรษฐกิจโลก โดยการแก้ปัญหาต่างๆยังไม่มีความชัดเจนโอกาสที่กองทุนจะกลับมาลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้นอีกครั้งก็มีความเป็นไปได้สูง

ในการลงทุนโกลด์ฟิวเจอร์สในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้าจากนี้ ในสัญญาณทางเทคนิคพบว่าราคาทองคำน่าจะมีแนวโน้มผันผวนจนถึงอ่อนค่า เพราะนักลงทุนจะโยกย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น แต่นักลงทุนต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ หากออกมาเป็นเชิงลบก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้มีการเข้าถือทองคำอีกครั้ง ดังนั้นกลยุทธ์ช่วงนี้คือ ให้ขายเมื่อราคาขึ้นและให้ซื้อเมื่อราคาลดลง ตามทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำโลกที่จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,166-1,220 เหรียญ/ออนซ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส4 ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของทองคำ   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us