แสนสิริเพิ่มทุน ใหม่อีกเกือบ 3,000 ล้าน ส่งผลให้ มีส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มเป็น
6,480 ล้านบาท เป็นรองแค่แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ฯ ปีหน้าโตต่อคาดยอดขายก้าวกระโดดจาก
5 พันล้านปีนี้เป็น 1 หมื่นล้าน D/E ลดจาก1.4 เท่าเหลือแค่ 0.5 เท่า พร้อมเล็งเทกฯคอนโดมิเนียมของกลุ่มสมประสงค์
ย่านสาทร
ตามมติที่ประชุมคณะกรรม การบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)(SIRI) ครั้งที่ 11/2546
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2546 ได้อนุมัติให้ลดทุน จดทะเบียนของบริษัทจากเดิม 9,423,624,276.90
บาท เป็น 7,713,624,276.90 บาท โดยตัดหุ้นจดทะเบียนที่ยังมิได้นำออกจำหน่าย จำนวน
200,000,000 หุ้น
หลังจากนั้นให้ลดทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วของบริษัทจาก 7,713,624,276.90 บาท
เป็นทุนจดทะเบียน 4,510,891,390 บาท โดยวิธีลดมูลค่าหุ้นจากหุ้นละ 8.55 บาท คงเหลือเป็นหุ้นละ
5 บาท เพื่อนำเงินจากการลดทุนดังกล่าวจำนวน 3,137,588,374.05 บาท มาล้างส่วนลดมูลค่าหุ้นที่บริษัทได้เสนอขายหุ้นสามัญโดยมีส่วนลด
และส่วนต่ำมูลค่าหุ้นในทางบัญชีตามที่ผู้สอบบัญชีของบริษัทได้บันทึกไว้ในงบการเงินของบริษัท
โดยบริษัทจะไม่คืนเงินลดทุนดังกล่าว ให้แก่ผู้ถือหุ้นอันเนื่องมาจากผลของการลดทุนดังกล่าว
หลังจากนั้นจะเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัท จากเดิมทุนจดทะเบียนที่กำหนดไว้จำนวน
4,510,891,390 บาท เป็น 7,754,778,150 บาท โดยการออกหุ้นใหม่เป็นหุ้นสามัญ จำนวน
648,777,352 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5 บาท
โดยจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 589,218,474 หุ้น ในราคาหุ้นละ 5 บาท ให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นในอัตราส่วนจองซื้อ
3 หุ้นเดิมต่อ 2 หุ้นสามัญใหม่ ในราคาหุ้นละ 5 บาท
ส่วนหุ้นเพิ่มทุนส่วนที่เหลือ 595,588,878 หุ้น ส่วนหนึ่งจัดสรรสำรองไว้เพื่อปรับสิทธิของใบ
สำคัญแสดงสิทธิฯที่บริษัทออกให้แก่กรรมการและพนักงานในอดีตจำนวน 6,738,878 หุ้น
และอีก 52,820,000 หุ้น จัดสรรรองรับการใช้สิทธิ ในโครงการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิ
เพื่อซื้อหุ้นสามัญใหม่แก่กรรมการและพนักงาน บริษัทฯครั้งที่ 5 ซึ่งจะขออนุมัติต่อที่ประชุม
วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2546 ในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้
นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า จากการเพิ่มทุนครั้งนี้
จะทำให้บริษัทได้รับเม็ดเงินทั้งสิ้น 2,950 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ฐานเงินกองทุน ของบริษัทมีความแข็งแกร่งและสามารถรองรับแผนการขยายธุรกิจในช่วง
2-3 ปีข้างหน้า
หลังเพิ่มทุนบริษัทจะมีทุนจดทะเบียน 7,415 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 6,480
ล้าน บาท ส่งผลให้บริษัทมีฐานของเงินทุนที่แข็งแกร่ง เป็นอันดับที่สองในบรรดาบริษัทพัฒนาอสังหาริม-ทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯรองจากบมจ.แลนด์
แอนด์ เฮ้าส์ ส่วนอันดับที่สามคือบริษัทแนชเชอรัล พาร์ค
"วัตถุประสงค์ในการเพิ่มทุนเนื่องจากเห็นว่าตลาดอสังหาฯยังไปได้ ทั้งนี้ในส่วนของแสนสิริ
เองปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ 5,000 ล้านบาท จากยอด จอง 7,000 ล้านบาท การเติบโตไปข้างหน้าต้องมี
แหล่งเงินทุนที่ดี ซึ่งมี 2 ทาง คือ1.การเพิ่มทุน และ 2.การกู้ โดยทั้งสองต้องมีอัตราส่วนที่เหมาะสม"
เงินเพิ่มทุนที่ได้รับ นายเศรษฐากล่าวว่า จะสามารถนำไปพัฒนาโครงการเพื่อสร้างยอดขายให้แสนสิริได้
16,000-18,000 ล้านบาทในระยะ 2-3 ปี โดยปี 2547 บริษัทจะมียอดขายเติบโตกว่า 10,000
ล้านบาท ปัจจุบันรายได้ของบริษัท 90% เป็นรายได้ที่มาจากการขาย ในจำนวน นี้ 65%
มาจากบ้านเดี่ยวและที่เหลือ 35% มาจากอาคารชุดและอีก 10% เป็นรายได้จากค่าเช่า
เป้าหมายการลงทุนในโครงการใหม่ ของแสนสิริจะประกอบไปด้วย การซื้อที่ดินใหม่ การ
ซื้อโครงการที่ก่อสร้างค้างทั้งแนวราบและแนวสูง โดยหนึ่งในจำนวนโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการ
เจรจาคือโครงการอาคารชุดของกลุ่มสมประสงค์ ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสาทรใกล้กับอาคารคิวเฮ้าส์
การขออนุมัติเพิ่มทุนครั้งนี้ เพื่อเพิ่มฐานเงิน กองทุนของบริษัทฯให้มีความแข็งแกร่งขึ้น
รอง รับการขยายฐานการดำเนินธุรกิจในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งแสนสิริมีแผนจะขยายการลงทุนในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแบบครบวงจร
ทั้งบ้านเดี่ยว รวมถึงคอนโดมิเนียมในทำเลต่างๆ โดยจะพึ่งพาเงินกู้จากสถาบันการเงินลดลง
และหันมาใช้การบริหารเงินทุนภายในบริษัทมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E RATIO)ของแสนสิริอยู่ที่ 1.4
เท่า หลังเพิ่มทุนจะทำให้D/E RATIO ลดเหลือ 0.5 เท่า
ขายรร.โซฟิเทลให้กองทุนอสังหาฯ
นอกจากการอนุมัติเพิ่มทุนแล้ว ที่ประชุมคณะกรรมการยังได้อนุมัติการจำหน่ายทรัพย์สิน
ของบริษัท ริชชี่ โฮลดิ้ง อัลลายแอนซ์ จำกัด ได้แก่ กรรมสิทธิ์ในที่ดิน อาคาร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของ
โรงแรมโซฟิเทล สีลม กรุงเทพฯให้กับกองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ประเภทที่สามารถจำหน่ายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมให้กับประชาชนทั่วไปได้(กอง1)
โดยกองทุนดังกล่าวบริษัทจะถือหน่วยลงทุน 30%
"บริษัทได้ทรัพย์สินมาในราคา 2,070 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถจำหน่ายได้ ในราคาไม่ต่ำ
กว่า 2,300 ล้านบาท ทั้งนี้กองทุนที่ตั้งขึ้นจะมีขนาด กองทุนเท่ากับมูลค่าที่จำหน่าย
โดยกองทุนจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ชิ้นเดียวคือโรงแรมโซฟิเทล ซึ่งรายได้ 2,000
กว่าล้านที่จะได้รับในปีนี้ไม่ได้รวมอยู่ในยอดขาย 5,000 ล้านที่ได้จากการ ขายบ้าน
อีกทั้งยังสามารถลดหนี้ของโรงแรม ที่มีอยู่ 1,200 ล้านด้วย"
สำหรับโรงแรมโซฟิเทล สีลม กรุงเทพฯ เดิมชื่อโรงแรม เดอะโมนาร์ก ลี การ์เด้นสูง
37 ชั้น ประกอบด้วยห้องพักจำนวน 454 ห้อง ปัจจุบันมีอัตราการเข้าพักประมาณ 80%
ซึ่งทางแอคคอร์ ซึ่งเป็นเชนรับบริหารได้การันตีรายได้ที่จะได้รับไว้ที่ 120 ล้านบาทต่อปี
โดยแสนสิริได้เข้าซื้อหุ้นในสัดส่วน 100% ของบริษัท ริชชี่ โฮลดิ้ง อัลลายแอนซ์
จำกัด เมื่อประมาณเดือนกันยายนปีที่แล้ว จากนางสว่าง มั่นคงเจริญ จำนวน 6,999,994
หุ้น จากจำนวนหุ้นสามัญของริชชี่ ทั้งสิ้น 7,000,000 หุ้น